ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 407 (เล่ม 54)

พราหมณีกล่าวว่า
ดูก่อนสารถี ข้าฟังเรื่องพราหมณ์ได้วิชชา ๓
แล้ว ก็ขอมอบรถม้าคันหนึ่งกับทรัพย์พันกหาปณะเป็น
รางวัลตอบแทนที่ให้ข่าวน่ายินดี แก่เจ้า.
สารถีไม่ยอมรับกลับกล่าวว่า
ข้าแต่แม่พราหมณี รถม้ากับทรัพย์พันกหาปณะ
จงกลับเป็นของแม่ท่านตามเดิมเถิด แม้ข้าพเจ้าก็จัก
บวชในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ.
พราหมณีกล่าวกะสุนทรีธิดาว่า
ดูก่อนสุนทรี บิดาของลูกละ ช้าง โค ม้า มณี
และกุณฑล ความมั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ ออก
บวชเสียแล้ว ลูกจงบริโภคโภคสมบัติ จงเป็นทายาท
รับมรดกในตระกูลนะลูก
สุนทรีธิดากล่าวกะพราหมณีมารดาว่า
แม่จ๋า บิดาของลูกถูกความเศร้าโศกถึงลูกชายรบ
กวนหนัก จึงละช้าง โค ม้า มณีและกุณฑล ความ
มั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ออกบวช ถึงลูกก็ถูกความ
เศร้าโศกถึงน้องชายรบกวนมา จึงจักบวชจ้ะแม่.
พราหมณีมารดากล่าวอนุญาตว่า
ดูก่อนสุนทรี ความดำรินั้นของลูกจงสำเร็จสม
ปรารถนาเถิด ลูกเมื่อสำเร็จกิจเหล่านี้คือ การยืนรับ
ก้อนข้าว การแสวงหาอาหาร และการทรงผ้าบังสุกุล
จีวร จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในปรโลกเถิด,

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 408 (เล่ม 54)

เมื่อบวชบำเพ็ญเพียรบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุนทรีเถรี จึงขอ
อนุญาตอุปัชฌายะว่า
ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าเมื่อเป็นสิกขมานาก็ชำระ
ทิพยจักษุได้แล้ว ข้าพเจ้าระลึกรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่
แต่ก่อนได้แล้ว.
ข้าแต่พระเถรีผู้มีกัลยาณธรรม ผู้งามเอง และผู้
ทำหมู่ให้งามข้าพเจ้าอาศัยท่านแม่เจ้าค่ะ วิชชา ๓ ก็
บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
ข้าแต่แม่เจ้า โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ ข้าพเจ้า
ประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จักบรรลือสีหนาท ใน
สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระสุนทรเถรีได้รับอนุญาตแล้วเข้าไปพระเชตวันวิหาร พบ
พระศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงกล่าวคาถาเป็นอุทานว่า.
ดูก่อนสุนทรี เจ้าจงพิศดูพระศาสดาผู้มีพระฉวี-
วรรณปานทอง ผู้ทรงฝึกพวกคนที่ใคร ๆ ฝึกไม่ได้
ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอโปรดทรงดูสุนทรี
ผู้กำลังเดินมา ผู้หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง ผู้ไม่มี
กิเลสแลทุกข์ ปราศจากราคะไม่หอบทุกข์ไว้ ทำกิจ
เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ.
ข้าแต่พระผู้ทรงมีเพียรยิ่งใหญ่ สุนทรีออกจาก
กรุงพาราณสีมาเฝ้าพระองค์ เป็นสาวิกาของพระองค์
ขอถวายบังคมพระยุคลบาทพระเจ้าข้า.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 409 (เล่ม 54)

ข้าแต่พระผู้เป็นพราหมณ์ พระองค์เป็นพระ-
พุทธเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดา ข้าพระองค์เป็นธิดา
ของพระองค์ เป็นโอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ ทำกิจเสร็จ
แล้ว ไม่มีอาสวะพระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนลูกสุนทรี เจ้ามาดีแล้ว มาไม่เลวเลย
ด้วยว่า ผู้ฝึกอย่างนี้แล้ว ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์
ไว้ ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้า
พระศาสดาของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปตานิ ได้แก่ ตายแล้ว. สุชาตพราหมณ์
เรียกพระวาสิฏฐีเถรีนั้นว่า ข้าแต่พระแม่ผู้เจริญ. คำว่า ปุตฺตานิ ท่านกล่าว
โดยเป็นลิงควิปลาส [เพราะศัพท์ ปุตฺต ปกติเป็น ปุํ. แต่ท่านทำเป็น นปุํ.
ดังว่านี้ไปเสีย จึงเป็นลิงควิปลาส] ความว่า ลูกชายที่ตายแล้ว ความจริง
ลูกชายของพระวาสิฏฐีเถรีนั้นตายไปแล้ว มีคนเดียวเท่านั้น แต่พราหมณ์
สำคัญอย่างนี้ว่า พระวาสิฏฐีเถรีนี้ ถูกความเศร้าโศกรบกวน จึงท่องเที่ยวไป
เสียตั้งนาน ชรอยลูกชายนางที่ตายไปแล้วมีมากคน จึงกล่าวคำเป็นพหุวจนะ
[จำนวนมาก] และกล่าวคำเป็นพหุวจนะ อย่างนั้นว่า สาชฺช สพฺพานิ
ขาทิตฺวา สตปุตฺตานิ. คำว่า ขาทมานา นี้ เป็นคำด่าตามโวหารโลก.
จริงอยู่ ลูกชายที่เกิดแล้วเกิดเล่าของหญิงคนตายไปเสีย คนทั้งหลายเมื่อจะ
ติเตียนหญิงคนนั้น จึงกล่าวคำว่า หญิงกินลูกเป็นต้น. บทว่า อตีว แปลว่า
เกินเปรียบ คือหนักหนา. บทว่า ปริตปฺปสิ แปลว่า เดือดร้อน ประกอบ
ความว่า แต่ก่อน. ก็ในข้อนี้มีความย่อดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 410 (เล่ม 54)

ก่อน ท่านแม่ก็ลูกชายตาย ใจแห้งผากคร่ำครวญเพียบแปร้ด้วยความเศร้าโศก
อย่างเหลือเกิน ต้องท่องเที่ยวไปยังคามนิคมราชธานีทั้งหลาย.
บทว่า สาชฺช ตัดบทเป็น สา อชฺช ความว่า เดี๋ยวนี้ ท่าน
แม่นั้น ก็กินลูกชายหมดทั้งร้อยคน. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า สชฺช ก็มี. บทว่า
เกน วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุไร.
ด้วยบทว่า ขาทิตานิ แม้พระเถรีก็กล่าวตามปริยายที่พราหมณ์
กล่าวแล้ว อีกอย่างหนึ่ง พระเถรีกล่าวอย่างนี้ว่า ขาทิตานิ ก็หมายถึงชาติ
ของสัตว์ร้าย มีเสือโคร่ง เสือเหลือง แมวป่า เป็นต้น. บทว่า อตีตํเส
แปลว่า ส่วนที่เป็นอดีต ความว่า ในภพที่ล่วงแล้ว. บทว่า มม ตุยฺหญฺจ
แปลว่า อันเราและท่าน [กินกันมาแล้ว].
บทว่า นิสฺสรณํ ญตฺวา ความว่า แทงตลอดพระนิพพาน อัน
เป็นเครื่องแล่นออกไปแห่งชาติและมรณะด้วยมรรคญาณ. บทว่า น จาหํ
ปริตปฺปามิ ความว่า เราไม่เดือดร้อน ไม่ถึงความคับแค้นใจแล้ว.
บทว่า อพฺภูตํ วต แปลว่า น่าอัศจรรย์หนอ. จริงอยู่ ความ
อัศจรรย์นั้น เรียกว่า อัพภูตะ. บทว่า เอทิสํ แปลว่า เห็นปานนี้ คือ
วาจาที่แสดงความไม่มีความเศร้าโศกเป็นต้น อย่างนี้ว่า เราไม่เศร้าโศกไม่
ร้องไห้ และไม่เดือดร้อน เพราะเหตุที่ยังไม่ได้ธรรมเช่นนี้อย่างเดียว ฉะนั้น
ด้วยบทว่า กสฺส ตฺวํ ธมฺมมญฺญาย พราหมณ์จึงถามถึงพระศาสดาและ
คำสั่งสอนว่า แม่ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของพระศาสดา พระนามว่าอะไร จึงกล่าว
วาจาเช่นนี้.
บทว่า นิรูปธึ ได้แก่ ไม่มีทุกข์. บทว่า วิญฺญาตสทฺธมฺมา
ได้แก่ แทงตลอดธรรมคืออริยสัจ. บทว่า พฺยปานุทึ ได้แก่ นำออก
คือละ.

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 411 (เล่ม 54)

บทว่า วิปฺปมุตฺตํ ได้แก่ หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง คือพราก
ออกจากกิเลสทุกอย่าง และจากภพทุกภพ. บทว่า สฺวสฺส ได้แก่ พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในเทศนาว่าด้วยสัจจะ ๔ นั้น.
บทว่า รถํ นิยฺยาทยาหิมํ ความว่า จงมอบรถนี้แก่พราหมณี.
บทว่า สหสฺสญฺจาปิ ประกอบความว่า จงนำรถม้าและทรัพย์พันกหาปณะ
ที่เรานำไปด้วย เพื่อใช้สอยในระหว่างทางไปมอบแก่พราหมณี.
บทว่า อสฺสรถํ ได้แก่ รถเทียมม้า.
บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ได้แก่ รางวัลที่ให้ข่าวน่ายินดี.
เมื่อพราหมณีให้รางวัลที่ให้ข่าวน่ายินดีอย่างนี้ สารถีไม่ยอมรับรางวัล
นั้น กลับกล่าวคาถาว่า ตุเยฺหว โหตุ เป็นต้น ไปบวชในสำนักพระศาสดา
เหมือนกัน เมื่อสารถีบวชแล้ว พราหมณีจึงเรียกสุนทรีธิดาของตนมา เมื่อ
จะชักจูงประกอบไว้ในฆราวาสวิสัย จึงกล่าวคาถามีว่า หตฺถิ ควสฺสํ เป็นต้น
ในคาถานั้น บทว่า หตฺถิ ได้แก่ ช้าง. บทว่า ควสฺสํ ได้แก่ โคและม้า.
บทว่า มณิกุณฺฑลญฺจ ได้แก่ มณีและกุณฑล. บทว่า ผีตญฺจิมํ เคหวิคตํ
ปหาย ความว่า บิดาของลูกละสมบัติที่กล่าวแล้ว ต่างโดยช้างเป็นต้น และ
ที่ไม่ได้กล่าว ต่างโดยที่นา เงิน และทองเป็นต้น ความมั่งคั่ง สมบัติของ
เรือน เครื่องอุปกรณ์เรือนเป็นอันมาก และอย่างอื่นมีทาสและทาสีเป็นต้น ทุก
อย่างนี้ไปบวช. บทว่า ภุญฺช โภคานิ สุนฺทริ ความว่า ดูก่อนสุนทรี
ลูกจงบริโภคโภคะเหล่านี้. บทว่า ตุวํ ทายาทิกา กุเล ความว่า ด้วยลูก
สมควรเป็นทายาทรับมรดกในตระกูลนี้.
สุนทรีฟังคำมารดานั้นแล้ว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยที่น้อมไปในเนก-
ขัมมะการออกบวชของตน จึงกล่าวคาถาว่า ทตฺถิควสฺสํ เป็นต้น.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 412 (เล่ม 54)

ลำดับนั้น มารดาเมื่อจะชักจูงประกอบนางไว้ในเนกขัมมะนั่นแล
จึงกล่าวคาถาครึ่ง โดยนัยว่า โส เต อิชฺฌตุ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ยํ ตฺวํ ปตฺเถสิ สุนฺทริ ความว่า ดูก่อนสุนทรี บัดนี้ ลูกปรารถนา
จำนงหวังอันใด ความดำริในการบรรพชา ความพอใจในการบรรพชานั้น
จงสำเร็จ คือสำเร็จโดยไม่มีอันตรายแก่ลูก. บทว่า อุตฺติฎฺฐปิณฺโฑ ได้แก่
ก้อนข้าวที่ภิกษุณีไปยืนทุก ๆ บ้านได้มา. บทว่า อุญฺโฉ ได้แก่ การเที่ยว
ไปตามลำดับบ้าน และยืนเจาะจงเพื่อก้อนข้าวนั้น. บทว่า. เอตานิ ได้แก่
กิจกรรมมีก้อนข้าวที่ไปยืนทุกบ้านได้มาเป็นต้น. บทว่า อภิสมฺโภนฺติ
ความว่า เป็นผู้ไม่เหนื่อยหน่าย อาศัยกำลังแข้งสำเร็จมา คือทำให้บริสุทธิ์.
ครั้งนั้น สุนทรีรับปากคำมารดาว่า ดีละแม่จ๋า ก็ออกไปยังสำนัก
ภิกษุณี บวชเป็นสิกขมานา ทำให้แจ้งวิชชา ๓ ตั้งใจว่าจักไปเฝ้าพระศาสดา
บอกอุปัชฌาย์แล้ว ก็ไปยังกรุงสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า สิกฺขมานาย เม อยฺเย เป็นต้น ในคำนั้น. บทว่า สิกฺขมา-
นาย เม ความว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสิกขมานา. พระสุนทรีเถรี เรียกอุปัชฌายะ
ของตนด้วยคำว่า อยฺเย.
บทว่า ตุวํ นิสฺสาย กลฺยาณิ เถริสงฺฆสฺส โสภเณ ประกอบ
ความว่า ข้าแต่แม่เจ้า ชื่อว่าเป็นสังฆเถรี เพราะเป็นผู้แก่กว่าในภิกษุณีสงฆ์
และเพราะประกอบด้วยคุณที่มั่นคง ชื่อว่าเป็นผู้งาม เป็นกัลยาณี เพราะ
ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นอันงาม ข้าพเจ้าอาศัยแม่เจ้าผู้เป็นกัลยาณมิตร
คือแม่ท่าน ข้าพเจ้าจึงบรรลุวิชชา ๓ ทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จ.
บทว่า อิจฺเฉ แปลว่า ปรารถนา. บทว่า สาวตฺถึ คนฺตเว
แปลว่า เพื่อไปกรุงสาวัตถี. พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า สีหนาทํ นทิสฺสามิ
หมายถึง การพยากรณ์พระอรหัตเท่านั้น.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 413 (เล่ม 54)

ครั้งนั้น พระสุนทรีเถรีถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เข้าไปยังพระวิหาร
เห็นพระศาสดาซึ่งประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ ซาบซึ้งปีติและโสมนัสอันโอฬาร
เมื่อจะเรียกตัวเองเท่านั้น จึงกล่าวว่า ปสฺส สุนฺทริ เป็นต้น. บทว่า
เหมวณฺณํ ได้แก่ มีพระวรรณดั่งทอง. บทว่า หริตฺตจํ ได้แก่ มีพระ.
ฉวีเปล่งปลั่งดั่งทอง ก็ในคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า มีพระ
วรรณะดั่งทอง เพราะพระวรรณะเหลือง.
ครั้งนั้นแล พระสุนทรีเถรี กล่าวว่า เหมวณฺณํ มีพระวรรณะดั่ง
ทอง แล้วกล่าวว่า หริตฺตจํ มีพระฉวีดั่งทอง ก็เพื่อแสดงว่า พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดั่งกระจกทองที่เขาขัดอย่างดีแล้ว บรรจงทา
ด้วย ชาติหิงคุลิกะ ก้อนชาติหิงคุ แล้วชักเงา.
บทว่า ปสฺส สุนฺทริมายนฺตึ ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
โปรดทอดพระเนตร ดู ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าสุนทรีนั้น ซึ่งกำลังเดินมา พระ-
สุนทรีเถรี ขณะพยากรณ์พระอรหัตด้วยคำว่า วิปฺปมุตฺตํ ก็กล่าวด้วยความ
ซาบซ่านแห่งปีติ แต่เพื่อจะกลับความหวัง ความสงสัยของเหล่าคนที่รักใคร่
ว่า สุนทุรีมาแต่ไหน มาในที่ไหนและสุนทรีนี้เป็นเช่นไร จึงกล่าวคาถาว่า
พาราณสิโต เป็นต้น เพื่อจะทำเนื้อความที่กล่าวไว้ว่า สาวิกา จ ในคาถา
นั้น ให้ปรากฏชัด จึงกล่าวคาถาว่า ตุวํ พุทฺโธ เป็นอาทิ เนื้อความของ
คำนั้นมีว่า พระองค์เท่านั้น เป็นพระสัพพัญญูพุทธะ เป็นเอกในโลกพร้อมทั้ง
เทวโลกนี้ พระองค์เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ เพราะทรงสั่งสอนตามสมควร
ด้วยประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง ข้าแต่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ขีณาสพ ชื่อว่าโอรส เพราะเป็น
อภิชาติที่ทรงให้เกิดด้วยความพยายามในพระอุระของพระองค์ ชื่อว่าเกิดจาก

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 414 (เล่ม 54)

พระโอษฐ์ เพราะเกิดด้วยเสียงธรรมที่ทรงให้เป็นไปจากพระโอษฐ์ และด้วย
อริยมรรคที่เป็นประธานของคำสั่งสอน ชื่อว่าทำกิจเสร็จแล้ว เพราะกรณียกิจ
มีสัจจะที่กำหนดรู้เป็นต้นเสร็จไปแล้ว ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ ก็เพราะอาสวะทั้ง
หลายสิ้นไปโดยประการทั้งปวง.
ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อทรงชื่นชมการมาของพระสุนทรีเถรีนั้น
จึงตรัสคาถาว่า ตสฺสา เต สฺวาคตํ เป็นต้น เนื้อความของพระคาถานั้น
มีว่า ดูก่อนสุนทรีผู้เจริญ ท่านผู้ใดบรรลุธรรมที่เราตถาคตบรรลุแล้ว ตาม
เป็นจริง การมาของท่านผู้นั้นในสำนักเรานี้ เป็นการมาที่ดี เพราะข้อนั้นนั่น
แล การมานั้นจึงเป็นการมาที่ไม่เลว คือไม่ใช่การมาที่เลว เพราะเหตุไร
เพราะว่าคนทั้งหลายที่ฝึกแล้วอย่างนี้ ย่อมพากันมา ประกอบความว่า ดูก่อน
สุนทรี ด้วยว่า คนทั้งหลาย ชื่อว่าฝึกแล้ว เพราะฝึกด้วยอริยมรรคอันยอด
เยี่ยม ชื่อว่าปราศจากราคะในที่ทั้งปวง เพราะฝึกแล้วนั้นนั่นแล ชื่อว่าไม่
หอบทุกข์ ทำกิจเสร็จ ไม่มีอาสวะ เพราะตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ย่อมพา
กันมาไหว้เท้าทั้งสองของพระศาสดา ก็เหมือนอย่างที่ท่านมานี่แหละ.
จบ อรรถกถาสุนทรีเถรีคาถา

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 415 (เล่ม 54)

๕. สุภากัมมารธิดาเถรีคาถา
[๔๗๑] พระสุภากัมมารธิดาเถรี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เพราะเหตุที่แต่ก่อน ข้าพเจ้ายังสาว นุ่งห่มผ้า
อันสะอาด ได้ฟังธรรม ข้าพเจ้านั้นไม่ประมาท ก็ได้
ตรัสรู้สัจธรรม ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งใน
กามทั้งปวง เห็นภัยในสักกายะ [ปัญจขันธ์]
กระหยิ่มเฉพาะ เนกขัมมะ [การบวช] เท่านั้น.
ข้าพเจ้าละหมู่ญาติ ทาสและกรรมกร บ้าน
และไร่นา ความมั่งคั่ง และรมณียะสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ที่
เขาบันเทิงกันนักหนา.
ข้าพเจ้าละสมบัติไม่ใช่น้อย ออกบวชด้วย
ศรัทธาอย่างนี้ในพระสัทธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรง
ประกาศดีแล้ว.
ข้อที่ละทิ้งเงินทองเสียแล้ว กลับมายึดเงินทอง
นั้นอีก ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า
ปรารถนาแต่ความไม่กังวลห่วงใย ผู้ใดละทิ้งเงินทอง
แล้วกลับมายึดเงินทองนั้นไว้อีก ผู้นั้นจะโงหัวขึ้นมา
ได้อย่างไร ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลายเงินและทองไม่มี
เพื่อสันติความสงบสำหรับผู้นั้น เงินทองนั้นก็ไม่สม-
ควรแก่สมณะ เงินทองนั้น ก็มิใช่อริยทรัพย์.

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 416 (เล่ม 54)

อนึ่ง เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ ความ
มัวเมา ความลุ่มหลง ความติดดังเครื่องผูก มีภัย มี
ความคับแค้นมาก เงินทองนั้นไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย.
นรชนเป็นอันมาก ประมาทมีใจเศร้าหมองแล้ว
เพราะเงินทองเท่านี้ จึงต้องเป็นศัตรู วิวาทบาดหมาง
กันและกัน.
การถูกฆ่า การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือ
เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกพิไรรำพัน
ความพินาศเป็นอันมาก ของนรชนที่ตกอยู่ในกาม
ทั้งหลาย ก็มองเห็นกันอยู่.
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะเหตุ
ไรท่านทั้งหลายจึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้ง-
หลาย จงรู้กันเถิดว่าเราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช.
อาสวะทั้งหลาย ไม่ใช่หมดสิ้นไปเพราะเงินทอง
ดอกนะ กามทั้งหลายเป็นอมิตร เป็นผู้ฆ่า เป็นศัตรู
เป็นดั่งลูกศรเสียบไว้.
ท่านทั้งหลายเป็นญาติ ก็เหมือนศัตรูเพราะเหตุไร
จึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้งหลาย จงรู้เถิดว่า
เราบวชศีรษะโล้นครองผ้าสังฆาฏิแล้ว.
ก่อนข้าวที่ต้องไปยืนที่เรือนทุก ๆ หลัง ได้มา
การเที่ยวขอเขา ผ้าบังสุกุลจีวร และบริขารที่อาศัย
ของนักบวชผู้ไม่มีเรือน นี่แลเป็นของเหมาะสำหรับ
เรา.

416