ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 337 (เล่ม 54)

นางก็ไปตามหาสามี ไปถึงกรุงราชคฤห์ตามลำดับ ขณะนั้น ลมกัมมัชวาตก็
ปั่นป่วน นางก็เข้าไปยังศาลาหลังหนึ่งใกล้ ๆ ทางแล้วก็คลอดลูก นางคลอด
ลูกชายคล้ายรูปทอง ให้นอนบนศาลาอนาถา แล้วออกไปหาน้ำข้างนอกศาลา
ขณะนั้นนายกองเกวียนคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีลูกเดินมาทางนั้น คิดว่าทารกของ
หญิงไม่มีสามี จักเป็นลูกของเรา จึงเอาทารกนั้นมอบไว้ในมือนางนม ต่อมา
มารดาของทารกนั้น ทำกิจเรื่องน้ำแล้ว กลับมาไม่เห็นลูกก็เศร้าโศกคร่ำครวญ
ไม่เข้าไปกรุงราชคฤห์แต่เดินทางต่อไป หัวหน้าโจรคนหนึ่ง พบนางในระหว่าง
ทางเกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงเอานางทำเป็นภริยาของตน นางอยู่ในเรือนโจรนั้น ก็
คลอดลูกหญิงออกมาคนหนึ่ง วันหนึ่ง นางยืนอุ้มลูกหญิงอยู่ทะเลาะกับสามี
ก็โยนลูกลงบนเตียง ศีรษะของเด็กหญิงแตกหน่อยหนึ่ง ต่อนั้น นางกลัวสามี
ก็กลับไปกรุงราชคฤห์ท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจ ลูกชายของนางโตเป็นหนุ่มไม่
รู้ว่าเป็นมารดา ก็เอามารดาเป็นภริยาของตน.
ต่อมา เขาไม่รู้ว่าลูกสาวหัวหน้าโจรนั้นเป็นน้องสาว ก็แต่งงานนำมา
เรือน เขานำมารดาและน้องสาวมาเป็นภริยาของตนอยู่กันมาอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น
คนแม้ทั้งสองนั้นจึงอยู่กันอย่างพร้อมเพรียง ต่อมาวันหนึ่ง มารดาแก้มวยผม
ของลูกสาวหาเหาเห็นแผลเป็นที่ศีรษะ คิดว่าหญิงคนนี้คงเป็นลูกสาวเราแน่
แล้วก็ถาม เกิดความสลดใจจึงไปสำนักภิกษุณีแล้วบวช กระทำกิจเบื้องต้น
เสร็จแล้ว อยู่อย่างสงัด พิจารณาทบทวนถึงการปฏิบัติแต่ก่อนของตน ก็ได้
กล่าวคาถาว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ เป็นต้น ก็พระเถรีนี้ กล่าวย้ำคาถา
ที่หญิงนั้นกล่าวไว้แล้วเหล่านั้น โดยเห็นโทษในกามทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
อุโภ มาตา จ ธีตา จ เป็นอาทิ. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า พระเถรี
นั้น ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌาน สุขในผลและสุขในพระนิพพาน จึงได้กล่าว
สามคาถาเหล่านี้

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 338 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุจี ได้แก่ ชื่อว่า อสุจี เพราะกิเลส
และของไม่สะอาดไหลออก. บทว่า ทุคฺคนฺธา ได้แก่ กลิ่นเน่า เพราะกลิ่น
เหม็นคลุ้งไป. บทว่า พหุกณฺฏถา ได้แก่ ชื่อว่า มีกิเลสดุจหนาม
มากอย่าง เพราะอรรถว่าทิ่มแทงสุจริต โดยเป็นข้าศึก จริงอย่างนั้น
กิเลสเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว. บทว่า
ยตฺถ ได้แก่ ในกามเหล่าใดที่บุคคลพึงบริโภค. บทว่า สหภริยา ได้แก่
เป็นภริยาเสมอกัน อธิบายว่าร่วมสามีเดียวกัน. สองคาถาว่า ปฺพฺเพนิวาสํ
เป็นต้น พระเถรีซึ่งพิจารณาคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว เกิดปีติโสมนัส จึงกล่าว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เจโตปริจฺจญาณํ ได้แก่ เจโตปริยญาณ ก็ทำ
ให้แจ้งแล้ว หรือเชื่อมความว่า บรรลุแล้ว.
ข้าพระองค์ จักเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัวมาถวาย
บังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของ
โลกผู้มีสิริ.
คาถานี้ คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงของ
นายคัณฑะ เพื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์คราวนั้น พระเถรีนี้เนรมิตรถเห็นปานนั้น
เข้าไปเฝ้าพร้อมกับรถนั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์
จักทำปาฏิหาริย์ เพื่อทำลายความมัวเมาของเดียรถีย์ขอทรงโปรดอนุญาตเถิด
พระเจ้าข้า แล้วยืนในสำนักพระศาสดา พระเถรีกล่าวหมายถึงเรื่องปาฏิหาริย์
นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา อภินิมฺมิตฺวา จตุรสฺสํ รถํ
อหํ อธิบายว่า ข้าพระองค์เนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัว ด้วยฤทธิ์แล้ว ถวาย
บังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
มารถามเชิงขู่พระเถรีว่า

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 339 (เล่ม 54)

ท่านเข้าไปยังต้นไม้ ที่ออกดอกบานถึงยอด ยืน
อยู่ผู้เดียวที่โคนไม้ เพื่อนไร ๆ ของท่าน ก็ไม่มีเลย
ท่านไม่กลัวความสามหาวของพวกนักเลงเจ้าชู้หรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปุปฺผิตคฺคํ ความว่า มียอดออกดอก
บานดี คือบานสะพรั่งทั่วทั้งต้นแต่ยอด. บทว่า ปาทปํ แปลว่าต้นไม้ ในที่
นี้ท่านหมายเอาต้นสาละ. บทว่า เอกา ตุวํ ความว่า ท่านยืนอยู่ผู้เดียวใน
ที่นี้. บทว่า น จาปิ ตุยฺหํ ทุติยตฺถิ โกจิ ความว่า แม้ใคร ๆ ที่เป็น
สหายของท่าน เป็นผู้อารักขาไม่มี อีกอย่างหนึ่ง โดยรูปสมบัติ เพื่อนแม้ไร ๆ
ของท่านก็ไม่มี หญิงที่มีรูปสวยไม่มีใครเสมอ ยืนอยู่ลำพังคนเดียวในที่สงัดจาก
ชนนี้. บทว่า น ตฺวํ พาเล ภายสิ ธุตฺตกานํ ความว่า ดูก่อนแม่
สาวรุ่น ท่านไม่กลัวถ้อยคำของพวกชายเจ้าชู้ อธิบายว่า พวกนักเลง ที่ทำ
การเกี้ยว. เขาว่า วันหนึ่ง มารเห็นพระเถรีนั่งพักผ่อนกลางวัน ณ ป่าสาละ
ที่ออกดอกบาน ต้องการจะตัดพระเถรีให้ขาดจากวิเวก เมื่อทดลองจึงกล่าว
คาถานี้ ลำดับนั้น พระเถรีเมื่อจะคุกคามมารนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้
โดยอานุภาพของตนว่า
ต่อให้นักเลงนับจำนวนแสนเช่นนี้ มารุมล้อม
ขนของเราก็ไม่หวั่นไม่ไหว มารเอย ท่านผู้เดียวจักทำ
อะไรเราได้ เรานั้นหายตัวได้ เข้าท้องท่านก็ได้ ยืน
ระหว่างคิ้ว ท่านก็ไม่เห็นเราได้ เราเป็นผู้ชำนาญใน
จิต อบรมอิทธิบาทอย่างดีแล้ว อภิญญา ๖ เราก็ทำให้
แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ทำเสร็จแล้ว.

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 340 (เล่ม 54)

กามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาวเป็น
เครื่องบีบคั้นขันธ์ทั้งหลาย ท่านเอ่ยถึงความยินดีใน
กามอันใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีอันนั้น.
ความเพลิดเพลินในกามทั้งปวง เราขจัดเสียแล้ว
กองแห่งความมืด [อวิชชา] เราก็ทำลายเสียแล้ว ดูก่อน
มารผู้มีบาป ท่านจงรู้ไว้เถิด ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด
ถึงตัวท่านเราก็ขจัดเสียแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสานิปิ ธุตฺตกานํ สมาคตา
เอทิสกา ภเวยฺยุํ ความว่า ท่านเป็นเช่นใด เหล่านักเลง แม้จำนวนหลาย
แสนเช่นนั้น คือเห็นปานนั้น พึงมาชุมนุมกัน บทว่า โลมํ น อิญฺเช
นปิ สมฺปเวเธ ความว่า แม้มาตรว่าขนไม่พึงหวั่นไม่พึงไหว. บทว่า กึ เม
ตุวํ มาร กริสฺสเสโก ความว่า ดูก่อนมาร ท่านผู้เดียวจักทำอะไรเราได้
บัดนี้ พระเถรีเมื่อจะชี้แจงว่า มารไม่สามารถทำอะไร ๆ แก่ตนได้
จึงกล่าวคาถาว่า เอสา อนฺตรธายามิ เป็นต้น. คาถานั้น มีความว่า ดู
ก่อนมาร เรานั้นยืนอยู่ต่อหน้าท่าน ก็หายตัวได้ ท่านมองไม่เห็น เราเข้า
ท้องท่าน ทั้งที่ไม่รู้นั่นแหละก็ได้ ยืนอยู่ระหว่างคิ้วก็ได้ และเรายืนอยู่อย่างนั้น
ท่านก็ไม่เห็น.
หากจะถามว่า เพราะเหตุไร ก็ตอบได้ว่า เพราะเราชำนาญในจิต
อบรมอิทธิบาทดีแล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนมาร เราเป็นได้ เพราะจิตของเรา
ชำนาญแล้ว แม้อิทธิบาท ๔ เราก็อบรมดีแล้ว ทำให้มากแล้ว เพราะฉะนั้น
เราจึงสามารถ เพราะอยู่ในอิทธิวิสัยตามที่กล่าวมาแล้ว. ข้อนอกนั้นทั้งหมด
ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
จบ อรรถกถาอุบลวรรณาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาทวาทสกนิบาต

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 341 (เล่ม 54)

โสฬสกนิบาต
๑. ปุณริกาเถรีคาถา
[๔๔๖] พระปุณณิกาเถรีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าถามพราหมณ์ว่า
ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลงโทษ
กลัววาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำเป็น
ประจำ แม้แต่หน้าหนาว.
ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลงอาบน้ำทุก
เมื่อ ท่านมีตัวสั่นเทา ประสบความหนาวเย็นอย่างหนัก
พราหมณ์ตอบว่า
ดูก่อนแม่ปุณณิกาผู้เจริญ เจ้ารู้ว่าเรากำลังทำกุศล-
กรรม อันปิดเสียซึ่งบาปกรรม ยังจะสอบถามอยู่หรือ
หนอ ผู้ใดไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ประกอบกรรมที่เป็นบาป
แต่ผู้นั้น ก็จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการ
อาบน้ำ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ใครหนอ ช่างไม่รู้ มาบอกแก่ท่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่า
คนจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ
พวกกบ เต่า งู จระเข้ และสัตว์อื่นใดที่สัญจรอยู่
ในน้ำ ทั้งหมด ก็คงจะพากันไปสวรรค์แน่แท้.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 342 (เล่ม 54)

คนฆ่าแพะ คนฆ่าสุกร คนฆ่าปลา คนล่าเนื้อ
พวกโจร พวกเพชฌฆาต และทำบาปกรรมอื่น ๆ แม้
คนทั้งนั้น ก็จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการ
อาบน้ำ.
ถ้าหากว่า แม่น้ำเหล่านี้ จะพึงนำบาปที่ท่าน
ทำมาแต่ก่อนไปได้ไซร้ แม่น้ำเหล่านี้ก็จะพึงนำทั้งบุญ
ของท่านไปด้วย ท่านก็จะพึงห่างจากบุญนั้นไป.
ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวบาปอันใด จึงลงอาบน้ำ
ทุกเมื่อ ท่านพราหมณ์ ท่านก็อย่าทำบาปกรรมอันนั้น
ขอความหนาวเย็นอย่าทำลายผิวท่านเลย.
พราหมณ์กล่าวว่า
ท่านนำเราผู้เดินทางผิดมาสู่ทางถูก [อริยมรรค]
แม่ปุณณิกาผู้เจริญ เราขอมอบผ้าสาฏกผืนนี้ให้ท่าน
เพื่อใช้อาบน้ำ.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ผ้าสาฎกผืนนี้จงเป็นของท่านเท่านั้นเถิด ข้าพเจ้า
ไม่ต้องการผ้าสาฎกผืนนี้ดอก ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้า
ทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน ท่านก็อย่าทำบาปกรรมทั้ง
ในที่ลับ ทั้งในที่แจ้ง ก็หากว่าท่านจักกระทำหรือ
กำลังกระทำบาปกรรม ท่านถึงจะเหาะหนีไป ก็ไม่พ้น
ไปจากทุกข์ได้เลย.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 343 (เล่ม 54)

ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน
ท่านก็จงถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เช่น
นั้นเป็นสรณะ จงสมาทานศีล ข้อนั้นก็จักเป็นไปเพื่อ
ความหลุดพ้นของท่าน.
พราหมณ์กล่าวว่า
แต่ก่อน เราเป็นเผ่าพันธุ์ของพรหม บัดนี้เรา
เป็นพราหมณ์จริง มีวิชชา ๓ ถึงพร้อมด้วยเวท เป็น
โสตถิยะ [พราหมณ์หนที่ ๒] ผู้อาบน้ำเสร็จแล้ว.
จบ ปุณณิกาเถรีคาถา
จบ โสฬสกนิบาต
อรรถกถาโสฬกนิบาต
อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา๑
ใน โสฬสกนิบาต คาถาว่า อุทหารี อหํ สีเต เป็นต้น เป็น
คาถาของ พระปุณณาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้าง
สมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ก็บังเกิดในเรือนสกุล รู้เดียงสาแล้ว เกิดความสังเวช
เพราะเป็นผู้พรักพร้อมด้วยเหตุสัมปทา ก็ไปสำนักภิกษุณีฟังธรรม ได้ศรัทธา
แล้วบวชมีศีลบริสุทธิ์ เรียนพระไตรปิฎก เป็นพหูสูต ทรงธรรม และเป็น
๑. บาลีเป็นปุณณิกาเถรีคาถา.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 344 (เล่ม 54)

ผู้กล่าวธรรม [ธรรมกถึก]. บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่า สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ก็เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย
ศีล เป็นพหูสูต ทรงธรรม และเป็นผู้กล่าวธรรม [ธรรมกถึก] เหมือน
ครั้งบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ฉะนั้น. แต่
เพราะเป็นคนเจ้ามานะ จึงไม่อาจตัดกิเลสให้ขาดได้ และเพราะกระทำกรรม
โดยมีมานะเป็นสันดาน ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดในท้องของทาสีในเรือน
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. นางมีชื่อว่าปุณณา นางเป็นโสดาบัน ในเพราะ
พระธรรมเทศนาชื่อสีหนาทสูตร ทรมานพราหมณ์ที่ถือว่าบริสุทธิ์ด้วยการลงอาบ
น้ำ ท่านเศรษฐีสรรเสริญแล้ว ทำนางให้เป็นไทแก่ตัว อนุญาตให้นางบวชได้แล้ว
ก็บวช เจริญกรรมฐาน ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑
ข้าพเจ้าบวชเป็นภิกษุณี ในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี และของพระ
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ
และพระกัสสปะ ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญารักษาตัว
สำรวมอันทรีย์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม สอบถามความ
แห่งธรรม เล่าเรียนฟังธรรมอย่างใกล้ชิด ข้าพเจ้า
แสดงธรรมท่ามกลางหมู่ชน อยู่ในพระศาสนาของ
พระชินเจ้า ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้า
จึงมีศีลเป็นที่รัก หากแต่ถือตัวจัด
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๘ ปุณณิกาเถรีอปทาน.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 345 (เล่ม 54)

มาในบัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในท้อง
ทาสีผู้แบกหม้อน้ำ [กุมภทาสี] ในเรือนของท่านอนาถ-
ปิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ราชธานีแห่งแคว้นโกศล.
ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ ได้พบพราหมณ์
โสตถิยะ [ผู้เป็นพราหมณ์หนที่ ๒] กำลังหนาวสั่น
อยู่กลางน้ำ ครั้นพบเขาแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลงโทษ
ถูกภัยคือวาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำทุก
เมื่อ แม่แต่หน้าหนาว ท่านพราหมณ์ ท่านเล่า
กลัวอะไร จึงลงน้ำทุกเมื่อ ตัวสั่นเทา ประสบความ
หนาวเย็นอย่างหนัก.
พราหมณ์กล่าวว่า
ดูก่อนแม่ปุณณาผู้จำเริญ เจ้าเมื่อรู้ว่าเราผู้กระทำ
กุศลกรรม อันห้ามบาปที่ทำไว้แล้ว ยังจะสอบถาม
หรือหนอ ก็ผู้ใด ไม่ว่าเป็นคนแก่และคนหนุ่มประกอบ
บาปกรรมได้ ผู้นั้น ย่อมจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้
เพราะการลงอาบน้ำ.
ข้าพระองค์ได้บอกแก่พราหมณ์ผู้ขึ้นจากน้ำ ถึง
บทอันประกอบด้วยธรรมและอรรถ พราหมณ์ฟังบท
นั้นแล้ว ก็สลดใจด้วยดีออกบวช เป็นพระอรหันต์.
เมื่อใด ข้าพระองค์บำเพ็ญบารมีมา ๙๙ ชาติ
เกิดในสกุลทาสี เมื่อนั้น บิดามารดาเหล่านั้น ได้

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 346 (เล่ม 54)

ขนานนามข้าพระองค์ว่าปุณณา นำข้าพระองค์ให้เป็น
ไทแก่ตัว.
ต่อจากนั้น ข้าพระองค์ขออนุญาตท่านเศรษฐี
ออกบวช เป็นผู้ไม่มีเรือน ไม่นานเลยก็ได้บรรลุพระ-
อรหัต.
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญใน
ฤทธิ์ ในทิพโสต ชำนาญเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิ-
วาสญาณ ชำระทิพโสตแล้ว เพราะหมดสิ้นอาสวะ
ทุกอย่าง บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว.
ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ อัน
บริสุทธิ์ไร้มลทิน ของข้าพระองค์มีเพราะอานุภาพของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ข้าพระองค์มีปัญญามาก เพราะภาวนา มีสุตะ
[พหูสูต] เพราะสุตะ เกิดในตระกูลต่ำเพราะมานะ
กรรมก็ยังไม่สุดสิ้น.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์ก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จสิ้นแล้ว ครั้นบรรลุ
พระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนข้อปฏิบัติของตน
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพระองค์ถามพราหมณ์ว่า
ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลง
โทษ กลัววาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำ
ทุกเมื่อ แม้แต่หน้าหนาว.

346