ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 387 (เล่ม 54)

เขามีจิตเลื่อมใส กล่าวแล้ว ว่า เหอ ๆ ผู้มีอายุ ท่านเป็นอรหันต์
อนันตชินะหรือ แล้วหลีกทางให้แยกไปยังวังกหารชนบท เข้าอยู่อาศัยหมู่บ้าน
พรานล่าเนื้อตำบลหนึ่งในชนบทนั้น หัวหน้าพรานล่าเนื้อในหมู่บ้านนั้นอุป-
ฐากบำรุงเขา วันหนึ่งหัวหน้าพรานล่าเนื้อจะไปล่าเนื้อไกล จึงสั่งจาปาลูกสาว
ของตนว่า เจ้าอย่าลืมพระอรหันต์ของพ่อนะลูก แล้วไปพร้อมกับลูกชาย
คนพี่หลายคน. ลูกสาวของพรานนั้นมีรูปงามน่าชม.
ครั้งนั้น อุปกาชีวก ถึงเวลาหาอาหารก็ไปเรือนของนายพรานล่าเนื้อ
เห็นจาปาเข้ามาส่งอาหารใกล้ ๆ ก็เกิดรักจับใจ ไม่อาจจะกินอาหารได้ จึงถือ
ภาชนะอาหารไปที่อยู่ของตน ครุ่นคิดว่า ถ้าเราได้จาปาจึงจะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่
ได้ ก็เห็นจักตาย แล้วนอนอดอาหารครบ ๗ วัน นายพรานกลับมาก็ถาม
ลูกสาวว่า เจ้าไม่ลืมพระอรหันต์ของพ่อดอกหรือลูก จาปาตอบพ่อว่า ท่านมา
วันเดียวเท่านั้น แล้วก็ไม่เคยมาอีกเลย จ้ะพ่อ ทันใดนั้นเอง นายพรานก็ไปยัง
ที่อยู่ของอุปุกาชีวกนั้น ลูบคลำเท้าทั้งสองถามว่า ไม่สบายหรือท่านเจ้าข้า อุปกา-
ชีวกถอนใจ ได้แต่กลิ้งเกลือกอยู่นั่นเอง นายพรานปวารณาว่า บอกมาเถิด
เจ้าข้า การใด พอจะทำได้ก็จักทำให้ทุกอย่าง อุปกาชีวกจึงบอกกล่าวถึง
อัธยาศัยความในใจโดยปริยายทางอ้อมอย่างหนึ่ง นายพรานถามว่า ก็ท่านรู้
ศิลปอะไรบ้างเล่า เขาตอบว่า ไม่รู้เลย นายพรานพูดว่าคนไม่รู้ศิลปอะไร ๆ
เลย จะอยู่ครองเรือนได้หรือเจ้า เขาตอบว่า ข้าน่ะ ไม่รู้ศิลปอะไรเลยจริง ๆ
แต่เอาเถิด ข้าพอจะแบเนื้อและขายเนื้อได้บ้าง นายพรานพูดว่า อย่างนี้ก็
พอใจข้าแล้ว ส่งผ้านุ่งให้ผืนหนึ่ง ฝากให้อยู่เรือนของสหายตนชั่วเวลาเล็กน้อย
แล้ว ในวันนั่นเองก็นำมาเรือนแล้วมอบลูกสาวให้.
เมื่อเวลาล่วงมา คนทั้งสองอยู่ร่วมกัน ก็เกิดลูกขึ้นมาตั้งชื่อว่า สุ-
ภัททะ เวลาลูกร้องนางจาปาก็ใช้เพลงกล่อมลูก เย้ยหยันเสียดสีอุปกะไปในตัว
เป็นต้นว่า เจ้าลูกอุปกะเอย เจ้าลูกอาชีวกเอย เจ้าลูกคนแบกเนื้อเอย อย่า

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 388 (เล่ม 54)

อ้อนไปเลยทรามเชยของจาปา. นายอุปกะนั้น สุดจะอดใจจึงพูดว่า จาปา เจ้า
อย่าดูหมิ่นข้าว่าอนาถานะ ข้ามีสหายคนหนึ่ง ชื่ออนันตชินะ ข้าจักไปหาเขา
ก็ได้ นางจาปารู้ว่าอุปกะอึดอัดใจด้วยอุบายวิธีนี้ จึงกล่อมลูกอย่างนั้นบ่อยๆ.
วันหนึ่งเขาถูกนางกล่อมลูกเย้ยหยันเสียดสีอย่างนั้นก็โกรธคิดจะไปเสีย แม้นาง
จะพูดจาชี้แจงอย่างไรก็ไม่ยินยอม จึงออกเดินทางบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุง
สาวัตถี ตรัสสั่งภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้ผู้ใดมาที่นี่ถาม
ว่า อนันตชินะอยู่ไหน พวกเธอจงส่งผู้นั้นมาหาเรา. ฝ่ายอุปกะถามเขามา
ตลอดทางว่าอนันตชินะอยู่ไหน ก็มาถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เข้าไปยืนอยู่
กลางวิหารถามว่า ท่านอนันตชินะอยู่ไหน ภิกษุทั้งหลายก็นำเขาเข้าเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า เขาพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงรู้จักข้าพเจ้าหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบพร้อมทั้งย้อนถามว่า
รู้จักสิ ก็ท่านไปอยู่เสียที่ไหน ตั้งนานถึงเท่านี้เล่า เขาทูลตอบว่า ข้าพเจ้าไป
อยู่ที่วังกหารชนบท พระเจ้าข้า ตรัสถามเชิงแนะว่า อุปกะเวลานี้ท่านก็แก่เฒ่า
แล้ว บวชเสียได้ไหมเล่า ทูลว่า บวชก็ได้ พระเจ้าข้า พระศาสดาจึงตรัสสั่ง
ภิกษุรูปหนึ่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจงให้ท่านผู้นี้บวชเสียนะ ภิกษุนั้นก็ให้
อุปกะนั้นบวช. พระอุปกะนั้น บวชแล้ว ก็รับกรรมฐานในสำนักพระศาสดา
ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ ไม่นานนัก ก็ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ทำกาละ
[มรณภาพ] ไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา. เพราะเหตุที่บังเกิดนั่นแล ก็
บรรลุพระอรหัต ชน ๗ คนที่พอบังเกิดในพรหมโลกชั้น อวิหาก็บรรลุพระอรหัต
ท่านอุปกะนี้ก็เป็นผู้หนึ่งแห่งจำนวนชน ๗ คนนั้น สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ภิกษุ ๗ รูปเข้าถึงพรหมชั้นอวิหาแล้วก็หลุดพ้น
สิ้นราคะโทสะ ข้ามตัณหาเครื่องซ่านไปในโลก ภิกษุ

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 389 (เล่ม 54)

๗ รูปนั้น ๓ รูปคือ อุปกะ อุปลคัณฑะ และปุกกุสาติ
และอีก ๔ รูปคือ ภัททิยะ ขัณฑเทวะ พาหุรัคคิ
และปิงคิยะ ละกายมนุษย์แล้วก็เข้าถึงกายทิพย์ ดังนี้.
ครั้นเมื่ออุปกะ เดินทางจากไปแล้ว นางจาปา ก็มีใจเบื่อหน่าย จึง
มอบลูกให้นายพรานผู้เป็นตาไว้ เดินไปตามทางที่อุปกะไปก่อนแล้ว ถึงกรุง-
สาวัตถีแล้วก็บวชในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย กระทำกิจกรรมในวิปัสสนา ก็ตั้ง
อยู่ในพระอรหัตตามลำดับมรรค ครั้นพิจารณาทบทวนถึงความเป็นมาของตน
ก็กระทำคาถาที่อุปกะกับคนพูดกันไว้แต่ก่อน รวมเป็นอุทานคาถา ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ว่า
ท่านอุปกะกล่าวว่า
แต่ก่อนเราบวชถือไม้เท้า บัดนี้เรานั้นกลายเป็น
พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา
อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้นคือพระนิพพานได้ ดูก่อน
จาปา เจ้าสำคัญเราว่าเป็นคนมัวเมา จึงกล่อมลูกเย้ย-
หยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไปบวชอีก.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย ข้า
แต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่าผู้ถูก
ความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้ว
ตปะ จะมีมาแต่ไหนเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน
บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยธรรม
ด้วยมายาสตรี.

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 390 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ [ท่านอุปกะผิวดำ] มาสิ
กลับมาเถิด จงบริโภความเหมือนแต่ก่อน จาปาและ
เหล่าญาติของจาปายอมอยู่ใต้อำนาจท่านแล้ว.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูก่อนจาปา เจ้าจะกล่าวคำรักเช่นใดเป็น ๔ เท่า
จากคำนี้แก่เรา คำรักเช่นนั้น จะพึงโอฬารสำหรับ
บุรุษผู้ร่านรักในเจ้าเท่านั้น ดอกนะ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้ง
จาปาซึ่งสะสวย มีเรือนร่างงามดั่งต้นคนทาบานสะพรั่ง
บนยอดเขา ดังเครือทับทิมที่ดอกบานแล้ว ดังต้นแค
ฝอยบนเกาะ ผู้มีร่างไล้ด้วยจันทน์แดง นุ่งห่มผ้าชั้น
เยี่ยมของแคว้นกาสีไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วยรูปที่ตกแต่ง เหมือน
อย่างพรานนก ประสงค์จะตามเบียดเบียนนกไม่ได้
ดอกนะ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ ผลคือลูกของเรานี้ ท่านก็ทำ
ให้เกิดมาแล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงจะละทิ้งจาปาซึ่ง
มีลูกไปเสียเล่า.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 391 (เล่ม 54)

ท่านอุปกะกล่าวว่า
เหล่าท่านผู้มีปัญญา มีความเพียรมาก ย่อมละ
พวกลูก ๆ ต่อนั้น ก็พวกญาติ ต่อนั้นก็ทรัพย์ พากัน
ออกบวชเหมือนพระยาช้างตัดเชือกที่ผูก ฉะนั้น.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
บัดนี้ ข้าจะเอาไม้หรือมีดฟาดลูกคนนี้ของท่าน
ให้ล้มลงเหนือพื้นดิน เพราะความเศร้าโศกถึงลูก
ท่านจะไม่ไปได้ไหม.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูก่อนหญิงเลว ถึงเจ้าจักยอมมอบลูกให้ฝูงสุนัข
จิ้งจอก เพราะลูกเป็นต้นเหตุ เจ้าก็จักทำเราให้หวน
กลับมาอีกไม่ได้ดอก.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะเจ้าขา เอาเถิด เดี๋ยวนี้ ท่านจะ
ไปที่ไหน คาม นิคม นคร ราชธานีไหน เจ้าคะ.
ท่านอุปก็กล่าวว่า
แต่ก่อน ได้มีพวกคณาจารย์ไม่เป็นสมณะ ก็ถือตัว
ว่าเป็นสมณะจาริกกันไปตามคาม นิคม ชนบทราชธานี
ความจริง ท่านผู้หนึ่งนั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
ตรัสรู้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดงธรรมโปรด
หมู่สัตว์ เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เราจะไปเฝ้าพระองค์
พระองค์จักเป็นศาสดาของเรา./B
>

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 392 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า
บัดนี้ ขอท่านพึงกราบทูลพระโลกนาถ ผู้ยอด
เยี่ยม ถึงการถวายาบังคมของจาปาและพึงทำประทักษิณ
เวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทักษิณาแก่จาปาด้วย.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ข้อที่เจ้าพูดแก่เรา เราทำได้ บัดนี้ เราจะกราบ
ทูลพระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยมถึงการถวายบังคมของเจ้า
และเราจะทำประทักษิณเวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทัก-
ษิณาแก่เจ้าแน่.
ต่อแต่นั้น ท่านกาฬะก็เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา ได้พบพระสัมพุทธเจ้า กำลังทรงแสดง
อมตบท คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ และ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เข้าไประงับทุกข์ ท่านกาฬะ
ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
แล้ว กระทำประทักษิณพระองค์แล้วอุทิศกุศลแก่จาปา
บวชเป็นอนาคาริกะไม่มีเรือน. วิชชา ๓ ข้าพเจ้า ก็
บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้ากระทำเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า ลฏฺฐิหตฺโถ แปลว่า ถือไม้เท้า. บทว่า
ปุเร แปลว่า ในกาลก่อนคือครั้งเป็นปริพาชก เราใช้มือถือไม้เท้าเพื่อกันโค
ดุและสุนัขเป็นต้นจาริกไป. บทว่า โสทานิ มิคลุทฺทโก ความว่า บัดนี้
เรานั้น กลายเป็นพรานล่าเนื้อ เพราะกินอยู่หลับนอนร่วมกับพวกพรานล่าเนื้อ
ไปเสียแล้ว ตัณหาท่านเรียกว่า อาสยะ บาลีว่า อาสาย ก็มี ความว่า เพราะ
เหตุที่ความปรารถนาอันเป็นบาป. บทว่า ปลิปา ได้แก่ จากตมคือกามและ

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 393 (เล่ม 54)

จากตมคือทิฏฐิ. บทว่า โฆรา ได้แก่ ชื่อว่าร้ายกาจ เพราะทารุณ เหตุนำ
มาแต่ความพินาสอย่างกว้างขวางที่ตนไม่รู้. ท่านอุปกะกล่าวอย่างนี้ว่า นาสกฺขิ
ปารเมตเว ดังนี้ ก็หมายเฉพาะตนเท่านั้นว่า เราไม่อาจ ไม่สามารถจะถึง
คือไปสู่พระนิพพาน อันเป็นฝั่งข้างโน้นของตมคือตัณหานั้นนั่นแลได้.
บทว่า สุมตฺตํ มํ มญฺญมานา ความว่า เจ้าจาปากำหนดตัวเรา
ทำให้เป็นผู้มัวเมา คือถึงความเมา ติดข้องหรือมัวเมา ด้วยอำนาจความหมก
มุ่นในกาม. บทว่า จาปา ปุตฺตมโตสยิ ความว่า จาปาลูกสาวพรานล่า
เนื้อกล่อมลูกกระทบกระเทียบเรา เย้ยหยัน โดยนัยว่า เจ้าลูกอุปกาชีวกเอย
เป็นต้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุปติ มํ มญฺญมานา ความว่า สำคัญ
เราว่าหลับ. บทว่า จาปาย พนฺธนํ เฉตฺวา ได้แก่ตัดเครื่องผูกคือกิเลส
ที่เกิดขึ้นในตัวเจ้าจาปา. บทว่า ปพฺพชิสฺสํ ปุโนปหํ ได้แก่ เราจักบวช
อีกเป็นครั้งที่สอง.
บัดนี้ ท่านอุปกะกล่าวแก่นางว่า เราไม่มีความต้องการแล้ว นาง
จาปาฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะขอขมา จึงกล่าวคาถาว่า มา เม กุชฺฌิ เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เม กุชฺฌิ ได้แก่ โปรดอย่าโกรธข้าด้วย
อาการเพียงทำการเย้ยหยันเลย นางจาปาเรียกท่านอุปกะว่า มหาวีระ มหามุนี
นางหวังจำเพาะความอดกลั้น [ให้ขมา] ทำเป็นว่า ทั้งคราวก่อนท่านก็บวช
[ละเว้น] มาแล้ว ทั้งคราวนี้ก็ประสงค์จะบวช [ละเว้น] เรา จึงกล่าวว่ามหามุนี.
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล นางจึงกล่าวว่า เพราะผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ไม่
บริสุทธิ์ แล้วตบะจะมีมาแต่ไหน อธิบายว่า ท่านอดทนเหตุเล็กน้อยไม่ได้
จักฝึกจิตได้อย่างไร หรือจักประพฤติตบะได้อย่างไร.
ครั้งนั้น ท่านอุปกะถูกนางจาปาพูดว่า ท่านประสงค์จะไปบ้านนาลา
มีชีวิตอยู่ จึงกล่าวว่า เราจักออกไปเสียจากบ้านนาลา ใครเล่าจักอยู่ในบ้าน

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 394 (เล่ม 54)

นาลานี้ได้. อธิบายว่า ใครจักอยู่ในบ้านนาลานี้ได้ เราจักออกไปเสียจาก
บ้านนาลานี่แหละ. ความจริงบ้านนาลานั้นเป็นบ้านเกิดของท่านอุปกะนั้น
ท่านออกจากบ้านนาลานั้นไปบวช. ก็บ้านนาลานั้น อยู่ในถิ่นที่ใกล้โพธิมัณฑ-
สถาน แคว้นมคธ. ท่านอุปกะหมายถึงบ้านนาลานั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า
พนฺธนฺตี อิตฺถิรูเปน สมเณ ธมฺมชีวิโน อธิบายว่า ดูก่อนจาปา เจ้าผูก
นักบวชผู้เป็นอยู่โดยธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ด้วยรูปสตรี ด้วยมารยาสตรีของ
ตนอยู่ บัดนี้ เราเกิดเป็นเช่นนี้เพราะเหตุอันใด เพราะฉะนั้น เราจึงจำต้อง
สละเหตุอันนั้นเสีย.
เมื่อท่านอุปกะพูดอย่างนี้ นางจาปาประสงค์จะให้เขากลับ จึงกล่าว
คาถาว่า เอหิ กาฬ เป็นต้น. คาถานั้นมีความว่า ข้าแต่ท่านอุปกะชื่อว่า
กาฬะ เพราะเป็นคนผิวดำ จงมา กลับไปกันเถิด อย่าหลีกลี้ไปเลย จงบริโภค
กามเหมือนแต่ก่อน. ข้าและพวกญาติของข้าทุกคน ยอมอยู่ในอำนาจ ให้ท่าน
มีอำนาจ เพราะไม่ต้องการให้ท่านหลีกออกไป. ท่านอุปกะฟังคำนั้น แล้ว จึง
กล่าวคาถาว่า เอตฺโต จาเป เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาเป
เป็นอาลปนะคำเรียก. จริงอยู่นางได้ชื่อว่า จาปา เพราะมีเรือนร่างยังสาวอ่อน
ช้อยเสมือนคันธนู เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า จาปา อธิบายว่า ดูก่อนจาปา
เจ้าพูดอย่างใด บัดนี้ กล่าวคำเช่นใด เจ้าพึงทำสำนวนที่น่ารักเป็น ๔ เท่า
จากคำเช่นนี้ ข้อนั้น ก็จะพึงโอฬาร สำหรับบุรุษผู้ร่านรัก ผู้ถูกราคะเป็น
ต้นครอบงำในตัวเจ้าดอกหนอ แต่บัดนี้ เราคลายรักในตัวเจ้าและในกามทั้ง
หลายเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะไม่ยอมอยู่ในถ้อยคำของเจ้าละ.
นางจาปา ประสงค์จะให้ท่านอุปกะนั้นเกิดติดใจในตัวนางอีก จึง
กล่าวว่า กาฬงฺคินึ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬ เป็นคำ
เรียกท่านอุปกะนั้น. บทว่า องฺคินึ ได้แก่ เพียบพร้อมด้วยเรือนร่างยังสาว

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 395 (เล่ม 54)

ศัพท์ว่า อิว เป็นนิบาตลงในอรรถอุปมา เปรียบความ. บทว่า ตกฺการึ
ปุปฺผิตํ คิริมุทฺธนิ ได้แก่ เหมือนเครือทับทิมดอกบานอยู่บนยอดเขา. อนึ่ง
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุกฺกาคารึ ความว่า เหมือนไม้คีบถ่าน ก็คำว่า
คิริมุทฺธนิ นี้ นางจาปากล่าว ก็เพื่อแสดงถึงความงามที่ใคร ๆ ทำลายไม่ได้
อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า กาลิงฺคินึ แล้วบอกความของคำนั้นว่า เสมือน
เถาฟักเขียว. บทว่า ผุลฺลํ ทาลิมลฏฺฐึ ว ได้แก่ เหมือนทับทิมรุ่นที่ออก
ดอก. บทว่า อนฺโตทีเปว ปาฏลึ ได้แก่ เหมือนต้นแคฝอย ภายในเกาะ
ก็ ทีป ศัพท์ในคำนี้ นางจาปากล่าวก็เพื่อแสดงความงามที่น่าอัศจรรย์.
บทว่า หริจนฺทนลิตฺตงฺคึ ได้แก่ มีเรือนร่างที่ลูบไล้ด้วยจันทน์
แดง. บทว่า กาสิกุตฺตมธารินึ ได้แก่ ทรงคือนุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีอย่าง
เยี่ยม. บทว่า ตํ มํ ได้แก่ ข้าเช่นนั้น. บทว่า รูปวตึ สนฺตึ ได้แก่
ผู้งามพร้อมอยู่. บทว่า กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ได้แก่ ท่านละทิ้งสละไป
เสีย เพราะเหตุแห่งสัตว์ชื่อไร หรือแห่งเหตุอะไร หรือเพราะเหตุอะไร.
เบื้องหน้าแต่นี้ พระจาปาเถรีตั้งคาถาแสดงการกล่าวและการโต้ตอบ
ของตนทั้งสองนั้นแล้ว ในที่สุดก็ตั้งคาถาไว้ ๓ คาถา. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า สากุณิโก ว ได้แก่ เหมือนพรานล่านก. บทว่า อาหริเมน รูเปน
ความว่า เจ้าเบียดเบียนเรา ด้วยรูปคือสี ด้วยความฉลาดด้วยศิสปะฟ้อนรำ
ขับร้องที่ปรุงแต่งด้วยการบำรุงเรือนร่าง มีการประดับผมเป็นต้น และด้วย
เครื่องประดับคือผ้าเป็นอาทิ. บทว่า น มํ ตฺวํ พาธยิสฺสสิ ความว่า บัดนี้
เจ้าจักเบียดเบียนเราไม่ได้เหมือนแต่ก่อน. บทว่า ปุตฺตผลํ ได้แก่ ผลกล่าว
คือบุตร คือสัตว์เลี้ยง คือบุตร.
บทว่า สปฺปญฺญา ได้แก่ ผู้มีปัญญา. อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วย
ปัญญา รู้แจ่มแจ้งโทษในสงสาร. จริงอยู่ ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ละเครือญาติ
หรือกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ออกบวช. ด้วยเหตุนั้น ท่านอุปกะจึงกล่าวว่า

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 396 (เล่ม 54)

ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ย่อมบวช [ละเว้น] เหมือนพระยาช้างตัดเครื่องผูกฉะนั้น
อธิบายว่า ท่านผู้มีความเพียรใหญ่เท่านั้น จึงละเครื่องผูกคือคฤหัสถ์ บวช
ได้เหมือนพระยาช้างตัดเครื่องผูกคือเหล็กไป ผู้มีความเพียรเลว หาบวชได้ไม่.
บทว่า ทณฺเฑน ได้แก่ ท่อนไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ฉริกาย
ได้แก่ มีดโกน. บทว่า ภูมิยํ วา นิสุมฺภิสฺสํ ได้แก่ เบียดเบียนด้วยการ
และแทงเป็นต้น ให้ล้มลงเหนือแผ่นดิน. บทว่า ปุตฺตโสกา น คจฺฉสิ
ได้แก่ จะไม่ไป เพราะเศร้าโศกถึงบุตร.
บทว่า ปทาหิสิ ได้แก่ แสดง. บทว่า ปุตฺตกตฺเต แปลว่า
เพราะเหตุแห่งบุตร. คำว่า ชมฺมิ เป็นคำเรียกนางจาปานั้น. ความว่า ดูก่อน
หญิงเลว.
บัดนี้ นางจาปา เมื่อจะอนุญาตให้ท่านอุปกะนั้นไปได้ แต่อยากรู้
สถานที่จะไป จึงกล่าวคาถาว่า หนฺท โข เป็นต้น.
ท่านอุปกะเมื่อแสดงว่า เมื่อก่อน เรายืนหยัดประคับประคองศาสนา
[คำสอน] ที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ แต่เดี๋ยวนี้ เราประสงค์จะยืนหยัดอยู่ใน
ศาสนาของท่านอนันตชินะ ซึ่งนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจึงจำ
ต้องไปเฝ้าพระองค์ จึงกล่าวคาถาว่า อหุมฺห เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า คณิโน ได้แก่ ผู้ปกครองหมู่. บทว่า อสมณา ได้แก่ ผู้สงบบาป
ยังไม่ได้. บทว่า สมณมานิโน ได้แก่ ผู้สำคัญอย่างนี้ว่าสงบบาปได้แล้ว.
ท่านอุปกะกล่าววางตัวเองไว้ในศาสดาทั้งหลายมีปูรณกัสสปเป็นต้นว่า วิจริมฺห
เป็นต้น.
บทว่า เนรญฺชรํ ปติ ได้แก่ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา คือริมฝังแม่น้ำ
นั้น. บทว่า พุทฺโธ ได้แก่ ตรัสรู้พระอภิสัมโพธิ ท่านอุปกะกล่าวโดย
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสรู้พระอภิสัมโพธิแล้ว เมื่อทรงแสดง
ธรรม ก็ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ทุกเวลา.

396