ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 397 (เล่ม 54)

บทว่า วนฺทนํ ทานิ เม วชฺชาสิ ความว่า ขอท่านพึงกราบทูล
ถึงการถวายบังคมของข้า คือกราบทูล พระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยม ตามคำของ
ข้า บทว่า ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิเสยฺยาสิ ทกฺขิณํ ได้แก่ ท่าน
แม้ทำประทักษิณเวียนขวา พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ๓ ครั้งแล้ว ถวายบังคม
ใน ๔ ทิศ จากบุญนั้น เมื่อให้ส่วนบุญแก่ข้า ก็พึงตั้งใจอุทิศส่วนทักษิณา
ด้วย. นางจาปากล่าวอย่างนี้ก็เพราะเคยได้ยินพระพุทธคุณ และเพราะตนถึง
พร้อมด้วยเหตุ [เหตุสัมปทา]. บทว่า เอตํ โข ลพฺภํ อมฺเหหิ อธิบายว่า
บุญคือการทำประทักษิณนี้ เราอาจให้แก่เจ้าได้ แต่เราไม่อาจกลับไปบริโภค
กามได้เหมือนแต่ก่อนนะ. บทว่า เต วชฺชํ ได้แก่ บอกกล่าว คือกราบทูล
ถึงการถวายบังคมของเจ้า.
บทว่า โส ได้แก่ ท่านกาฬ่ะ. บทว่า อทฺทสาสิ แปลว่า ได้
เห็นแล้ว.
ท่านอุปกะกล่าวคำว่า ทุกฺขํ เป็นอาทิ ก็เพราะทุกข์นั้น เป็นประธาน
ของสัจกถา ในพระเทศนาของพระศาสดา และเพราะไม่มีกถาที่พ้นไปจาก
สัจกถานั้น. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาจาปาเถรีคาถา

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 398 (เล่ม 54)

๔. สุนทรีเถรีคาถา
[๔๗๐] พระสุนทรีเถรี ได้กล่าวอุทานคาถา แสดงข้อความตั้งแต่
บิดากล่าวเป็นต้นไปว่า
สุชาตพราหมณ์ถามพระวาสิฏฐีเถรีว่า
ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่ก่อน แม่เจ้ากินลูก ๆ
ที่ตาย ไปแล้ว แม่เจ้าต้องเดือดร้อนอย่างหนัก วันนี้
พราหมณีนั้นกินลูกหมดทั้งร้อยคน เพราะเหตุไร จึง
ไม่เดือดร้อนหนักหนาเล่า.
พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า
ดูก่อนท่านพราหมณ์ ลูกร้อยคนและหมู่ญาติ
ร้อยคน เรากับท่านก็กินกันมามากแล้ว ในอดีตภาค
เรานั้นรู้ธรรมที่ชาติและชราแล่นออกไปแล้วจึงไม่เศร้า
โศก ไม่ร้องไห้และไม่เดือดร้อนเลย.
สุชาตพราหมณ์ถามว่า
ข้าแต่แม่ท่านวาสิฏฐี น่าอัศจรรย์จริงหนอที่แม่-
เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ ก็แม่เจ้ารู้ธรรมของใครเล่าจึง
กล่าววาจาเช่นนี้.
พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า
ดูก่อนท่านพราหมณ์ ในกรุงมิถิลา พระสัม-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 399 (เล่ม 54)

เพื่อละทุกข์ทั้งปวง ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราฟังธรรม
ที่ไม่มีกิเลสและทุกข์ของพระอรหันต์พระองค์นั้น รู้
แจ้ง สัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงบรรเทา
เศร้าโศกถึงลูกเสียได้.
สุชาตพราหมณ์กล่าวว่า
ถึงข้าพเจ้านั้น ก็จักไปกรุงมิถิลาเหมือนกัน ถ้า
กระไร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็คงจะทรง
ช่วยเปลื้องข้าพเจ้าเสียจากทุกข์ทั้งหมดได้.
พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ทรงหลุดพ้นโดย
ประการทั้งปวง ทรงไม่มีกิเลสและทุกข์ พระมุนีผู้ถึง
ฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น
คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความระงับทุกข์ สุชาตพราหมณ์รู้
แจ้งสัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็เข้าบวช ๓
ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓.
พระสุชาตภิกษุกล่าวกะสารถีคนขับรถว่า
มานีสารถี เธอจงกลับไป เรามอบรถคันนี้ให้ จง
บอกพราหมณีถึงความสบายไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้
พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาตพราหมณ์ก็บรรลุ
วิชชา ๓.
ลำดับนั้น สารถีพารถและทรัพย์พันกหาปณะ
ไปมอบให้พราหมณี บอกพราหมณีถึงความสบายไม่
เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาต-
พราหมณ์ก็บรรลุวิชชา ๓.

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 400 (เล่ม 54)

พราหมณีกล่าวว่า
ดูก่อนสารถี ข้าฟังเรื่องพราหมณ์ได้วิชชา ๓
แล้ว ก็ขอมอบรถม้าคันหนึ่งกับทรัพย์พันกหาปณะ
เป็นรางวัลตอบแทนที่ให้ข่าวน่ายินดี แก่เจ้า.
สารถีไม่ยอมรับกลับกล่าวว่า
ข้าแต่แม่พราหมณี รถม้ากับทรัพย์พันกหาปณะ
จงกลับเป็นของแม่ท่านตามเดิมเถิด แม้ตัวข้าพเจ้า ก็
จักบวชในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอัน
ประเสริฐ.
พราหมณีกล่าวกะสุนทรีธิดาว่า
ดูก่อนสุนทรี บิดาของลูกละช้าง ม้า โค มณี
กุลฑล ความมั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ ออกบวชเสีย
แล้ว ลูกจงบริโภคโภคสมบัติ จงเป็นทายาทรับมรดก
ในตระกูลนะลูก.
สุนทรีธิดากล่าวกะพราหมณีมารดาว่า
แม่จ๋า บิดาของลูกถูกความเศร้าโศกถึงลูกชายรบ
กวนหนัก จึงละช้าง ม้า โค มณีและกุณฑล ความ
มั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ออกบวช ถึงลูกก็ถูกความ
เศร้าโศกถึงน้องชายรบกวนมาก จึงจักบวชด้วยจ้ะแม่.
พราหมณีมารดากล่าวอนุญาตว่า
ดูก่อนสุนทรี ความดำรินั้นของลูกจึ่งสำเร็จสม
ปรารถนาเถิด ลูกเมื่อสำเร็จกิจเหล่านี้คือ การยืนรับ
ก่อนข้าว การแสวงหาอาหารและการทรงผ้าบังสุกุล
จีวร จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในปรโลกเถิด.

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 401 (เล่ม 54)

เมื่อบวชบำเพ็ญเพียรบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุนทรีเถรี จึงขอ
อนุญาตพระอุปัชฌายะว่า
ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าเมื่อเป็นสิกขมานา ก็ชำระ
ทิพยจักษุได้แล้ว ข้าพเจ้าระลึกรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่
แต่ก่อนได้แล้ว.
ข้าแต่พระเถรีผู้มีกัลยาณธรรม ผู้งามเอง และผู้
ทำหมู่ให้งาม ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
ข้าแต่แม่เจ้า โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ ข้าพเจ้า
ประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จักบรรลือสีหนาทในสำนัก
ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระสุนทรีเถรีได้รับอนุญาตแล้ว ก็เข้าไปพระเชตวันวิหาร พบพระ-
ศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงกล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ดูก่อนสุนทรี เจ้าจงพิศดูพระศาสดาผู้มีพระฉวี-
วรรณปานทอง ผู้ทรงฝึกพวกที่ใคร ๆ ฝึกไม่ได้ ผู้
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอได้โปรดจงดู
สุนทรีผู้กำลังเดินมา ผู้หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง
ผู้ไม่มีกิเลสและทุกข์ ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์ไว้
ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ
ข้าแต่พระผู้ทรงมีเพียรยิ่งใหญ่ สุนทรีออกจาก
กรุงพาราณสีมาเฝ้าพระองค์ เป็นสาวิกาของพระองค์
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเจ้าข้า.
ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นพราหมณ์ พระองค์เป็น
พระพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดา ข้าพระองค์

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 402 (เล่ม 54)

เป็นธิดาของพระองค์ เป็นโอรสเกิดแต่พระโอษฐ์
ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนลูกสุนทรี เจ้ามาดีแล้ว มาไม่เลวเลย ด้วย
ว่าผู้ฝึกอย่างนี้แล้ว ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์ไว้
ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้าศาสดา
ของตน.
จบ สุนทรีเถรีคาถา
๔. อรรถกถาสุนทรีเถรีคาถา
คาถาว่า เปตานิ โภติ ปุตฺตานิ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ-
สุนทรีเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ ๓๑ กัปนับ
แต่กัปนี้ไป ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภู ก็บังเกิดในเรือนคนมี
สกุล รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดากำลังเสด็จบิณฑบาตมีใจเลื่อมใส
แล้ว ถวายภิกษา [คืออาหาร] แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์. พระ-
ศาสดาทรงทราบถึงความมีจิตเลื่อมใส ทรงทำอนุโมทนาแล้วก็เสด็จไป. เพราะ
บุญนั้น นางบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่จนตลอดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น
เสวยทิพยสมบัติจุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ก็เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ในสุคติเท่านั้น
มีญาณแก่กล้า ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อ สุชาตะ

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 403 (เล่ม 54)

กรุงพาราณสี เพราะนางมีรูปสมบัติคือสวย จึงมีนามว่า สุนทรี เมื่อเติบโตแล้ว
น้องชายของนางก็ตาย บิดาของนางเศร้าโศกยิ่งนัก ท่องเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ได้
สมาคมกับพระเถรีนามว่าวาสิฏฐี เมื่อจะไถ่ถามพระเถรีถึงเหตุที่จะช่วย
บรรเทาคุวามเศร้าโศก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถามีว่า เปตานิ โภติ
ปุตฺตานิ เป็นต้น พระเถรีรู้ว่าพราหมณ์เศร้าโศกมาก ประสงค์จะช่วยบรรเทา
ความเศร้าโศก ก็กล่าว ๒ คาถามีว่า พหูนิ เม ปุตฺตธีตานิ เป็นต้นแล้ว
บอกถึงเรื่องที่ตนไม่เศร้าโศก พราหมณ์ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็ถามพระเถรีว่า
พระแม่ท่านเจ้าข้า พระแม่เจ้าไม่เศร้าโศกอย่างนี้ได้อย่างไร พระเถรีจึง
พรรณนาพระคุณพระรัตนตรัยของตนแก่พราหมณ์นั้น.
พราหมณ์ถามว่า พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน ทราบว่า เวลานี้ประทับ
อยู่ในกรุงมิถิลา ในทันใดนั้นก็เทียมรถ ควบขับไปกรุงมิถิลา เข้าเฝ้าพระ-
ศาสดา ถวายบังคม กล่าวสัมโมทนียกถาตามธรรมเนียมแล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนหนึ่ง พระศาสดาก็ทรงแสดงธรรมโปรดเขา พราหมณ์นั้นฟังธรรมแล้ว
ได้ศรัทธา ก็บวช เริ่มเจริญวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่ วันที่ ๓ ก็บรรลุ
พระอรหัต. ครั้งนั้นสารถีคนขับรถ ก็นำรถกลับไปกรุงพาราณสี บอกเรื่อง
ราวแก่พราหมณี [ภรรยา] ฝ่ายสุนทรี รู้เรื่องที่บิดาตนบวชก็บอกลาว่า แม่จ๋า
ลูกก็จักบวชจ้ะ มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย โภคสมบัติในเรือนนี้ทั้งหมดเป็นของ
ลูก ลูกจงปฏิบัติตัวเป็นทายาทรับมรดกของตระกูลนี้ จงบริโภคทรัพย์ทุกอย่าง
เถิด อย่าบวชเลย. สุนทรีกล่าววา ลูกไม่ต้องการโภคทรัพย์ดอก ลูกจักบวชจ้ะ.
เธออ้อนวอนให้มารดาอนุญาตแล้ว ก็ทิ้งสมบัติกองใหญ่ เหมือนทิ้งก้อนเขฬะไป
บวช ครั้นบวชเป็นสิกขมานาแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่
เพราะญาณแก่กล้า เหตุเพียบพร้อมด้วยเหตุสัมปทา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑
๑. ไม่มีในบาลีอปทาน

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 404 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าถือข้าว ๑ ทัพพี ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ พระนามว่าเวสสภู
ซึ่งกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต พระเวสสภูสัมพุทธเจ้า
พระศาสดาผู้นำโลก ทรงรับแล้ว ประทับยืน ณ ท้อง
ถนน ทรงกระทำอนุโมทนาแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านถวาย
ข้าว ๑ ทัพพี จักไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จักเป็นมเหสี
ของท้าวสักกะเทวราช ๓๖ พระองค์ จักเป็นเอกอัคร-
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ พระองค์ ท่านจักได้
ทุกอย่างที่ใจปรารถนาทุกเมื่อ ท่านครั้นเสวยสมบัติ
แล้ว ก็จักเว้นจากเครื่องกังวล จักกำหนดรู้อาสวะทั้ง
ปวง ไม่มีอาสวะ ดับสนิท พระเวสสภูสัมพุทธเจ้า
ปราชญ์ผู้นำทาง ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็เสด็จสู่ท้อง
ฟ้าเหมือนพระยาหงส์บินไปในอากาศ ทานอย่าง
ประเสริฐ ข้าพเจ้าก็ถวายดีแล้ว ยาคสัมปทา ความ
พร้อมแห่งยาคะ [การบูชา] ข้าพเจ้าก็บูชาแล้ว
ข้าพเจ้าถวายข้าวทัพพีเดียวก็บรรลุอจลบท บทอันไม่สั่น
คลอน ๓๑ กัปนับแต่กัปนี้ไป ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้
ถวายภิกษาทานอันใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย ที่เป็น
ผลของภิกษาทานอันนั้น กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผา
เสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำ
เสร็จแล้ว.
ก็แลสิกขมานาสุนทรี ครั้นบรรลุ พระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยสุขในผล
และสุขในพระนิพพาน ต่อมา [อุปสมบทแล้ว] คิดว่า จำเราจักบรรลือสีหนาท
ต่อพระพักตร์ของพระศาสดา จึงลาพระอุปัชฌายะ ออกจากกรุงพาราณสี พร้อม

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 405 (เล่ม 54)

ด้วยภิกษุณีมากรูป เดินไปโดยลำดับถึงกรุงสาวัตถีแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา
ถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว ก็
พยากรณ์พระอรหัต ด้วยการประกาศความที่ตนเป็นธิดา เกิดแต่พระอุระของ
พระศาสดาเป็นต้น ครั้งนั้นหมู่ญาติทุกคน ตั้งต้นแต่มารดาของนาง และคน
ใกล้เคียง ก็พากันออกบวช ต่อมาพระสุนทรีเถรีนั้น พิจารณาทบทวนถึง
ความเป็นมาของตนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ เป็นอุทาน ตั้งแต่คาถาที่บิดากล่าว
มาแล้วเป็นต้นไปว่า
สุชาตพราหมณ์ถามพระวาสิฏฐีเถรีว่า
ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่ก่อน แม่เจ้ากินลูก ๆ
ที่ตายไปแล้ว แม่เจ้าต้องเดือดร้อนอย่างหนัก วันนี้
พราหมณีนั้นก้นลูกหมดทั้งร้อยคน เพราะเหตุไร จึง
ไม่เดือดร้อนหนักหนาเล่า.
พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า
ดูก่อนท่านพราหมณ์ บุตรร้อยคนและหมู่ญาติ
ร้อยคน เรากับท่านก็กินกันมามากแล้วในอดีตภาค
เรานั้นรู้ธรรมที่ชาติและชราแล่นออกไปแล้ว จึงไม่
เศร้าโศก ไม่ร้องไห้และไม่เดือดร้อนเลย.
สุชาตพราหมณ์ถามว่า
ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสีฎฐี น่าอัศจรรย์จริงหนอ
แม่เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ ก็แม่เจ้ารู้ธรรมของใครเล่า
จึงกล่าววาจาเช่นนี้.
พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า
ดูก่อนท่านพราหมณ์ ในกรุงมิถิลา พระสัม-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 406 (เล่ม 54)

เพื่อละทุกข์ทั้งปวง ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราฟังธรรม
ที่ไม่มีกิเลสและทุกข์ของพระอรหันต์พระองค์นั้น รู้
แจ้งสัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงบรรเทา
ความเศร้าโศกถึงบุตรเสียได้.
สุชาตพราหมณ์กล่าวว่า
ถึงข้าพเจ้านั้น ก็จักไปกรุงมิถิลาเหมือนกัน ถ้า
กระไร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็คงจะทรง
ช่วยเปลื้องข้าพเจ้าเสียจากทุกข์ทั้งหมดได้.
พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ทรงหลุดพ้น โดย
ประการทั้งปวง ทรงไม่มีกิเลสและทุกข์ พระมุนีผู้
ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น
คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความระงับทุกข์ สุชาตพราหมณ์รู้
แจ้งสัทธรรม ในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็เข้าบวช
๓ ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓.
สุชาตภิกษุกล่าวกะสารถีคนขับรถว่า
มานี่แน่ะสารถี เธอจงกลับไป เรามอบรถคันนี้
ให้ จงบอกพราหมณีถึงความสบายไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้
พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาตพราหมณ์ก็บรรลุ
วิชชา ๓.
ลำดับนั้น สารถีพารถและทรัพย์พันกหาปณะ
ไปมอบให้พราหมณี บอกพราหมณีถึงความสบายไม่
เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาต-
พราหมณ์ก็บรรลุวิชชา ๓.

406