ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 367 (เล่ม 54)

เสมือนเรือนคร่ำคร่า อีกอย่างหนึ่ง ได้เป็นเรือนของชรา. เพราะฉะนั้น
พระดำรัสของพระศาสดาของข้าพเจ้า จึงเป็นสัจวาจาของพระผู้ทรงเป็นสัจ-
วาที ชื่อว่า ตรัสแต่ความจริง เพราะทรงทราบสภาวะตามเป็นจริงของธรรม
ทั้งหลายโดยชอบนั่นเทียว จึงตรัส คือเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ หากลายเป็น
อย่างอื่นไปไม่.
พระเถรีนี้ พิจารณาทบทวนอนิจจตาความไม่เที่ยงในธรรมที่เป็นไป
ในภูมิ ๓ ทั้งหมด โดยมุข คือการกำหนดความไม่เที่ยงในอัตภาพของตน
อย่างนี้แล้ว ยกขึ้นสู่ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะในอัตภาพตนนั้น ตาม
แนวอนิจจลักษณะนั้น มักเขม้นเจริญวิปัสสนาอยู่ ก็บรรลุพระอรหัต โดย
ลำดับมรรค.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า
พระอัมพปาลีเถรี เปล่งอุทานเป็นคาถาพรรณนา อปทาน๑ของท่านว่า
ข้าพเจ้าเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็นภคินีของ
พระมหามุนีพระนามว่าปุสสะ ผู้มีพระรัศมีงามดังมาลัย
ประดับศีรษะ ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วมีใจ
เลื่อมใส ถวายมหาทานแล้วปรารถนารูปสมบัติ นับ
แต่กัปนี้ไป ๓๑ กัป พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี เป็น
นายกเลิศของโลก ทรงส่องโลกให้สว่าง ทรงเป็น
สรณะของ ๓ โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า
เกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงอมรปุระที่น่ารื่นรมย์ โกรธ
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๙ อัมพปาลีเถรีอปทาน.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 368 (เล่ม 54)

ขึ้นมาก็ด่าภิกษุณีผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว [อริยุปวาท] ว่า
ท่านเป็นหญิงแพศยาประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย
ศาสนาของพระชินเจ้า ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้า
ก็ตกนรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมด้วยทุกข์ใหญ่หลวง
เพราะบาปกรรมนั้น จุติจากนรกนั้นแล้ว มาเกิดใน
หมู่มนุษย์ มีลามกธรรมทำให้เดือดร้อน ครองความ
เป็นหญิงแพศยาอยู่ถึงที่หกหมื่นปี ก็ยังไม่หลุดพ้นจาก
บาปอันนั้น เหมือนอย่างกลืนพิษร้ายเข้าไป ข้าพเจ้า
เสพเพศพรหมจรรย์ [บวชเป็นภิกษุณี] ในศาสนาพระ
ชินเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ด้วยผลแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้า
ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์] เมื่อถึงภพ
สุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดเป็นโอปปาติกะ ที่ระหว่างกิ่งมะม่วง
ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าอัมพปาลี ข้าพเจ้าอัน
หมู่สัตว์นับโกฏิห้อมล้อมแล้ว ก็บวชในศาสนาของ
พระชินเจ้า บรรลุฐานะอันมั่นคงไม่สั่นคลอน เป็น
ธิดาเกิดแต่พระอุระของพระผู้เป็นพุทธะ ข้าแต่พระ-
มหามุนี ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฤทธิ์ทั้งหลาย ใน
ความหมดจดแห่งโสตธาตุ [หูทิพย์] เป็นผู้เชี่ยวชาญ
เจโตปริยญาณ [รู้ใจผู้อื่น] ข้าพเจ้ารู้ขันธ์ที่เคยอาศัย
อยู่ในภพก่อน ๆ [ระลึกชาติได้] ชำระทิพยจักษุหมด
จด [ตาทิพย์] หมดสิ้นอาสวะทุกอย่าง [อาสวักขย-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 369 (เล่ม 54)

ญาณ] บัดนี้จึงไม่มีภพใหม่ [ไม่ต้องเกิดอีก] ข้าพเจ้า
มีญาณสะอาดหมดจด ในอรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิ-
สัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา
เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กิเลสทั้ง
หลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพข้าพเจ้าก็ถอน
เสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดพันธะเหมือนกะช้างตัดเชือก ไม่มี
อาสวะ อยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ข้าพเจ้า
ก็มาดีแล้ว. วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสอน
ของพระพุทธะ ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้ากระทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
ก็พระอัมพปาลีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนข้อ
ปฏิบัติของตนแเล้ว ก็เอื้อนเอ่ยคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานแล.
จบ อรรถกถาอัมพปาลีเถรีคาถา

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 370 (เล่ม 54)

๒. โรหิณีเถรีคาถา
[๔๖๘] พระโรหิณีเถรี กล่าวอุทานเป็นคาถา ซึ่งเป็นคำที่บิดา
และตนเองพูดจาโต้ตอบกันว่า
บิดาถามข้าพเจ้าว่า
ลูกเอ๋ย ลูกหลับก็พูดว่าสมณะ ตื่นก็พูดว่าสมณะ
ระบุแต่สมณะเท่านั้น เห็นทีลูกบวชเป็นสมณะเสียแน่
แท้ โรหิณีเอ๋ย ลูกถวายข้าวน้ำอย่างสมบูรณ์แก่เหล่า
สมณะ พ่อขอถาม บัดนี้ เพราะเหตุไร เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก พวกสมณะไม่ชอบทำงาน
เกียจคร้าน อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ หวังแต่
จะได้ชอบของอร่อย เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึงเป็น
ที่รักของลูก.
ข้าพเจ้าตอบว่า
ท่านพ่อขา ท่านพ่อสอบถามไล่เลียงเอากะลูก
เรื่องคุณของสมณะ เสียตั้งนาน ลูกจักระบุปัญญา ศีล
และความพากเพียรของสมณะเหล่านั้นแก่ท่านพ่อดังนี้.
สมณะทั้งหลายรักงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่
งานที่ประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะทั้งหลาย กำจัดมูลรากทั้ง ๓ ของบาป
[ โลภะ โทสะ โมหะ] ทำแต่งานสะอาด จึงละ
บาปนั้นได้หมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่
รักของลูก.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 371 (เล่ม 54)

กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรม
ก็สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นไร้มลทิน บริสุทธิ์ทั้งภายในทั้ง
ภายนอก ดุจสังข์และมุกดา ธรรมฝ่ายขาวก็บริบูรณ์
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูต สดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว มี
สติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูต สดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม ย่อมแสดงอรรถและ
ธรรม เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น อยู่ป่าไกลผู้คน มีสติ พูดด้วย
ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น หลีกออกจากหมู่บ้านใดไป ก็
ไม่เหลียวดูอยู่อย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไม่มีเยื่อใย ไป
เลย เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในยุ้งฉาง
ไม่เก็บไว้ในหม้อ ไม่เก็บไว้ในกระเช้า แสวงหาแต่
อาหารสำเร็จรูป เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่
รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่รับ
รูปิยะ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 372 (เล่ม 54)

สมณะเหล่านั้น บวชมาแต่สกุลต่าง ๆ กัน ชน
บทต่าง ๆ กัน ก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า
โรหิณีลูกพ่อ ลูกมีความเชื่อความเคารพอย่าง
แรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ลูก
เกิดมาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ ลูกรู้
จักพระรัตนตรัยนั้นว่า เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม สมณะ
เหล่านั้นคงจะรับทักษิณาทานของเราบ้างนะลูก เพราะ
ว่ายัญคือบุญที่ตั้งไว้ในสมณะเหล่านั้น คงจักมีผล
ไพบูลย์แก่พวกเราแน่.
ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะบิดาว่า
ถ้าพ่อท่านกลัวทุกข์ พ่อท่านไม่รักทุกข์ ก็ขอพ่อ
ท่านถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เช่นนั้นเป็น
สรณะ สมาทานศีล ข้อนั้นจงเป็นประโยชน์แก่พ่อ
ท่านเถิด.
บิดากล่าวว่า
พ่อขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เช่นนั้นเป็นสรณะ ขอสมาทานศีล ข้อนั้นจงเป็น
ประโยชน์แก่พ่อเถิด.
แต่ก่อน พ่อเป็นพราหมณ์เผ่าพันธุ์ แห่งพรหม
แต่มาบัดนี้ พ่อเป็นพราหมณ์โสตถิยะ ผู้มีวิชชา ๓ จบ
เวท อาบน้ำคือเสร็จกิจแล้ว.
จบโรหิณีเถรีคาถา

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 373 (เล่ม 54)

๒. อรรถกถาโรหิณีเถรีคาถา
คาถาว่า สมณาติ โภติ สุปิ ดังนี้เป็นต้น. เป็นคาถาของพระ-
โรหิณีเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ นับแต่กัปนี้ไป ๙๑
กัปก็บังเกิดในเรือนสกุล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี รู้
เดียงสาแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครพันธุมวดีใน
วันหนึ่ง จึงรับบาตรมาบรรจุขนมแล้ว ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดปีติโสมนัส
แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยบุญนั้น นางก็เวียนว่ายอยู่ในเทวดา
และมนุษย์ สั่งสมธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้
ก็บังเกิดในเรือนพราหมณ์ ผู้มีสมบัติมาก กรุงเวสาลี ได้ชื่อว่าโรหิณี รู้เดียง
สาแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงเวสาลี ก็ไปวิหาร ฟังธรรม เป็น
โสดาบัน แสดงธรรมแก่บิดามารดาทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสนา ให้
บิดามารดาอนุญาตแล้ว ตัวเองก็บวช ทำกิจกรรมในวิปัสสนา ไม่นานนักก็
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์
จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้า
พระนามว่า วิปัสสี ผู้เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระ-
นครพันธุมวดี ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความ
ตั้งใจไว้ถูก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้านั้นก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้าครอง
ความเป็นพระมเหสีของท้าวสักกะเทวราชถึง ๓๖ พระ-
๑. ไม่มีในบาลีอปทาน.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 374 (เล่ม 54)

องค์ ครองความเป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐
พระองค์ ธรรมดาว่าความปรารถนาทางใจ ก็สำเร็จ
แก่ข้าพเจ้าทุกอย่าง ข้าพเจ้าเสวยสมบัติ ทั้งในหมู่
เทวดา ทั้งในหมู่มนุษย์ เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้า
เกิดในสกุลพราหมณ์ ชื่อโรหิณี พวกญาติพากันรัก
นักหนา ข้าพเจ้าไปสำนักภิกษุฟังธรรมตามเป็นจริง
เกิดสลดใจ จึงบวชไม่มีเหย้าเรือน ข้าพเจ้าตั้งความ
เพียรโดยแยบคายจึงบรรลุพระอรหัตนั้น ในกัปนับแต่
กัปที่ ๙๑ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายปุวทาน [ถวายขนม]
อันใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลของปุวทานอัน
นั้น กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
พระโรหิณีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนความเป็น
มาของตน แล้วกล่าวเป็นอุทาน ซึ่งคาถาทั้งหลาย ที่บิดาและตนเองพูดจาโต้
ตอบกัน ในเวลาที่ตนเป็นพระโสดาบันแต่ก่อน
บิดาถามข้าพเจ้าว่า
ลูกเอ๋ย ลูกหลับก็พูดว่าสมณะ ตื่นก็พูดว่าสมณะ
ระบุแต่สมณะเท่านั้น เห็นที่ลูกจักบวชเป็นสมณะเสีย
แน่แท้ โรหิณีเอ๋ย ลูกถวายข้าวน้ำอย่างสมบูรณ์แก่
เหล่าสมณะ พ่อขอถาม ณ บัดนี้ เพราะเหตุไร
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก พวกสมณะ ไม่ชอบ
ทำงาน เกียจคร้าน อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ
หวังแต่จะได้ ชอบของอร่อย เพราะเหตุไร เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 375 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าตอบว่า
ท่านพ่อขา ท่านพ่อสอบถามไล่เลียงเอากะลูก
เรื่องคุณของสมณะเสียตั้งนาน ลูกจักระบุปัญญาศีล
และความพากเพียรของสมณะเหล่านั้นแก่ท่านพ่อดังนี้
สมณะทั้งหลายรักงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่
งานประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะทั้งหลาย กำจัดมูลรากทั้ง ๓ ของบาป
[โลภะโทสะโมหะ] ทำแต่งานสะอาด จึงละบาปนั้นได้
หมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรมก็
สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น ไร้มลทิน บริสุทธิ์ทั้งภายในทั้ง
ภายนอก ดุจสังข์และมุกดา ธรรมฝ่ายขาวก็บริบูรณ์
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม ย่อมแสดงอรรถและ
ธรรม เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว
มีสติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น อยู่ป่าไกลผู้คน มีสติ พูดด้วย
ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 376 (เล่ม 54)

สมณะเหล่านั้น หลีกออกจากหมู่บ้านใดไปก็ไม่
เหลียวดูอย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไม่มีเยื่อใยไปเลย
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่
เก็บไว้ในหม้อ ไม่เก็บไว้ในกระเช้า แสวงหาแต่อาหาร
สำเร็จรูปเพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่รับ
รูปิยะ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้น บวชมาแต่สกุลต่าง ๆ กัน ชน
บทต่าง ๆ กัน ก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า
โรหิณีลูกพ่อ ลูกมีความเชื่อความเคารพอย่าง
แรงกล้า ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ลูกเกิดมาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ
ลูกรู้จักพระรัตนตรัยนั้นว่าเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม
สมณะเหล่านั้น คงจะรักทักษิณาทานของเราบ้างนะลูก
เพราะว่ายัญคือบุญที่ตั้งไว้ในสมณะเหล่านั้น คงจักมี
ผลไพบูลย์แก่พวกเราแน่.
ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะบิดาว่า
ถ้าพ่อท่านกลัวทุกข์ พ่อท่านไม่รักทุกข์ ก็ขอพ่อ
ท่านถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เช่นนั้นเป็น

376