ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 327 (เล่ม 54)

วันรุ่งขึ้น หญิงคนนั้นก็ปูอาสนะไว้ ๘ ที่ จัดแจงเครื่องสักการสัมมานะไว้
สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์แล้วก็นั่งคอย.
พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ได้รับนิมนต์ ก็ให้สัญญาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
อื่นๆ ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย วันนี้ ท่านทั้งหลายอย่าไปที่อื่น ทั้งหมด
จงช่วยกันทำการสงเคราะห์มารดาของท่านเถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
ฟังคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์นั้นแล้วร่วมใจกันทุกองค์ เหาะไป
ปรากฏองค์อยู่ใกล้ประตูเรือนของมารดา แม้นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก
องค์ ก็ไม่หวั่นไหว เพราะได้สัญญามาก่อนแล้ว ก็นิมนต์พระปัจเจก-
พุทธเจ้าเหล่านั้นทุกองค์เข้าไปยังเรือนให้นั่งเหนืออาสนะ เมื่อพระปัจเจก-
พุทธเจ้าเหล่านั้นนั่งตามลำดับ องค์ที่ ๙ ก็เนรมิตอีก ๘ อาสนะ ตนเองก็นั่ง
อาสนะใกล้ เรือนก็ขยายออกไปเท่ากับจำนวนอาสนะที่เพิ่มขึ้น เมื่อพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหมดนั่งเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ หญิงนั้นก็ถวายสักการะที่ตนจัดแจง
สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จนเพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐
องค์ แล้วนำดอกอุบลขาบ ๘ กำ มาวางไว้แทบเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตน
นิมนต์มาเท่านั้น กล่าวทำความปรารถนาว่า พระคุณเจ้าข้า ขอวรรณะแห่ง
สรีระของข้าพเจ้า จงเป็นเหมือนวรรณะข้างในของดอกอุบลขาบเหล่านี้ ในสถาน
ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วเกิดเล่าด้วยนะเจ้าคะ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กระทำ
อนุโมทนาแก่มารดาแล้ว ก็พากันไปยังภูเขาคันธมาทน์.
แม้นางก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกแล้วก็บังเกิดใน
เทวโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี กรุงสาวัตถี บิดา
มารดาก็ตั้งชื่อของนางว่า อุบลวรรณา เพราะมีผิวพรรณเสมอด้วยวรรณะของ
ดอกอุบลขาบ สมัยนั้น เวลาที่นางเติบโตเป็นสาวแล้ว พระราชทั้งหลายทั่วชมพู

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 328 (เล่ม 54)

ทวีปพากันส่งทูตไปยังสำนักเศรษฐีว่า ขอจงให้ธิดาแก่เราเถิด พระราชาผู้ชื่อ
ว่าไม่ส่งทูตไปไม่มีเลย ดังนั้นเศรษฐีจึงคิดว่า เราไม่อาจจะยึดเหนี่ยวน้ำพระทัย
ของพระราชาได้ทั้งหมด แต่จำเราจักทำอุบายอย่างหนึ่งดังนี้แล้ว จึงเรียกธิดา
มาถามว่า ลูกเอ๋ย บวชเสียได้ไหมลูก คำของบิดาได้เป็นประหนึ่งน้ำมันที่เคี่ยว
แล้วร้อยครั้ง รดลงที่ศรีษะ เพราะนางมีภพสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นนางจึง
ตอบบิดาว่า ลูกจักบวชจ้ะพ่อจ๋า. เศรษฐีนั้นก็ทำสักการะแก่นาง นำไปสำนัก
ภิกษุณีแล้วให้บวช เมื่อนางบวชได้ไม่นานนัก วาระตามกาล [เวร] ในโรง
อุโบสถก็มาถึง นางจุดประทีปแล้วกวาดโรงอุโบสถยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป
ตรวจดูบ่อย ๆ ก็ทำฌานที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้บังเกิด กระทำฌานนั้น
นั่นแลให้เป็นบาท ก็บรรลุพระอรหัต แม้อภิญญาและปฏิสัมภิทา ก็สำเร็จ
พร้อมกับพระอรหัตผลนั่นแล.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทาน๑ ว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง ผู้เป็นผู้นำ ทรงอุบัติในแสนกัปนับ
แต่กัปนี้ไป.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในสกุลเศรษฐีที่รุ่งโรจน์ด้วย
รัตนะนานาชนิด ณ กรุงหังสวดีเปี่ยมด้วยความสุข
เป็นอันมาก.
ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้น ฟัง
พระธรรมเทศนา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเกิดความ
เลื่อมใสถึงพระชินพุทธเจ้าเป็นสรณะ.
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๙ อุบลวรรณาเถรีอุปทาน

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 329 (เล่ม 54)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำ ทรงยกย่องภิกษุณีผู้มี
ความละอาย ผู้คงที่ ฉลาดในสมาธิและฌานว่าเป็นเลิศ
ของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์.
ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีจิตยินดีตาม จำนงหวัง
ตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์พระทศพลผู้นำโลก พร้อมทั้ง
พระสงฆ์ให้เสวย ๗ วัน ถวายจีวรแด่พระศาสดา ถือ
พวงมาลัย ๗ พวง มีกลิ่นเหมือนดอกอุบล วางไว้
แทบเบื้องพระบาทพระศาสดา บูชาพระญาณ หมอบ
ด้วยเศียรเกล้าลงที่พระบาท ได้กราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาวีระมุนีผู้นำ ภิกษุณีเช่นใด ทรง
ยกย่องแล้ว ในกัปที่ ๘ นับแต่กัปนี้ไป ข้าพระองค์
จักเป็นภิกษุณีเช่นนั้น ถ้าความปรารถนาสำเร็จ.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะข้าพระองค์ว่า ดูก่อน
แม่นาง เจ้าเป็นคนประเสริฐ ในอนาคตกาลจะได้
มโนรถความปรารถนานั้น.
แสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า
โคดมโดยพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลพระเจ้า-
โอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก.
เจ้าจะมีรูปสวย มียศ มีนามว่าอุบลวรรณา จักเป็น
ทายาทในธรรมของพระองค์ เป็นโอรสถูกเนรมิตโดย
ธรรม จักเป็นผู้ชำนาญในอภิญญา กระทำตามคำสอน
ของพระศาสดา สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักเป็นสาวิกา
ของพระศาสดา.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 330 (เล่ม 54)

ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีจิตยินดี มีจิตประกอบ
ด้วยเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้นำโลก พร้อมทั้ง
พระสงฆ์จนตลอดชีวิต.
ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ชอบ
ข้าพระองค์ละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จุติจากนั้นแล้วข้าพระองค์ก็เกิดในหมู่มนุษย์ ได้ถวาย
บิณฑบาตที่ปิดด้วยดอกปทุม แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๑ นับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้า พระ-
นามว่าวิปัสสี ผู้นำ ผู้มีพระเนตรงาม ผู้มีพระจักษุ
ในธรรมทั้งปวง ทรงอุบัติ.
ครั้งนั้น ข้าพระองค์เป็นธิดาเศรษฐีในกรุงพา-
ราณสี ราชธานีแห่งแคว้นกาสี นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า
ผู้นำโลกพร้อมทั้งพระสงฆ์ถวายมหาทาน บูชาพระผู้
นำพิเศษด้วยดอกอุบล ได้ปรารถนาความงามแห่ง
ผิวพรรณด้วยใจ.
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
เป็นพราหมณ์มียศมาก เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย
อุบัติแล้ว.
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกิ เป็นจอม
นรชน ในกรุงพาราณสีราชธานีแห่งแคว้นกาสี ทรง
เป็นอุปฐากบำรุงพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงคุณ
ยิ่งใหญ่.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 331 (เล่ม 54)

ข้าพระองค์เป็นราชธิดาองค์ที่สองของพระเจ้า
กิกินั้น พระนามว่าสมณคุตตา ฟังธรรมของพระชิน-
พุทธเจ้าผู้เลิศแล้ว ชอบพระทัยการบรรพชา แต่พระ-
ชนกของพวกข้าพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ครั้งนั้น พวก
ข้าพระองค์ อยู่แต่ในพระราชมณเฑียร ไม่เกียจคร้าน
ท่องเที่ยวอยู่ถึงสองหมื่นปี.
พระราชธิดา ทรงเข้าอยู่โกมาริพรหมจรรย์ [ไม่
มีพระสวามี] เสวยสุข ยินดีเนืองนิตย์ในการบำรุง
พระพุทธเจ้า ทรงมีมุทิตาจิต พระธิดา ๗ พระองค์
คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุนี ภิกขุทาสิกา ธัมมา
สุธัมมา สังฆทาสิกา ครบ ๗ ปัจจุบันคือข้าพระองค์
[อุบลวรรณา] เขมาผู้มีปัญญา ปฏาจารา กุณฑลา
[กุณฑลเกสา] กีสาโคตมี ธัมมทินนา วิสาขาครบ ๗.
ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ
ไว้ชอบ ข้าพระองค์ละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้วข้าพระองค์ก็เกิดในสกุล
ใหญ่ในหมู่มนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง
แด่พระอรหันต์.
ข้าพระองค์จุติจากนั้นแล้ว ก็เกิดในสกุลพราหมณ์
กรุงอริฏฐบุรี เป็นธิดาของติริฏิวัจฉพราหมณ์ ชื่อว่า
อุมมาทันตี งามจับใจ จุติจากนั้นแล้ว ข้าพระองค์
เกิดในสกุลหนึ่งในชนบท เฝ้าไร่ข้าวสาลี ซึ่งไม่กว้าง
นัก ครั้งนั้น ข้าพระองค์พบพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ถวาย

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 332 (เล่ม 54)

ข้าวตอก ๕๐๐ ดอก ซึ่งปิดด้วยปทุม ปรารถนาบุตร
๕๐๐ คน แม้บุตรเหล่านั้นก็ปรารถนา ข้าพระองค์
ครั้นถวายของอร่อย ๆ แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว จุติ
จากนั้น ก็ไปเกิดในดอกปทุมขนาดใหญ่ในป่าได้เป็น
พระมเหสีของพระเจ้ากาสี อันมหาชนสักการะบูชา
แล้ว ให้กำเนิดพระราชโอรส ๕๐๐ พระองค์.
คราวที่พระราชโอรสเหล่านั้น เจริญพระชันษา
แล้ว ทรงเป็นกีฬาในน้ำ ทรงเห็นดอกปทุมมีกลีบหล่น
ก็ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ข้าพระองค์นั้น ต้องพลัดพรากจากพระโอรส
เปล่านั้น ซึ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า [สุตวีระ] ก็
เศร้าโศก จุติแล้ว ก็ไปเกิดในหมู่บ้านใกล้ข้างภูเขา
อิสิคิลิ.
เมื่อใด พระสุตพุทธะทั้งหลายรับข้าวยาคูของ
พวกบุตรและแม้ของตนเองแล้วไป ข้าพระองค์พบ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ก็
รำลึกถึงบุตรทั้งหลาย เมื่อนั้น ท่อน้ำมันของข้าพระ-
องค์ก็คัด เพราะความรักบุตร.
แต่นั้น ข้าพระองค์เลื่อมใสแล้วก็ได้ถวายข้าว
ยาคู แก่พระสุตพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่า
นั้น ด้วยมือตนเอง.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 333 (เล่ม 54)

ข้าพระองค์จุติจากนั้นแล้ว ก็มาถึงนันทนวัน
อุทยานสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์] ข้าแต่พระมหา
วีระ ข้าพระองค์เสวยสุขและทุกข์ ท่องเที่ยวไปในภพ
น้อยใหญ่ ยอมสละชีวิต ก็เพื่อประโยชน์ของพระองค์.
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีปัญญา ผู้ทรงความรุ่ง-
โรจน์ ข้าพระองค์เป็นธิดาของพระองค์ กรรมที่ทำ
ยากเป็นอันมาก และกรรมที่ทำได้แสนยาก ข้าพระ-
องค์ก็ทรงทำแล้ว.
พระราหุลและข้าพระองค์เกิดในสมภพเดียวกัน
มีใจประกอบด้วยสมานฉันท์ตลอดหลายร้อยชาติเป็น
อันมาก บังเกิดร่วมกัน และแม้แต่ชาติเดียวกัน
เมื่อถึงภพสุดท้าย แม้เราทั้งสองก็มีสมภพต่างกัน
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงชี้แจงความ
ประชุมของพระชินพุทธเจ้าผู้เลิศพระองค์ก่อน ๆ ทรง
ชี้แจงกุศลบารมีเป็นอันมากของข้าพระองค์ ก็เพื่อ
ประโยชน์ของพระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี กุศลกรรมอันใด ข้าพระองค์
บำเพ็ญแล้ว ขอโปรดทรงระลึกถึงกุศลธรรมอันนั้น
งดเว้นอภัพพฐาน ห้ามกันอนาจารได้ ข้าแต่พระมหา
วีระ ข้าพระองค์ยอมสละชีวิตก็เพื่อประโยชน์ของ
พระองค์ ทุกข์มีมากอย่าง และสมบัติก็มีมากอย่าง
อย่างนี้.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 334 (เล่ม 54)

เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพระองค์เกิดในสกุลเศรษฐี
ทรัพย์มาก ประสบสุข ที่จัดไว้เสร็จแล้วอย่างนั้น
รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะนานาชนิด มั่งคั่งด้วยกามสมบัติทุก
อย่าง ในกรุงสาวัตถี.
ข้าพระองค์ พรั่งพร้อมด้วยความงดงามแห่งรูป
ได้รับยกย่องในตระกูลทั้งหลาย อันมหาชนสักการะ
บูชา นับถือและยำเกรงแล้ว.
ข้าพระองค์ ล้ำคนทั้งหลายด้วยความงามแห่ง
รูปและสิริ อันบุตรเศรษฐีหลายร้อยปรารถนาอยากได้.
ข้าพระองค์ละเรือนบวชไม่มีเรือนยังไม่ทันถึง
ครึ่งเดือน ก็บรรลุ สัจจะ ๔.
ข้าพระองค์จักเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัว ด้วยฤทธิ์
มาถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่
พึ่งของโลก เป็นผู้มีสิริ.
ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสต
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ชำนาญเจโตปริยญาณ.
ข้าพระองค์รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ
สิ้นอาสวะทุกอย่าง บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก.
ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของ
ข้าพระองค์บริสุทธิ์ไร้มลทิน เพราะอานุภาพของ
พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่.
ชั่วขณะ ชนจำนวนนับพัน ก็น้อมเอาจีวร
บิณฑบาต คิลานปัจจัยและเสนาสนะ เข้ามาโดยรอบ.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 335 (เล่ม 54)

พระชินพุทธเจ้า ทรงยินดีในคุณข้อนั้น ทรง
เป็นผู้นำพิเศษในบริษัททั้งหลาย ทรงสถาปนาข้าพระ-
องค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นเลิศของเหล่า
ภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย.
พระศาสดาข้าพระองค์ก็ปรนนิบัติแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ก็กระทำเสร็จแล้ว
ภาระหนัก ข้าพระองค์ก็ปลงลงแล้ว ตัณหาที่
นำไปในภพ ข้าพระองค์ก็ถอนเสียแล้ว.
ข้าพระองค์ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อ
ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ธรรมเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ทุกอย่าง ข้าพระองค์ก็บรรลุตามลำดับแล้ว.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์ก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ก็กระทำเสร็จ
แล้ว.
ก็พระเถรีรูปนี้ คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังโคนต้น
มะม่วงของนายคัณฑะ เพื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี
คราวนั้น ก็เข้าเผ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ก็กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักกระทำปาฏิหาริย์ ผิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต
แล้วบันลือสีหนาท.
พระศาสดาทรงทำเหตุนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ประทับ
นั่งท่ามกลางบริษัทพระอริยะ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้ง
หลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีรูปนี้ไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ พระอุบลวรรณาเถรี

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 336 (เล่ม 54)

นั้น ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌาน สุขในผล และสุขในพระนิพพาน วันหนึ่ง
พิจารณาถึงโทษ ความทราม และความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เมื่อ
กล่าวย้ำคาถาที่พระเถรีเกิดความสลดใจ เฉพาะการอยู่ร่วมสามี ระหว่างมารดา
กับธิดาที่กล่าวไว้แล้ว แก่ท่านพระคงคาตีริยเถระ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา
นี้ว่า
เราทั้งสองคือมารดาและธิดาเป็นหญิงร่วนสามี
กัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ที่ไม่เคยมี.
น่าตำหนิจริง ๆ ฉานทั้งหลาย ไม่สะอาด กลิ่น
เหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสองคือมารดากับธิดา
เป็นภริยาร่วม (สามี) กัน.
เรานั้น เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นเนกขัมมะ
การบวชเป็นทางเกษมปลอดโปร่ง จึงออกจากเรือน
บวชไม่มีเรือน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ มยํ อาสุํ
สปตฺติโย ความว่า เราทั้งสองคือมารดาและธิดา ได้เป็นหญิงร่วมสามีกัน
และกัน.
เล่ากันว่า ภริยาของพ่อค้าคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถีตั้งครรภ์ขึ้นมาใน
เวลาใกล้รุ่ง นางก็ไม่รู้เรื่องการตั้งครรภ์นั้น. พอสว่าง พ่อค้าก็บรรทุกสินค้า
ลงในเกวียนเดินทางมุ่งไปกรุงราชคฤห์ เมื่อเวลาล่วงไป ครรภ์ของนางก็เติบ
โต จนแก่เต็มที่. ครั้งนั้น แม่ผัวพูดกะนางว่า ลูกชายเราก็จากไปเสียนาน
และเจ้าก็มีครรภ์ เจ้าไปทำชั่วมาหรือ. นางก็กล่าวว่า นอกจากลูกชายของแม่
ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักชายอื่น. แม่ผัวฟังนางแล้วไม่เชื่อ จึงขับไล่นางออกไปจากเรือน

336