ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 427 (เล่ม 54)

ในกามทั้งหลายแล้วมาไว้ในกามทั้งหลาย. บทว่า ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ
กาเมสุ ภยทสฺสินึ ความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรับรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เห็น
ภัยในกามทั้งหลายจึงบวช. อธิบายว่า เหตุเพียงเท่านี้ ทำไมท่านทั้งหลายจึง
ไม่ยอมรับรู้.
บทว่า น หิรญฺญสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา ความว่า
อาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น ไม่หมดสิ้นไป ด้วยเงินด้วยทอง ที่แท้
กลับกำเริบ ด้วยเงินทองเหล่านั้นทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าว
ว่า กามทั้งหลาย เป็นอมิตรผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็นดั่งลูกศรเสียบไว้ เนื้อความ
ของคำนั้น มีว่า ความจริง กามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอมิตร เพราะไม่มีไมตรี
เหตุนำมาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ชื่อว่าผู้ฆ่า เพราะเป็นเสมือน
เพชฌฆาตเงื้อดาบ เหตุเป็นต้นเหตุแห่งความตาย ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะเป็น
เสมือนศัตรูผู้ผูกเวร เหตุติดตามนำมาแต่ความพินาศ ชื่อว่าเป็นดังลูกศรเสียบ
ไว้ เพราะลูกศรทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเสียบติดไว้.
บทว่า มุณฺฑํ ได้แก่ โกนผม ชื่อว่าห่มสังฆาฏิเพราะเก็บเศษผ้า
ทั้งหลายในที่นั้น ๆ มาปะติดปะต่อ ทำจีวรห่ม. บทว่า อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ
ได้แก่ ก้อนข้าวที่ไปยืนใกล้เรือนทุกหลัง ที่เปิดประตูไว้ได้มา. บทว่า อุญฺโฉ
ได้แก่ การเที่ยวขอเขาเพื่อก้อนข้าวนั้น. บทว่า อนาคารูปนิสฺสโย ได้แก่
บริขารนักบวช อันเป็นที่อาศัย เพราะผู้บวชไม่มีเรือน จำต้องเข้าไปอาศัย
นักบวชทั้งหลาย อาศัยบริขารนั้นเป็นอยู่. บทว่า วนฺตา ได้แก่ ละทิ้งแล้ว.
บทว่า มเหสีหิ ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า เขมฏฺฐาเน ได้แก่ ในพระนิพพาน อันเป็นที่ไม่มีอุปัทวะจากโยคะ
ทั้งหลายมีกามโยคะเป็นต้น. บทว่า เต ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่. บทว่า

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 428 (เล่ม 54)

อจลํ สุขํ ได้แก่ บรรลุสุขในพระนิพพาน อธิบายว่า เพราะเหตุที่ท่านผู้
แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงคายกามเสียแล้ว จึงทรงบรรลุ
นิพพานสุข ฉะนั้น ผู้ปรารถนานิพพานสุขนั้น จึงควรสละกามทั้งหลายเสีย.
บทว่า มาหํ กาเมหิ สงฺคจฺฉึ ความว่า ข้าพระองค์ไม่พึง
สมาคมกับกามทั้งหลายไม่ว่าในกาลไร ๆ ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุไร พระเถรี
จึงกล่าวว่า เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดากามทั้งหลายเหล่าใด ที่ถูกตรวจ
สอบอยู่ แม้ในกามสักอย่างหนึ่ง ก็ช่วยต่อต้านความพินาศไม่ได้ กามทั้งหลาย
ชื่อว่า เสมอด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่าเผาให้ร้อนขนานใหญ่ ชื่อว่า ทุกข์
เพราะอรรถว่า ทนได้ยาก.
ก็สภาวะที่ขึ้นชื่อว่ากาม ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์มีภัย เพราะนำมาแต่ความ
พินาศอย่างกว้างขวางที่ไม่รู้ ชื่อว่ามีความคับแค้น เพราะทำความคับแค้น
แห่งจิต ชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะแทงเอาได้. บทว่า เคโธ สุวิสโม
เจโส ความว่า ชื่อว่าหมกมุ่น เพราะมีความหมกมุ่นเป็นเหตุ สภาวะนี้
แสนจะไม่สม่ำเสมอ คือความกังวลอย่างมาก ชื่อว่าใหญ่ เพราะอรรถว่าก้าว
ล่วงได้แสนยาก ชื่อว่าเป็นทางแห่งความลุ่มหลง เพราะเป็นเหตุถึงความสยบ.
บทว่า อุปสคฺโค ภีมรูโป ความว่า ชื่อว่า มีสภาวะน่าสะพรึงกลัว ดุจ
อุปสรรคมาแต่เทวดา ชื่อว่า ใหญ่ เพราะนำทุกข์มีความพินาศเป็นต้นมาให้
กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบด้วยหัวงูพิษ เพราะอรรถว่าเป็นภัยเฉพาะหน้า.
บทว่า กามสํสคฺคสตฺตา ได้แก่ ผู้ติด ผู้ข้องด้วยเปือกตม กล่าวคือ
กาม.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 429 (เล่ม 54)

บทว่า ทุคฺคติมนํ มคฺคํ ได้แก่ ทางที่พาไปอบายมีนรกเป็นต้น.
บทว่า กามเหตุกํ ได้แก่ การบริโภคกามเป็นเหตุ. บทว่า พหุํ ได้แก่มาก
อย่าง โดยประเภทแห่งกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า โรคมาวหํ ได้แก่
นำมาซึ่งทุกข์ ต่างโดยทุกข์ในปัจจุบันเป็นต้น ที่นับว่าโรค เพราะอรรถว่า
เสียดแทง.
บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยประการที่กล่าวมาแล้วว่า อมิตฺตา วธกา
เป็นต้น. บทว่า อมิตฺตชนนา ได้แก่ ให้เกิดความเป็นอมิตร. บทว่า ตาปนา
ได้แก่ ให้เดือดร้อน อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน. บทว่า
สงฺกิเลสิกา ได้แก่ นำมาซึ่งสังกิเลสความเศร้าหมอง. บทว่า โลกามิสา
ได้แก่ เป็นอามิส เหยื่อในโลก. บทว่า พนฺธนิยา ได้แก่พึงถูกผูกด้วยสังโยชน์
ซึ่งเป็นเครื่องผูก อธิบายว่า อันสังโยชน์ประกอบไว้. บทว่า มรณพนฺธนา
ได้แก่ มรณะผูกไว้ เพราะเหตุที่เป็นไปและเพราะมรณะ เหตุเป็นเครื่องหมาย
แห่งการบังเกิดในภพเป็นต้น.
บทว่า อุมฺมาทนา ได้แก่ กามทั้งหลายกระทำให้เป็นบ้าเพราะความ
เศร้าโศกโดยความพลัดพรากกัน เพราะกามมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
หรือนำความมัวเมายิ่งขึ้นโดยเพิ่มทวี. บทว่า อุลฺลปนา ได้แก่ การบ่นเพ้อ
สูงขึ้นๆ ว่า โอ ! สุขจริง โอ ! สุขจริง. บาลีว่า อุลฺโลลนา ก็มี ความว่า
พร่ำเพ้อรำพันถึงสัตว์ทั้งหลาย เพราะอามิสเป็นเหตุ เหมือนสุนัขกระดิกหาง
เพราะก้อนข้าว คือทำให้ไม่รู้สึกถึงความเสื่อม. บทว่า จิตฺตปฺปมาทิโน
ได้แก่ มีปกติย่ำยีจิต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต โดยการก่อความเร่าร้อน
เป็นต้น บาลีว่า จิตฺตปฺปนทฺทิโน ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ส่วน
อาจารย์พวกใดกล่าวว่า จิตฺตปฺปมาทิโน เนื้อความของอาจารย์พวกนั้นก็ว่า
นำมาซึ่งความประมาทแห่งจิต. บทว่า สงฺกิเลสาย ได้แก่ เพื่อความพินาศ

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 430 (เล่ม 54)

เพื่อความเบียดเบียน หรือเพื่อให้เดือดร้อน. บทว่า ขิปฺปํ มาเรน โอฑฺฑิตํ
ความว่า ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเหมือนลอบที่มารดักไว้
เพราะนำมาแต่ความพินาศแก่สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า อนนฺตาทีนวา ได้แก่ มีอาทีนพโทษไม่มีที่สิ้นสุด คือมีโทษ
มาก โดยนัยที่กล่าวไว้ในที่นี้ว่า โลภนํ มทนญฺเจตํ เงินทองนั้นทำให้เกิด
ความโลภ ความมัวเมา ดังนี้เป็นต้น และในสูตรทั้งหลายมีทุกขักขันธสูตร
เป็นต้นว่า ความหนาวเป็นเบื้องหน้า ความร้อนเป็นเบื้องหน้า ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พหุทุกฺขา ได้แก่ ติดตามทุกข์หลายอย่าง มีทุกข์ในอบายเป็นต้น.
บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนมหาพิษที่ร้ายกาจเป็นต้นเพราะมีผลเผ็ดร้อน.
บทว่า อปฺปสฺสาทา ได้แก่ อร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำผึ้งที่ไหลตามคมมีด.
บทว่า รณฺการา ได้แก่ ทำความกำหนัดนักเป็นต้นให้เพิ่มทวี. บทว่า
สุกฺกปกฺขวิโสสนา ได้แก่ ทำความพินาศแก่ส่วนแห่งธรรมฝ่ายไม่มีโทษ
ให้สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า สาหํ ตัดบทเป็น สา อหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นฟังธรรม
ในสำนักพระศาสดา โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง ได้ศรัทธาแล้ว ละ
สมบัติออกบวช. บทว่า เอตาทิสํ ได้แก่ เห็นปานนั้น คือมีประการดังกล่าว
มาแล้ว. บทว่า หิตฺวา ได้แก่ ละสมบัตินั้น อธิบายว่า เพราะเหตุตามที่กล่าว
มาแล้ว. บทว่า น ตํ ปจฺจาคมิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักไม่กลับมา
บริโภคสมบัตินั้น คือกามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าคายมาก่อนแล้วอีก. บทว่า นิพฺ-
พานาภิรตา สทา ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้ายินดียิ่งแล้วใน
พระนิพพานมาตลอดกาล นับตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 431 (เล่ม 54)

กลับมาหาสมบัติกามนั้นอีก. บทว่า รณํ ตริตฺวา กามานํ ความว่า ข้าม
สนามรบของกามทั้งหลาย และทำสนามรบนั้น ให้เป็นอันประหารด้วยพระ-
อริยมรรค อันเป็นกิจที่ข้าพเจ้าพึงทำ. บทว่า สีติภาวาภิกงฺขินี ได้แก่
จำนงหวังพระอรหัต ที่นับว่าเป็นภาวะเยือกเย็น เพราะระงับความกระวน
กระวายและความเร่าร้อนของกิเลสได้หมด. บทว่า รตา สํโยชนกฺขเย
ได้แก่ ยินดียิ่งนักในพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทุกอย่าง.
บทว่า เยน ติณฺณา มเหสิโน ความว่า เหล่าท่านผู้แสวงคุณอัน
ยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น พากันข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏด้วยอริยมรรค
ใด แม้ข้าพเจ้าก็จะเดินตามมรรคที่ท่านเดินไปแล้วนั้น บรรลุตามด้วยการปฏิบัติ
ศีลเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมฏฺฐํ ได้แก่ตั้งอยู่ในธรรมคืออริยผล. บทว่า อเนชํ
ได้แก่ ผลอันเลิศ ที่ได้ชื่อว่า อเนชะ เพราะระงับความหวั่นไหวได้แล้ว. บทว่า
อุปสมฺปชฺช ได้แก่ สำเร็จผลแล้ว คือบรรลุด้วยการบรรลุอรหัตมรรค. บทว่า
ฌายติ ได้แก่ เข้าไปเพ่งผลฌานนั้นนั่นแล.
บทว่า อชฺชฏฺฐมี ปพฺพชิตา ความว่า นางเป็นผู้บวชแล้ว คือ
นับตั้งแต่วันที่นางบวชแล้ว วันนี้ก็นับเป็นวันที่ ๘. อธิบายว่า นางบวชแล้วได้
๘ ราตรี นับตั้งแต่วันที่ล่วงมาแล้วนี้. บทว่า สทฺธา ได้แก่ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา. บทว่า สทฺธมฺมโสภณา ได้แก่ งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม.
บทว่า ภุชิสฺสา ได้แก่ ชื่อว่าเป็นไทแก่ตัว เพราะละกิเลสทั้งหลาย
ที่เป็นเสมือนความเป็นทาส ชื่อว่าไม่มีหนี้ เพราะปราศจากหนี้มีกามฉันทะ
เป็นต้น.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 432 (เล่ม 54)

เล่ากันว่า พระเถรีบวชแล้วในวันที่ ๘ ก็บรรลุพระอรหัต นั่งเข้าผล
สมาบัติที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลาย
แล้วทรงสรรเสริญ จึงตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้.
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงเห็นเรื่องนั้นด้วยจักษุทิพย์แล้ว
ทรงดำริว่า เพราะเหตุที่พระเถรีรูปนี้ พระศาสดาทรงสรรเสริญอย่างนี้ ฉะนั้น
จำเราและทวยเทพควรเข้าไปหา ดังนี้แล้ว ทันใดนั้นเอง ก็เสด็จเข้าไปหา
พร้อมด้วยทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ทรงอภิวาทแล้ว ประคองอัญชลีประทับยืนอยู่.
หมายเอาเรื่องนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ท้าวสักกะเจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วย หมู่เทพ
เสด็จเข้าไปหาพระเถรี ธิดาช่างทองผู้สวยงามรูปนั้น
ด้วยเทวฤทธิ์ทรงนมัสการอยู่ ดังนี้.
ในคาถานั้น ความว่า ท้าวสักกะเทวราชทรงได้พระนามว่า ภูตปติ
เพราะวิเคราะห์ว่า ทรงเป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งเหล่าสัตว์ที่เกิดในกามภพทั้ง ๓
เสด็จเข้าไปหาพระสุภากัมมารธีตุเถรีรูปนั้น พร้อมกับหมู่เทพด้วยฤทธิ์ของพระ-
องค์ ทรงนมัสการ คือทรงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์.
จบ อรรถกถาสุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
จบ อรรถกถาวีสตินิบาต

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 433 (เล่ม 54)

เถรีคาถา ติงสนิบาต
สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา
[๔๗๒] พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี ได้กล่าวคาถาที่ตนกับชาย
นักเลงหญิงกล่าวโต้ตอบกันเป็นอุทานคาถาว่า
พระสุภาเถรีได้เปล่งคาถาเหล่านั้นว่า
ชายนักเลงหญิงยืนกั้นขวางพระสุภาภิกษุ ซึ่ง
กำลังเดินไปชีวกัมพวันวิหาร ที่น่ารื่นรมย์ พระสุภา
ภิกษุณีได้พูดกะชายผู้นั้นว่า
ท่านบุตรช่างทอง ข้าพเจ้าทำผิดอะไรต่อท่าน
จึงมายืนกั้นขวางข้าพเจ้าไว้ ดูก่อนอาวุโส ชายไม่
ควรถูกต้องหญิงนักบวช.
เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นข้าพเจ้า ผู้มีบทอันบริสุทธิ์
ด้วยสิกขาที่พระสุคตทรงแสดงไว้ในสัตถุศาสนาของ
ข้าพเจ้าที่ควรเคารพ ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน เหตุไร ท่าน
ผู้มีจิตขุ่นมัว จึงยืนกั้นเราผู้ไม่มีจิตขุ่นมัว เหตุไร ท่าน
ผู้มีจักมีราคะ จึงยืนกั้นเราผู้ปราศจากราคะ ผู้ไม่มี
กิเลสดังเนิน ผู้ใจหลุดพ้นแล้ว ในขันธ์ทั้งปวง.
ชายนักเลงหญิงกล่าวว่า
แม่นางยังสาว สวยไม่ทรามเลย บรรพชาจักทำ
อะไรแก่แม่นางได้ โปรดทิ้งผ้ากาสยะเสีย มาสิ เรา
มาร่วมอภิรมย์กัน ในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 434 (เล่ม 54)

ต้นไม้ทั้งหลาย เกิดขึ้นด้วยเกสรดอกไม้โชยกลิ่น
หอมตลบไปทั่วป่า ฤดูต้นวสันต์น่าสบาย เรามา
ร่วมอภิรมย์กัน ในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด.
ต้นไม้ทั้งหลาย ยอดออกดอกบานแล้ว ต้องลม
ไหวระริก ดังจะมีเสียงครวญ แม่นางจักมีความยินดี
อะไร ผิว่า แม่นางจักเข้าป่าเพียงผู้เดียว.
ป่าใหญ่ หมู่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ คลาคล่ำด้วยช้าง
พลายตกมันและช้างพัง ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัว แม่
นางไม่มีเพื่อน ยังปรารถนาจะเข้าไปหรือ.
แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบเอย แม่นางท่องเที่ยว
ไป เหมือนตุ๊กตา ที่ช่างสร้างด้วยทอง แม่นางตามใจ
ข้า ก็จะงดงามด้วยผ้าสวย ที่เนื้อเกลี้ยงเกลาละเอียด
ของแคว้นกาสี ดังเทพนารีในสวนจิตรลดา เชียวละ.
แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย ข้าจะยอมอยู่
ใต้อำนาจแม่นาง ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันในกลางป่า เพราะ
สัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นางของข้าไม่มีเลย.
ถ้าแม่นางเชื่อข้า ก็จะมีความสุข มาสิ มาครอง
เรือนกัน แม่นางจะอยู่บนปราสาทที่ปราศจากลมพาน
หญิงทั้งหลายจะคอยปรนนิบัติแม่นาง แม่นางจะนุ่งห่ม
ผ้าเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี สวมมาลัยลูบไล้ประ-
เทืองผิว ข้าจะทำอาภรณ์เครื่องประดับต่าง ๆ มากชนิด
ที่เป็นทอง แก้วมณีและมุกดา แก่แม่นาง.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 435 (เล่ม 54)

เชิญขึ้นที่นอนไหมมีค่ามาก สวยงาม ปูด้วยผ้า
โกเชาว์ยาว อ่อนนุ่มดังสำลี คลุมด้วยผ้าที่ซักธุลี
สะลาดแล้ว ตกแต่งด้วยจันทนแก่นหอม.
ดอกอุบลโผล่พ้นน้ำ มิมีมนุษย์เชยชมแล้ว ฉัน
ใด แม่นางก็เป็นพรหมจาร ฉันนั้น เมื่อส่วนแห่ง
เรือนร่างของแม่นาง ยังไม่มีใครเชยชม ก็จะชราร่วง
โรยไปเสียเปล่า ๆ.
พระสุภาเถรีถามว่า
ในร่างที่มีอันจะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา ซึ่ง
เต็มด้วยซากศพ รังแต่จะรกป่าช้านี้ อะไรที่ท่านเข้าใจ
ว่าเป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งใด จึงเกิดติดใจขึ้นมา
ขอท่านโปรดบอกสิ่งนั้นมาสิ.
ชายนักเลงหญิงตอบว่า
เพราะเห็นดวงตาของแม่นาง ประดุจดวงตาของ
ลูกเนื้อทราย ประดุจดวงตาของกินนรีในระหว่างเขา
ฤดีรักของข้าก็ยังกำเริบ.
เพราะเห็นดวงตา อุปมาดังยอดดอกอุบลและ
ดวงหน้าพิมลดังรูปทองของแม่นาง ความใคร่ความ
ปรารถนาของข้าก็ยิ่งกำเริบ.
แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย แม่ข้าจะไป
ไกลแสนไกล ก็จะยังคงรำลุกถึงดวงตาอันบริสุทธิ์ ที่
มีขนตายาวงอน เพราะว่า อะไร ๆ ที่น่ารักกว่าดวงตา
ของแม่นาง สำหรับข้า ไม่มีเลย.

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 436 (เล่ม 54)

พระสุภาเถรีกล่าวว่า
ท่านมาต้องการข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า
ก็ชื่อว่า ท่านปรารถนาจะไปเดินตามทางที่มิใช่ทาง
ชื่อว่า แสวงหาดวงจันทร์เอามาเป็นของเล่น ชื่อว่า
ต้องการจะกระโดดขึ้นเขาพระสิเนรุ.
เพราะว่าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก บัดนี้ ข้าพเจ้า
ไม่มีอารมณ์ ที่มีราคะความกำหนัดเลย ข้าพเจ้า
ไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร เพราะราคะนั้น
ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค.
ราคะนั้น ข้าพเจ้ายกออกแล้ว เหมือนเอาเชื้อ-
ไฟออกจากหลุมถ่านไฟ เหมือนเอาภาชนะใส่ยาพิษ
ออกจากไฟ ข้าพเจ้าไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้น เป็นเช่นไร
เพราะราคะนั้น ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก
ด้วยอริยมรรค.
หญิงผู้ใด ไม่พิจารณาปัญจขันธ์ หรือไม่เข้าเฝ้า
พระศาสดา ขอท่านโปรดประเล้าประโลมหญิงเช่นนั้น
เถิด ท่านนั้นจะต้องเดือดร้อน เพราะสุภาภิกษุณี ซึ่ง
รู้ตามความจริงผู้นี้.
เพราะว่า สติของข้าพเจ้ามั่นคงไม่ว่าในการด่า
และการไหว้ และในสุขและทุกข์ เพราะรู้ว่าสังขต-
สังขารที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นอสุภะไม่งาม ใจข้าพเจ้าจึง
ไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลยทีเดียว.

436