ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 417 (เล่ม 54)

กามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และมนุษย์
เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ตายเสียแล้ว ท่านน้อม
ไปในสถานที่อันเกษม บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว.
ข้าพเจ้าไม่ร่วมด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งช่วยอะไร
ไม่ได้ กามทั้งหลาย เป็นอมิตร เป็นผู้ฆ่า นำทุกข์
มา เทียบเสมอด้วยกองไฟ.
สภาวะนั่นไม่บริสุทธิ์ มีภัย มีความคับแค้น
เป็นเสี้ยนหนาม และสภาวะนั้น เป็นความหมกมุ่น
เป็นความไม่สม่ำเสมอ อย่างใหญ่ เป็นเหตุลุ่มหลง
เป็นอุปสรรคที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลายเปรียบด้วย
หัวงูพิษ ที่เหล่าปุถุชนคนทั้งบอดทั้งเขลา เพลิดเพลิน
กันนักหนา.
ความจริง ชนเป็นอันมากในโลก ติดอยู่ใน
เครื่องข้องคือกาม ไม่รู้ความจริงกันเลย ไม่รู้จักที่สิ้น
สุดแห่งชาติและชรา มนุษย์เป็นอันมาก เดินทางที่ไป
ทุคติ มีกามเป็นเหตุ นำมาแต่โรคสำหรับตน.
กามทั้งหลาย ทำให้เกิดอมิตรอย่างนี้เป็นเครื่อง
แผดเผา เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหยื่อของโลก ผูก
สัตว์ไว้ มีมรณะเป็นเครื่องพันธนาการ.
กามทั้งหลาย ทำให้คนบ้า ทำให้เพ้อ ทำให้จิต
ประมาทพลั้งเผลอ เพราะทำสัตว์ให้เศร้าหมอง พึง
เห็นเหมือนลอบที่มารรีบดักไว้.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 418 (เล่ม 54)

กามทั้งหลาย มีโทษไม่สิ้นสุด มีทุกข์มาก มี
พิษมาก อร่อยน้อย ทำเป็นสนามรบ มีแต่ทำกุศล
กรรมให้เหือดแห้งลง.
ข้าพระองค์นั้น ละความย่อยยับ ซึ่งมีกามเป็น
เหตุเช่นนั้นแล้ว ยินดียิ่งนักในพระนิพพานทุกเมื่อ
จึงจักไม่กลับมาหาความย่อยยับนั้นอีก.
ข้าพเจ้าละสนามรบของกามทั้งหลายแล้ว จำนง
หวังแต่ความเยือกเย็น ยินดีในธรรมอันเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ ไม่ประมาทอยู่.
ข้าพเจ้าเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็น
ทางตรงไม่เศร้าโศก ไม่มีกิเลสดุจธุลี เป็นทางเกษม
ซึ่งเหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามมาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงดู
ธิดาช่างทอง ผู้สวยงามซึ่งตั้งอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด นาง
เข้าถึงธรรมที่ไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนไม้.
วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางมีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้
งามในพระสัทธรรม อันพระอุบลวรรณาช่วยแนะนำ
แล้ว ทรงวิชชา ๓ ละมฤตยูเสียแล้ว.
ภิกษุณีรูปนั้น เป็นไทแก่ตัว ไม่เป็นหนี้ อบรม
อินทรีย์แล้ว สลัดโยคะได้หมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว
ไม่มีอาสวะ.
ท้าวสักกะ เจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมหมู่เทพ
เสด็จเข้าไปหาพระสุภากัมมารธิดาเถรีรูปนั้น ด้วย
เทวฤทธิ์แล้ว ทรงนมัสการอยู่.
จบ สุภากัมมารธิดาเถรีคาถา

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 419 (เล่ม 54)

๕. อรรถกถาสุภากัมมาร๑ธีตุเถรีคาถา
คาถาว่า ทหราหํ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระสุภากัมมารธีตุ-
เถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ อบรมกุศลมล
สั่งสมสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ ท่องเที่ยวอยู่ในป่ายสุคติ
เท่านั้น เมื่อญาณแก่กล้า มาในพุทธุปบาทกาลนี้ก็บังเกิดเป็นธิดาของช่างทอง
คนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ เพราะความสวยงามแห่งรูปสมบัติ จึงได้ชื่อว่า สุภา นาง
รู้เดียงสามาโดยลำดับ เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จเจ้า
ไปกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง
พระศาสดาทรงเห็นนางมีอินทรีย์แก่กล้าจึงทรงแสดงธรรมคือ อริยสัจ ๔ ที่พอ
เหมาะแก่อัธยาศัย ทันใดนั้นเอง นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลประดับด้วยนัยพัน-
นัย ต่อมา นางเห็นโทษในฆราวาสวิสัย ก็บวชในสำนักพระนางปชาบดี
โคตมี ตั้งอยู่ในศีลภิกษุณี ประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนา เพื่อมรรคชั้นสูง ๆ
พวกญาติพากันเข้าไปหานางทุกเวลา เชื้อเชิญแสดงทรัพย์จำนวนมาก และ
กองสมบัติประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลาย วันหนึ่งเมื่อพวกญาติเข้ามาหา
นางเมื่อจะประกาศโทษในฆราวาสวิสัยและกามทั้งหลาย จึงกล่าวธรรมด้วยคาถา
๒๔ คาถา มีว่า ทหราหํ เป็นต้น แล้วเสียสละทำให้ญาติเหล่านั้นหมดหวัง
เจริญวิปัสสนา ประกอบอินทรีย์ทั้งหลาย มักเขม้นภาวนายิ่งขึ้น ไม่ช้านัก
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วจึง
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
๑. บาลีเป็นสุภากัมมารธิดาเถรีคาถา

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 420 (เล่ม 54)

เพราะเหตุที่แต่ก่อน ข้าพเจ้ายังสาว นุ่งห่มผ้า
อันสะอาด ได้ฟังธรรม ข้าพเจ้านั้นไม่ประมาท
ก็ได้ตรัสรู้สัจธรรม.
ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง
เห็นภัยในสักกายะ [ปัญจขันธ์] กระหยิ่มเฉพาะ
เนกขัมมะ [การบวช] เท่านั้น.
ข้าพเจ้าละหมู่ญาติ ทาสและกรรมกร บ้าน
และไร่นา ความมั่งคั่ง และรมณียะสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ที่
เขาบันเทิงกันนัก.
ข้าพเจ้าละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วย
ศรัทธาอย่างนี้ ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศ
ดีแล้ว.
ข้อที่ละทิ้งเงินทองเสียแล้วกลับมายึดเงินทองนั้น
ไว้อีก ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า
ปรารถนาแต่ความไม่กังวลห่วงใย ผู้ใดละทิ้งเงินทอง
แล้วกลับมายืดเงินทองนั้นไว้อีก ผู้นั้นจะโงหัวขึ้นได้
อย่างไร ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย เงินและทองไม่มี
เพื่อสันติความสงบสำหรับผู้นั้น เงินทองนั้นก็ไม่สม-
ควรแก่สมณเงินทองนั้นก็มิใช่อริยทรัพย์.
อนึ่งเงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ ความมัวเมา
ความลุ่มหลง ความติดดังเครื่องผูก มีภัย มีความ
คับแค้นมาก เงินทองนั้น ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 421 (เล่ม 54)

นรชนเป็นอัน มาก ประมาทมีใจเศร้าหมองแล้ว
เพราะเงินทองเท่านี้ จึงต้องเป็นศัตรู ต้องวิวาทบาด-
หมางกันและกัน.
การถูกฆ่า การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือ
เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกพิไรรำพัน
ความพินาศเป็นอันมาก ของนรชนที่ตกอยู่ในกาม
ทั้งทลาย ก็มองเห็นกันอยู่.
ท่านทั้งหลาย เป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะ
เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกาม
ทั้งหลาย จงรู้กันเถิดว่าเราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึง
บวช.
อาสวะทั้งหลายไม่ใช่หมดสิ้นไป เพราะเงินทอง
ดอก กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็น
ดังลูกศรเสียบไว้.
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะ
เหตุไร จึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้งหลาย
จงรู้เถิดว่าเราบวชศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิแล้ว.
ก้อนข้าวที่ต้องไปยืนที่เรือนทุก ๆ หลัง ได้มา
การเที่ยวขอเขา ผ้าบังสุกุลจีวรและบริขารที่อาศัยของ
นักบวช อยู่ไม่มีเรือนนี่แลเป็นของเหมาะสำหรับเรา.
กามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์
เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิงใหญ่คายเสียแล้ว ท่านน้อม
ไปในสถานที่อันเกษม บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว.

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 422 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าไม่ร่วมด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งช่วยอะไร
ไม่ได้ กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า นำทุกข์มา เสมอ
ด้วยกองไฟ.
สภาวะนั่น ไม่บริสุทธิ์ มีภัย มีความคับแค้น
เป็นเสี้ยนหนาม และสภาวะนั่นเป็นความหมกมุ่นเป็น
ความไม่สม่ำเสมอ ขนาดใหญ่ เป็นเหตุลุ่มหลง เป็น
อุปสรรคที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลายเปรียบด้วยหัว
งูพิษ ที่เหล่าปุถุชนคนบอด ทั้งเขลา เพลิดเพลินกัน
นัก.
ความจริง ชนเป็นอันมากในโลกติดอยู่ในเครื่อง
ข้องคือกาม ไม่รู้ความจริงกันเลย ไม่รู้จักที่สิ้นสุด
แห่งชาติและชรา มนุษย์เป็นอันมาก เดินทางที่ไป
ทุคติมีกามเป็นเหตุ นำมาแต่โรคสำหรับตน.
กามทั้งหลาย ทำให้เกิดอมิตรอย่างนี้ เป็นเครื่อง
แผดเผา เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหยื่อของโลก ผูก
สัตว์ไว้ มีมรณะเป็นเครื่องพันธนาการ.
กามทั้งหลาย ทำให้คนบ้า ทำให้เพ้อ ทำให้
จิตประมาทพลั้งเผลอ เพราะทำสัตว์ให้เศร้าหมอง พึง
เห็นเหมือนลอบที่มารรีบดักไว้.
กามทั้งหลาย มีโทษไม่สิ้นสุด มีทุกข์มาก มี
พิษมาก อร่อยน้อย ทำเป็นสนานรบ มีแต่ทำกุศล-
ธรรมให้เหือดแห้งลง.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 423 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้านั้น ละความย่อยยับซึ่งมีกามเป็นเหตุ
เช่นนั้นแล้ว ยินดียิ่งนักในพระนิพพานทุกเมื่อ จึง
จักไม่กลับมาหาความย่อยยับนั้นอีก.
ข้าพเจ้าละสนามรบของกามทั้งหลายแล้ว จำนง
หวังแต่ความเยือกเย็น ยินดีในธรรมอันเป็นที่สิ้นสัง-
โยชน์ไม่ปรารถนาอยู่.
ข้าพเจ้าเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็น
ทางตรง ไม่เศร้าโศก ไม่มีกิเลสดุจธุลี เป็นทางเกษม
ซึ่งเหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามมาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงดู
ธิดาช่างทองผู้สวยงาม ซึ่งตั้งอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด นาง
เข้าถึงธรรมที่ไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนไม้.
วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางมีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้
งามในพระสัทธรรม อันพระอุบลวรรณาช่วยแนะนำ
แล้ว ทรงวิชชา ๓ ละมฤตยูเสียแล้ว.
ภิกษุณีรูปนี้นั้น เป็นไทแก่ตัว ไม่เป็นหนี้
อบรมอินทรีย์แล้ว สลัดโยคะได้หมดแล้ว ทำกิจ
เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ.
ท้าวสักกะ เจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วยหมู่เทพ
เข้าไปหาพระสุภากัมมารธิดาเถรีรูปนั้น ด้วยเทวฤทธิ์
แล้ว ทรงนมัสการอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทหรายํ สุทฺธวสนา ยํ ปุเร ธมฺม-
มสฺสุณึ ความว่า เพราะเหตุที่ แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นสาวรุ่น มีผ้าสะอาด

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 424 (เล่ม 54)

นุ่งห่มผ้าอันหมดจด ตบแต่งกายแล้วได้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา. บทว่า
ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย สจฺจาภิสมโย อหุ ความว่า และเพราะเหตุที่
ข้าพเจ้านั้น พิจารณาทบทวนธรรมดามที่ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท
คือมีสติตั้งมั่นแล้ว อธิษฐานศีล ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา ตราบจนตรัสรู้
คือแทงทะลุปรุโปร่งซึ่งอริยสัจทั้ง ๔ โดยนัยว่า นี้ทุกข์ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ตโตหํ สพฺพถาเมสุ ภุสํ อรติมชฺฌคํ ความว่า ฉะนั้น
คือเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ถึงความยินดี คือความกระสันอย่างยิ่ง คือ
เหลือเกินในกามทั้งหลายแม้ทุกอย่าง คือทั้งของมนุษย์ทั้งของทิพย์ เพราะฟัง
ธรรมมาในสำนักพระศาสดาแล้ว และเพราะตรัสรู้อริยสัจแล้ว ข้าพเจ้าเห็น
ภัย คือความมีภัยจำเพาะหน้าในสักกายะ คือขันธปัญจกที่มีอุปาทาน ด้วย
จักษุคือญาณ จึงกระหยิ่มยิ้มย่องปรารถนาแต่เนกขัมมะ คือบรรพชา เพื่อ.
พระนิพพานอย่างเดียว.
บทว่า ทาสกมฺมกรานิ จ แปลว่า ทาสและกรรมกร คำนี้ท่าน
กล่าวเป็นลิงควิปลาส. บทว่า คามเขตฺตานิ ได้แก่ บ้านและไร่ปลูกบุพพัณ-
ชาติและอปรัณชาติ และพื้นที่เนื่องด้วยบ้าน. บทว่า ผีตานิ ได้แก่ ความ
มั่งคั่ง. บทว่า รมณีเย ได้แก่ สิ่งที่น่าฟูใจ. บทว่า ปโมทิเต ได้แก่ นี่
เขาบันเทิงใจแล้ว เชื่อมความว่า ละกองโภคสมบัติ. บทว่า สาปเตยฺยํ ได้
แก่ ทรัพย์ส่วนของตนเอง คือของหวงแหนสำหรับทำมณี ทำทอง ทำเงิน
เป็นต้น. บทว่า อนปฺปกํ ได้แก่ ใหญ่ ประกอบความว่า ละสมบัติอันใหญ่.
บทว่า เอวํ สทฺธาย นิกฺขมฺม ความว่า ข้าพเจ้าละเครือญาติใหญ่ และ
กองโภคสมบัติใหญ่ มีประการที่กล่าวไว้ โดยนัยว่า หิตฺวานหํ ญาติคณํ
เป็นต้น เชื่อวัตถุที่ควรเชื่อคือ กรรม ผลของกรรม และพระรัตนตรัยด้วย
ศรัทธา ออกจากเรือนไปบวชในพระสัทธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 425 (เล่ม 54)

ประกาศดีแล้ว คือในอริยวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ด้วยดี
แล้ว
ก็แลข้อที่ข้าพเจ้าบวชอย่างนี้แล้วกลับมาหากามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าละทิ้ง
เสียแล้ว ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้าเลย. บทว่า อากิญฺจญฺญํ หิ ปตฺถเย ความว่า
เพราะว่า ข้าพเจ้าปรารถนาแต่ความไม่กังวล คือ ความไม่ต้องห่วงเท่านั้น
บทว่า โย ชาตรูปรชตํ ฐเปตฺวา ปุนราคเม ความว่า บุคคลใด ละทิ้ง
เงินทอง หรือทรัพย์ไร ๆ อื่นแล้ว จะพึงกลับมายึดเอาทรัพย์นั้น บุคคลนั้น
จะพึงโงศีรษะได้อย่างไรในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย.
เพราะว่า เงินทอง ย่อมไม่มีเพื่อสันติความสงบ อธิบายว่า ไม่มี
เพื่อมรรคญาณ ไม่มีเพื่อพระนิพพาน สำหรับบุคคลแม้นั้น. บทว่า น เอตํ
สมณสารุปฺปํ ความว่า ทรัพย์สมบัตินั้น คือ ของหวงแหนมีเงินทองเป็น
ต้น หรือการหวงแหนเงินทองเป็นต้นนั้น ไม่สมควรแก่สมณะ. จริงอย่างนั้น
ท่านกล่าวไว้ว่า เงินทองไม่สมควรแก่เหล่าสมณะศากยบุตรดังนี้เป็นต้น. บทว่า
น เอตํ อริยธนํ ความว่า ของหวงแหนตามที่กล่าวแล้วนั้น ไม่ใช่ทรัพย์
ที่แม่สำเร็จด้วยอริยธรรม เหมือนอย่างอริยทรัพย์ มีศรัทธาเป็นต้น เพราะไม่
นำความเป็นพระอริยะมาให้ ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า โลภนํ เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลภนํ ได้แก่ ที่ทำให้เกิดความโลภ.
บทว่า มทนํ ได้แก่ นำความมัวเมามาให้. บทว่า สโมหนํ ได้แก่ ทำ
ให้เกิดความลุ่มหลง. บทว่า รชพนฺธนํ ได้แก่ เครื่องผูกล่าม มีกิเลสดุจ
ละออง คือราคะเป็นต้น. ทรัพย์ที่ชื่อว่า สาสังกะ เพราะเป็นไปกับความน่า
รังเกียจ เพราะทรัพย์นี้เขาหวงแหนนำมาแต่ความน่ารังเกียจ อธิบายว่า นำ
มาแต่ความน่ารังเกียจ แต่ที่ใดที่หนึ่งแก่ผู้ที่หวงแหนทรัพย์. บทว่า พหุ
อายาสํ ได้แก่ ยุ่งยากมาก โดยต้องจัดแจงต้องรักษาเป็นต้น. บทว่า นตฺถิ

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 426 (เล่ม 54)

เจตฺถ ธุวํ ฐิ ติ ความว่า ความยั่งยืนและความมั่นคงในทรัพย์นั้น ไม่มีเลย
มีแต่หวั่นไหว ไม่มั่นคงเท่านั้น.
บทว่า เอตฺตาวตา ปมตฺตา จ สงฺกิลิฏฐมนา นรา ความว่า
นรชนทั้งหลาย ยินดีแล้ว คือเกิดความยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าประมาทแล้ว
เพราะอยู่ปราศจากสติในกุศลธรรม ๑๐ เป็นผู้มีใจเศร้าหมอง คือชื่อว่าเป็นผู้มี
จิตเศร้าหมองด้วยสังกิเลสมีโลภะเป็นต้น เพราะฉะนั้น บทว่า อญฺญมญฺ-
ญมฺหิ พฺยารุทฺธา ปุถู กุพพฺนฺติ เมธคํ จึงมีความว่า สัตว์เป็นอันมาก
คือมารดากับบุตร ก็เป็นศัตรูกันและกัน อย่างนี้คือ โดยที่สุดมารดากับบุตร
บ้าง บุตรกับมารดาบ้าง ย่อมกระทำความบาดหมางทะเลาะกัน ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง มารดาวิวาท
กับบุตรบ้าง บุตรวิวาทกับมารดาบ้าง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเรื่อง
มีกามเป็นอธิกรณ์ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น
บทว่า วโธ ได้แก่ ทำให้ตาย. บทว่า พนฺโธ ได้แก่ จองจำมี
จองจำด้วยโซ่เป็นต้น. บทว่า ปริเกฺลโส ได้แก่ ทำให้ร่างกายบกพร่องมี
ตัดมือเป็นต้น. บทว่า ชานิ ได้แก่ เสื่อมทรัพย์และเสื่อมบริวาร. บทว่า
โสกปริทฺทโว ได้แก่ เศร้าโศกและพิไรรำพัน. บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่
ถูกครอบงำ. บทว่า ทิสฺสเต พิยสนํ พหุํ ได้แก่ ความย่อยยับความ
พินาศ เป็นอันมาก คือมากอย่าง ต่างโดยการฆ่าการจองจำเป็นต้นต้นตามที่กล่าว
มาแล้ว และความเสียใจความคับแค้นใจเป็นต้น และที่เป็นไปในปัจจุบันและ
เป็นไปในภายหน้า ในกามทั้งหลาย เห็นกันได้ทั้งนั้น.
บทว่า ตํ มํ ญาตี อมิตฺตาว กึ โว กาเมสุ ยุญฺชถ ความว่า
ท่านทั้งหลาย ถึงเป็นเครือญาติกัน ก็เป็นเหมือนอมิตรที่ไม่ปรารถนาดี เพราะ
อะไร เพราะเหตุอะไร จึงชักจูงประกอบข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเป็นเหมือนผู้คลายกำหนัด

426