เสมือนเรือนคร่ำคร่า อีกอย่างหนึ่ง ได้เป็นเรือนของชรา. เพราะฉะนั้น
พระดำรัสของพระศาสดาของข้าพเจ้า จึงเป็นสัจวาจาของพระผู้ทรงเป็นสัจ-
วาที ชื่อว่า ตรัสแต่ความจริง เพราะทรงทราบสภาวะตามเป็นจริงของธรรม
ทั้งหลายโดยชอบนั่นเทียว จึงตรัส คือเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ หากลายเป็น
อย่างอื่นไปไม่.
พระเถรีนี้ พิจารณาทบทวนอนิจจตาความไม่เที่ยงในธรรมที่เป็นไป
ในภูมิ ๓ ทั้งหมด โดยมุข คือการกำหนดความไม่เที่ยงในอัตภาพของตน
อย่างนี้แล้ว ยกขึ้นสู่ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะในอัตภาพตนนั้น ตาม
แนวอนิจจลักษณะนั้น มักเขม้นเจริญวิปัสสนาอยู่ ก็บรรลุพระอรหัต โดย
ลำดับมรรค.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า
พระอัมพปาลีเถรี เปล่งอุทานเป็นคาถาพรรณนา อปทาน๑ของท่านว่า
ข้าพเจ้าเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็นภคินีของ
พระมหามุนีพระนามว่าปุสสะ ผู้มีพระรัศมีงามดังมาลัย
ประดับศีรษะ ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วมีใจ
เลื่อมใส ถวายมหาทานแล้วปรารถนารูปสมบัติ นับ
แต่กัปนี้ไป ๓๑ กัป พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี เป็น
นายกเลิศของโลก ทรงส่องโลกให้สว่าง ทรงเป็น
สรณะของ ๓ โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า
เกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงอมรปุระที่น่ารื่นรมย์ โกรธ
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๙ อัมพปาลีเถรีอปทาน.