ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 377 (เล่ม 54)

สรณะ สมาทานศีล ข้อนั้น จงเป็นประโยชน์แก่พ่อ
ท่านเถิด.
บิดากล่าวว่า
พ่อขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เช่นนั้นเป็นสรณะ ขอสมาทานศีล ข้อนั้น จงเป็น
ประโยชน์แก่พ่อเถิด.
แต่ก่อน พ่อเป็นพราหมณ์เผ่าพันธุ์แห่งพรหม
แต่มาบัดนี้ พ่อเป็นพราหมณ์โสตถิยะ ผู้มีวิชชา ๓
จบเวท อาบน้ำคือเสร็จกิจแล้ว.
พระโรหิณีเถรีได้กล่าวคาถาดังว่ามานี้.
พราหมณ์ผู้บิดา ซึ่งไม่ต้องการสมมติในภิกษุทั้งหลายสำหรับธิดาตน
กล่าว ๓ คาถาข้างต้น ในคาถาเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณาติ โภติ สุปิ ความว่า ลูกเอ๋ย
แม้เวลาลูกหลับ ลูกก็ระบุว่า สมณะ สมณะ หลับก็พูดถ้อยคำที่เกี่ยวกับ
สมณะเท่านั้น. บทว่า สมณาติ ปพุชฺฌสิ ความว่า ลูกแม้ลุกขึ้นจากหลับ
ตื่น คือลุกจากการนอน ก็กล่าวอย่างนี้ว่าสมณะ. บทว่า สมณาเนว กิตฺเตสิ
ความว่า ลูกประกาศสมณะหรือสรรเสริญคุณของสมณะเท่านั้น ทุกเวลาไปเลย.
บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ ความว่า บัดนี้ลูกแม้ตัวยังเป็นคฤหัสถ์ เห็น
ที่ลูกจักมีจิตใจเป็นสมณะเป็นแน่ อีกนัยหนึ่ง. บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ
ได้แก่ บัดนี้ ลูกแม้เป็นคฤหัสถ์ ไม่นานนักเห็นทีลูกจักเป็นสมณะอย่างเดียว
เพราะจิตใจลูกโน้มน้อมไปในสมณะเท่านั้น. บทว่า ปเวจฺฉสิ ได้แก่ ให้.
บทว่า โรหิณี ทานิ ปุจฺฉามิ ความว่า พราหมณ์เมื่อจะถามธิดาของตน

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 378 (เล่ม 54)

จึงกล่าวว่า ลูกโรหิณี บัดนี้ พ่อจะถามลูก. บทว่า เกน เต สมณา ปิยา
ความว่า ลูกโรหิณี ทั้งหลับ ทั้งตื่น ทั้งเวลาอื่น ๆ ลูกก็ประกาศแต่คุณของ
สมณะเท่านั้น เพราะเหตุชื่ออะไรสมณะทั้งหลาย จึงเกิดเป็นผู้น่ารักสำหรับลูก.
บัดนี้ พราหมณ์เมื่อจะบอกโทษในเหล่าสมณะแก่ธิดา จึงกล่าวคาถา
ว่า อกมฺมกามา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกมฺมกามา
แปลว่า ไม่รักงาน ได้แก่ ไม่อยากทำงานอะไร ๆ ที่จะนำประโยชน์มาแก่ตน
และคนอื่น ๆ. บทว่า อลสา แปลว่า เกียจคร้าน. บทว่า ปรทตฺตูปชีวิโน
ได้เเก่ อาศัยของที่คนอื่นเขาให้เลี้ยงชีพเป็นปกติ. บทว่า อสํสุกา ได้แก่
คอยหวังแต่อาหารและผ้าเป็นต้น จากคนอื่นนั่นแหละ. บทว่า สาทุกามา
ได้แก่ ปรารถนาแต่อาหารที่ดีที่อร่อยเท่านั้น. พราหมณ์เมื่อไม่รู้จักคุณของ
เหล่าสมณะ ก็กล่าวโทษนั้นทุกอย่างที่ตนคิดขึ้นมาเอง.
โรหิณีฟังคำบิดานั้นแล้ว ก็ดีใจว่า เราได้โอกาสกล่าวถึงคุณของพระ-
ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแล้ว ประสงค์จะประกาศคุณของภิกษุทั้งหลาย ก่อนอื่นเมื่อ
จะแจ้งความโสมนัสในการประกาศถึงภิกษุเหล่านั้น โนลำดับแรก จึงกล่าวคาถา
ว่า จิรสฺสํ วต มํ ตาต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสิสํ วต
แปลว่า โดยกาลนานหนอ. โรหิณีเรียกบิดาด้วยคำว่า ตาต. บทว่า สมณานํ
ความว่า พ่อท่านไถ่ถามไล่เลียงถึงเหล่าสมณะ หรือคุณของเหล่าสมณะที่พึง
รักสำหรับลูก. บทว่า เตสํ ได้แก่ เหล่าสมณะ. บทว่า ปญฺญาสีลปรกฺกมํ
ได้แก่ ปัญญา ศีล และความอุตสาหะ.
บทว่า กิตฺตยิสฺสามิ ได้แก่ จักกล่าว. โรหิณี ครั้นปฏิญาณแล้ว
เมื่อจะประกาศถึงสมณะเหล่านั้น แต่เพื่อจะปลดเปลื้องโทษ ซึ่งพราหมณ์บิดา
นั้นกล่าวไว้ว่า เป็นผู้ไม่รักงานเกียจคร้านเสียก่อน แล้วแสดงคุณตรงกันข้าม
กับที่พราหมณ์บิดากล่าวนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กมฺมกามา เป็นต้น. บรรดา

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 379 (เล่ม 54)

บทเหล่านั้น บทว่า กมฺมกามา ความว่า สมณะเหล่านั้น ประสงค์คือ
ปรารถนางานต่างโดยวัตรปฏิบัติเป็นต้น คือกิจหน้าที่ของสมณะให้บริบูรณ์
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้รักงาน สมณะเหล่านั้น เป็นผู้ขวนขวายในสมณกิจนั้น
ขมักเขม้นพยายามไม่เกียจคร้าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน อนึ่ง
สมณะเหล่านั้น กระทำงานนั้นอันประเสริฐ สูงสุด ซึ่งนำมาเพื่อพระนิพพาน
อย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทำงานอันประเสริฐสุด. อนึ่ง สมณะ
เหล่านั้น กำลังกระทำอยู่ ชื่อว่ากำลังละราคะ โทสะ คือการทำงาน โดยวิธี
การที่จะละราคะโทสะเสียได้ เพราะการปฏิบัตินั้นไม่มีโทษ. บทว่า เตน เม
สมณา ปิยา ความว่า เพราะการปฏิบัติโดยชอบตามที่กล่าวมานั้น เหล่า
สมณะจึงควรเป็นที่รักสำหรับลูก.
บทว่า ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ได้แก่ มูลรากของอกุศล มี ๓ กล่าว
คือ โลภะ โทสะ โมหะ. บทว่า ธุนนฺติ ได้แก่ ทำลาย คือละ. บทว่า
สุจิการิโน ได้แก่ ทำงานที่ไม่มีโทษ. บทว่า สพฺพปาปํ ปหีเนสํ ได้
แก่ ละบาปนั้นได้หมด เพราะบรรลุอรหัตมรรค.
โรหิณีนั้น เพื่อจะแยกแสดงอรรถที่กล่าวโดยย่อว่า สมณา สุจิการิโน
อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า กายกมฺมํ เป็นต้น . คำนี้รู้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า วิมลา สงฺขมุตฺตาว ความว่า ปราศจากมลทิน เว้นจาก
มลทินมีราคะเป็นต้น ประดุจสังข์ขัดดีแล้ว และประดุจมุกดา. บทว่า สทฺธา
สนฺตรพาหิรา ความว่า ทั้งภายในทั้งภายนอก ชื่อว่าสันตรพาหิระ สะอาด
ทั้งภายในทั้งภายนอก คือมีอาสยะและประโยคพยายามอันหมดจด. บทว่า
ปุณฺณา สุกฺกาน ธมฺมานํ ความว่า บริบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายขาวส่วนเดียว
คือธรรมที่ไม่มีโทษ ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น อันเป็นธรรม
ของพระอเสขะ.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 380 (เล่ม 54)

สุตะมีสุตตะเคยยะเป็นต้น ของสมณะเหล่านั้น มากหรือว่าสมณะเหล่า
นั้น เกิดแล้วด้วยสุตะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อพหูสูต อธิบายว่า ประกอบ
พร้อมด้วยพาหุสัจจะทางปริยัติ และพาหุสัจจะทางปฏิเวธ สมณะเหล่านั้น
ย่อมทรงธรรมแม้ทั้งสองนั้นไว้ได้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมธรา ผู้ทรงธรรม
สมณะเหล่านั้น ย่อมดำเนินไปด้วยสิกขาบทที่เป็นอาจาระและสมาจารแก่สัตว์
ทั้งหลาย เหตุนั้น จึงชื่อว่าอริยะ. สมณะเหล่านั้น ย่อมเป็นอยู่โดยธรรม คือ
ชอบธรรม เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมชีวี. บทว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ
ได้แก่ กล่าวประกาศอรรถแห่งภาษิต และเทศนาธรรม ก็หรือว่าย่อมแสดง
ย่อมสอนธรรมที่ไม่ไปปราศจากอรรถ และอรรถที่ไม่ไปปราศจากธรรม.
บทว่า เอกคฺคจิตฺตา ได้แก่มีจิตมั่นคง. บทว่า สติมนฺโต ได้
แก่ มีสติตั้งมั่น. บทว่า ทูรงฺคมา ได้แก่ ไปป่า. สมณะเหล่านั้น ละถีน
ที่ใกล้มนุษย์ไปเสียไกล หรือไปยังที่ไกลตามที่ชอบใจด้วยฤทธานุภาพ เหตุนั้น
จึงชื่อว่า ทูรังคมะผู้ไปไกล. ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา. สมณะเหล่านั้น ชื่อว่า
มันตภาณี เพราะมีปกติพูดด้วยปัญญานั้น. บทว่า อนุทฺธตา ได้แก่ ไม่
ฟุ้งซ่าน คือเว้นความฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานฺนติ
ได้แก่ แทงตลอดพระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า น วิโลเกนฺ กิญฺจนํ ความว่า สมณะเหล่านั้น ออกไป
จากบ้านหมู่ใด ก็ไม่เหลียวมองสัตว์หรือสังขารไร ๆ ในบ้านหมู่นั้นด้วยความ
อาลัย ที่แท้ไม่มีความเยื่อใย หลีกไปเลย.
บทว่า น เต สํ โกฏฺเฐ โอเปนฺติ ความว่า สมณะเหล่านั้น
ไม่สะสม ไม่เก็บรวม ซึ่งสมบัติส่วนตัวไว้ในคลัง [ยุ้ง, ฉาง] เพราะไม่มี
ความจำเป็นเช่นนั้น. บทว่า กุมฺภึ ได้แก่ในหม้อ. บทว่า ขโฬปิยํ ได้
แก่ ในกระเช้า. บทว่า ปรินิฏฺฐิตเมสานํ ได้แก่ แสวงหาอาหารสำเร็จรูป
เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ๆ ในสกุลอื่น ๆ.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 381 (เล่ม 54)

บทว่า หิรญฺญํ ได้แก่ กหาปณะ. บทว่า รูปิยะ ได้แก่ เงิน.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ ได้แก่ ไม่เศร้าโศกถึงอดีตเรื่องที่ล่วงมา
แล้ว และไม่มุ่งหวังอนาคตเรื่องที่ยังไม่มาถึง ย่อมดำรงชีพคือยังอัตภาพให้
เป็นไป ด้วยปัจจัยปัจจุบัน คือที่เกิดเฉพาะหน้า.
บทว่า อญฺญมญฺญํ ปิหยนฺติ ได้แก่ กระทำไมตรีในกันและกัน.
บาลีว่า ปิหายนฺติ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
พราหมณ์นั้น ฟังคุณของภิกษุทั้งหลายในสำนักธิดาอย่างนี้แล้ว มี
ใจเลื่อมใส เมื่อจะสรรเสริญธิดา จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถาย วต เป็นต้น.
บทว่า อนฺหมฺปิ แปลว่า ของเราบ้าง. บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ ไทยธรรม.
บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในสมณะเหล่านั้น. บทว่า ยญฺโญ ได้แก่ ทาน
ธรรม. บทว่า วิปุโล ได้แก่ มีผลไพบูลย์. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวมาแล้ว
ทั้งนั้น.
พราหมณ์ตั้งอยู่ในสรณะและศีลอย่างนี้แล้ว ต่อมา เกิดความสลดใจ
ก็บวชเจริญวิปัสสนาตั้งอยู่ในพระอรหัต พิจารณาทบทวนความเป็นมาของตน
เมื่อจะอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า พรฺหฺมพนฺธุ เป็นต้น ความของอุทานนั้น
ได้กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาโรหิณีเถรีคาถา

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 382 (เล่ม 54)

๓. จาปาเถรีคาถา
[๔๖๙] พระจาปาเถรี ได้รวบรวมถ้อยคำที่ตนพูดกับอุปกะไว้แต่
ก่อน เป็นอุทานคาถา ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า
ท่านอุปกะกล่าวว่า
แต่ก่อน เราบวชถือไม้เท้า บัดนี้ เรากลายเป็น
พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา
อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้น คือพระนิพพานได้.
ดูก่อนจาปา เจ้าสำคัญตัวเราว่าเป็นคนมัวเมาจึง
กล่อมลูกเย้ยหยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไป
บวชอีก.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย
ข้าแต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่า
ผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก
แล้วตปะจะมีมาแต่ไหนเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน
บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดย
ธรรม ด้วยมายาสตรี.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 383 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ [ท่านอุปกะผิวดำ] มาสิ กลับ
มาเถิด จงบริโภคกามเหมือนแต่ก่อน จาปาและเหล่า
ญาติของจาปายอมอยู่ใต้อำนาจท่านแล้ว
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูก่อนจาปา เจ้าจะกล่าวคำรักเช่นใดเป็น ๔ เท่า
จากคำนี้แก่เรา คำรักเช่นนั้นจะพึงโอฬาร สำหรับ
บุรุษผู้ร่านรักในเจ้าเท่านั้น ดอกนะ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้ง
จาปาซึ่งสะสวย มีเรือนร่างงามดั่งต้นคนทา บาน
สะพรั่งบนยอดเขา ดังเครือทับทิม ที่ดอกบานแล้ว
ดังต้นแคฝอยบนเกาะ ผู้มีร่างไล้ด้วยจันทน์แดง นุ่ง
ห่มผ้าชั้นเยี่ยมของแคว้นกาสีไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วยรูปที่ตกแต่ง เหมือน
อย่างพรานนก ประสงค์จะตามเบียดเบียนนกไม่ได้
ดอกนะ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะ ผลคือลูกของเรานี้ ท่านทำให้
เกิดมาแล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงจะละทิ้งจาปาซึ่งมี
ลูกไปเสียเล่า.

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 384 (เล่ม 54)

ท่านอุปกะกล่าวว่า
เหล่าท่านผู้มีปัญญา มีความเพียรมากย่อมละ
พวกลูก ๆ ต่อนั้น ก็พวกญาติ ต่อนั้น ก็ทรัพย์ พากัน
ออกบวชเหมือนพระยาช้างตัดเชือกที่ผูก ฉะนั้น.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
บัดนี้จาปาจะเอาไม้หรือมีดฟาดลูกคนนี้ของท่าน
ให้ล่มลงเหมือพื้นดิน เพราะความเศร้าโศกถึงลูก
ท่านจะไม่ไปได้ไหม.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูก่อนหญิงเลว ถึงเจ้าจักยอมมอบลูกให้ฝูงสุนัข
จิ้งจอก เพราะลูกเป็นต้นเหตุ เจ้าก็จักทำเราให้หวน
กลับมาอีกไม่ได้ดอก.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านกาฬะเจ้าขา เอาเถิด บัดนี้ ท่านจะ
ไปที่ไหน ตามนิคม ชนบท ราชธานีไหนเจ้าคะ.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
แต่ก่อน ได้มีพวกคณาจารย์ไม่เป็นสมณะ ก็ถือ
ตัวว่าเป็นสมณะ จาริกกันไปตามคาม นิคม ชนบท
ราชธานี. ความจริง ท่านผู้หนึ่งนั้น คือพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดง
ธรรมโปรดหมู่สัตว์เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เราจักไปเฝ้า
พระองค์ พระองค์จักเป็นศาสดาของเรา.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 385 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า
บัดนี้ ขอท่านพึงกราบทูลพระโลกนาถ ผู้ยอด
เยี่ยม ถึงการถวายบังคมของจาปาและพึงทำประทักษิณ
เวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทักษิณาแก่จาปาด้วย.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ข้อที่เจ้าพูดแก่เรา เราทำได้ บัดนี้ เราจะกราบ
ทูลพระโลกนาถ ผู้ยอดเยี่ยม ถึงการถวายบังคมของ
เจ้า และเราจะทำประทักษิณเวียนขวาแล้วอุทิศกุศล
ทักษิณาแก่เจ้าแน่.
ต่อแต่นั้น ท่านกาฬะก็เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา ได้พบพระสัมพุทธเจ้ากำลังทรงแสดง
อมตบท คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ และ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เข้าไประงับทุกข์ ท่านกาฬะเข้า
ไปถวายบังคมพระยุคลบาท่องพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว ก็ทำประทักษิณพระองค์แล้วอุทิศกุศลแก่
จาปา บวชเป็นอนาคาริกะไม่มีเรือน. วิชชา ๓ ข้าพเจ้า
ก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็กระทำเสร็จ
แล้ว.
จบ จาปาเถรีคาถา

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 386 (เล่ม 54)

๓. อรรถกถาจาปาเถรีคาถา
คาถาว่า ลฏฺฐิหตฺโถ ปุเร อาสิ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ-
จาปาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้าง
สมกุศล อันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ สะสมกุศลมูลมา
โดยลำดับสร้างสมสัมภารธรรมเครื่องปรับปรุงวิโมกข์ มาในพุทธุปบาทกาลนี้
ก็บังเกิดเป็นลูกสาวของหัวหน้าพรานล่าเนื้อ ในหมู่บ้านพรานล่าเนื้อตำบลหนึ่ง
ในวังกหารชนบท นางมีชื่อว่า จาปา สมัยนั้น นักบวชอาชีวกชื่ออุปกะ พบกับ
พระศาสดา ซึ่งเสด็จออกจากโพธิมัณฑสถานเจาะจงไปยังกรุงพาราณสี เพื่อ
ประกาศพระธรรมจักร ถามว่า ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ฉวีวรรณ
ก็ขาวผ่องบริสุทธิ์ ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะเจาะจงใครกันนะ หรือว่าใครเป็น
ศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร เมื่อพระศาสดาทรงชี้แจง
ให้เขารู้เรื่องที่พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า และการประกาศพระธรรม-
จักร ดังนี้ว่า
เราครอบงำธรรมทั้งหมด รู้ธรรมทุกอย่าง ไม่
ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง ละกิเลสได้หมด หลุดพ้น
เพราะสิ้นตัณหา รู้ยิ่งด้วยปัญญาเองแล้ว ยังจะต้อง
แสดงว่าใครเป็นศาสดาเล่า.
เราไม่มีอาจารย์ คนเสมอเราก็ไม่มี คนที่เทียบ
เราในโลกทั้งเทวโลกก็ไม่มี เราเป็นอรหันต์ เป็น
ศาสดายอดเยี่ยม เป็นเอก เป็นสัมมาสัมพุทธะ เย็น
สนิท ดับร้อนได้แล้ว เราจะไปกรุงพาราณสีราชธานี
ของแคว้นกาสี เราจะลั่นกลองธรรมอมตเภรี ในโลก
อันมืด.

386