ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 307 (เล่ม 54)

เพิ่มพูน บริบูรณ์ เหมือนอย่างบรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อ
คบสัตบุรุษ จะพึงพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้นได้หมดฉะนั้น.
พระเถรี เมื่อแสดงวิธีพ้นทุกข์ ด้วยวิธีคบกัลยาณมิตร จึงกล่าวคำว่า
ทุกฺขณฺเจว วิชาเนยฺย เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ
อริยสจฺจานิ ประกอบความว่า พึงรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เหล่านี้ คือ
ทุกข์ ทุกขสมุทัย นิโรธ และมรรคมีองค์ ๘.
สองคาถาว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว เป็นต้น ยักษิณีตนหนึ่งเมื่อ
ติเตียนความเป็นหญิงกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว
อกฺขาโต ความว่า ความเป็นหญิง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควร
ฝึกตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะโทษทั้งหลายมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ความอ่อนแอ การ
ตั้งท้อง ความเป็นอยู่ที่ต้องอาศัยคนอื่นทุกเวลา. บทว่า สปตฺติกมฺปิ ทุกฺขํ
ได้แก่ การอยู่ที่มีศัตรู แม้การอยู่ร่วมกับหญิงร่วมสามีก็เป็นทุกข์ อธิบายว่า
แม้อันนี้ก็เป็นโทษในความเป็นหญิง. บทว่า อปฺเปกจฺจา สกึ วิชาตาโย
ได้แก่ หญิงบางพวกคลอดคราวเดียวเท่านั้น ก็ทนทุกข์ในการตลอดต้องแรกไม่
ได้. บทว่า คลเก อปิ กนฺตนฺติ ได้แก่ เชือดคอตนเองบ้าง. บทว่า
สุขุมาลินิโย วิสานิ ขาทนฺติ ได้แก่ หญิงที่มีร่างกายละเอียดอ่อน
[สุขุมาลชาติ] ทนความลำบาก เพราะความที่ตนเป็นคนละเอียดอ่อนไม่ได้ก็กิน
ยาพิษบ้าง ในคำว่า ชนมารกมชฺฌคตา สัตว์เกิดในครรภ์ผู้หลง ท่านเรียก
ว่า ชนมารกะ คือทารกผู้ฆ่าชนคือมารดา อธิบายว่า ทารกผู้ฆ่ามารดา ที่อยู่
ตรงกลาง คืออยู่ในท้อง ได้แก่สัตว์ในท้องผู้หลง. บทว่า อุโภปิ พฺยสนานิ
อนฺโภนฺติ ความว่า ชนแม้ทั้งสองคือ สัตว์เกิดในท้องและมารดาผู้มีครรภ์
ย่อมประสบความตายและความพินาศย่อยยับ. ส่วนอาจารย์อื่นอีกกล่าวว่า กิเลส
ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ฆ่าชน, ภริยาและสามีแม้ทั้งสอง ซึ่งอยู่ท่ามกลางแห่งกิเลส

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 308 (เล่ม 54)

เหล่านั้นคือตกอยู่ในสันดานกิเลส ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเร่า
ร้อนแห่งกิเลสในปัจจุบันนี้ ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเศร้าหมอง
แห่งทุคติในอนาคต เขาว่า ยักษิณีนั้นรำลึกถึงทุกข์ที่ตนประสบในอัตภาพ
ก่อน จึงกล่าวสองคาถานี้ ส่วนพระเถรีได้กล่าวย้ำเพื่อชี้แจงโทษ ในความ
เป็นหญิง.
สองคาถาว่า อุปวิชญฺญา คฺจฉนฺตี เป็นต้นต้น พระเถรีกล่าวปรารภ
ประวัติของพระปฏาจาราเถรี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปวิชญฺญา
คจฺฉนฺตี ประกอบความว่า ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ใกล้คลอดเดินทางไปยังไม่ทัน
ถึงเรือนตนเอง ก็คลอดบุตรเสียที่หนทาง ได้พบสามีตาย.
บทว่า กปณิกายา แปลว่า ผู้ยากไร้ เขาว่าสองคาถานี้ พระเถรีกล่าว
เพื่อชี้แจงโทษในความเป็นหญิง โดยกระทำตามอาการที่นางปฏาจารา ผู้ประสบ
ความบ้าเพราะความเศร้าโศกในครั้งนั้น กล่าวไว้.
พระเถรีครั้นนำเอาเรื่องแม้ทั้งสองนี้มาเป็นอุทาหรณ์แล้ว บัดนี้ เมื่อ
จะชี้แจงทุกข์ที่ตนประสบจึงกล่าวว่า ขีณกุลิเน เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ขีณกุลิเน ได้แก่มีตระกูลต้องประสบความเส อมโภคะเป็นต้น. บทว่า
กปเณ ได้แก่ผู้ถึงความตำต่ำอย่างยิ่ง ก็คำทั้งสองนี้ เป็นคำกล่าวปรึกษาตน
เท่านั้น. บทว่า อนุภูตํ เต ทุกฺขํ อปริมาณํ ความว่า ท่านเสวยทุกข์
มิใช่น้อยในอัตภาพนี้ หรือในอัตภาพก่อนแต่อัตภาพนี้ บัดนี้ พระเถรี
เพื่อจะแจกแสดงทุกข์นั้น โดยเอกเทศ จึงกล่าวว่า อสฺสู จ เต ปวตฺตํ
เป็นต้น คำนั้นมีความว่า นางผู้หมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ซึ่งมีเงื่อนต้นเงื่อน
ปลายตามไปไม่รู้แล้วนี้ น้ำตาไหลนอง เพราะถูกความเศร้าโศกครองงำมาก
หลายพันชาติ. ก็คำนี้พระเถรีกล่าวไม่แปลก น้ำตาพึงมีจำนวนมากกว่าน้ำแห่ง
มหาสมุทร.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 309 (เล่ม 54)

บทว่า วสิตา สุสานมชฺเฌ ความว่า เป็นนางสุนัขบ้าน นาง
สุนัขจิ้งจอก คอยกินเนื้อมนุษย์ อยู่กลางป่าช้า. บทว่า ขาทิตานิ
ปุตฺตมํสานิ ได้แก่ กินแม้แต่เนื้อบุตร ครั้งที่เป็นเสือโคร่ง เสือเหลืองและ
เสือปลา เป็นต้น. บทว่า หตกุลิกา ได้แก่ มีวงศ์สกุลพินาศแล้ว. บทว่า
สพฺพครหิตา ได้แก่ ถูกผู้ครองเรือนทุกคนติเตียน คือถึงความตำหนิ. บทว่า
มตปติกา แปลว่า หญิงหมาย ก็พระเถรีกล่าวยึดทั้งสามประการนี้ ที่มาถึงตน
ตามลำดับในอัตภาพก่อน แม้เป็นอย่างนี้ ก็ยังบรรลุอมตธรรม คือบรรลุ
พระนิพพาน ที่มีการเสพกัลยาณมิตรที่ได้มาเอง.
บัดนี้ พระเถรีเพื่อแสดงการบรรลุอมตะนั้นนั่นแลให้ปรากฏ จึง
กล่าวว่า ภาวิโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ให้มี
แล้ว ให้เกิดแล้ว ให้เจริญแล้ว โดยการอบรมและตรัสรู้. บทว่า ธมฺมาทาสํ
อเวกฺขึหํ ได้แก่ข้าพเจ้าได้พบได้เห็นกระจกทำด้วยธรรม.
บทว่า อหมมฺหิ กนฺตสลฺลา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสดุจ
ลูกศรมีราคะเป็นต้นอันถอนได้แล้วด้วยอริยมรรค. บทว่า โอหิตภารา ได้แก่
มีภาระคือกามขันธ์ กิเลสและอภิสังขารอันปลงลงแล้ว. บทว่า กตํ หิ
กรณียํ ได้แก่กิจ ๑๖ มีต่างโดยปริญญากิจเป็นต้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จ
แล้ว. ด้วยบทว่า สุวิมุตฺตจิตฺตา อิมํ ภณิ พระเถรีกล่าวถึงตนเองเหมือน
คนอื่นว่า พระกิสาโคตมีเถรี ผู้มีจิตหลุดพันแล้วโดยประการทั้งปวง ได้กล่าว
ความนี้โดยการผูกเป็นคาถา ด้วยคำว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้นในอปทาน๑
ของพระเถรีนี้ ในข้อนั้น มีดังนี้
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่ง
แห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ทรงอุบัติในแสนกัป
นับแต่กัปนี้
๑. จุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๖๒ กีสาโคตมีเถรีอปทาน.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 310 (เล่ม 54)

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุง
หังสวดี เข้าเฝ้าพรผู้ประเสริฐกว่านรชนถึงพระองค์
เป็นสรณะ.
ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่งประกอบ
ด้วยสัจจะ ๔ ที่ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุข
ในวัฏฏะ.
ครั้งนั้น พระพุทธธีระยอดบุรุษ เมื่อทรงสถา-
ปนา ทรงยกย่องภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอนไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ.
ข้าพเจ้าฟังคุณของพระภิกษุณีแล้วเกิดปีติไม่
ใช่น้อย ถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามกำลังสามารถ
เคารพพระธีรมุนีพระองค์นั้น ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้นำ ทรงอนุโมทนา
เพื่อได้ตำแหน่งว่า ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทรงสมภพในราชสกุล
พระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก ท่านจักมี
ชื่อว่ากีสาโคตมี จักเป็นทายาท เป็นโอรสในธรรม
ของพระองค์ ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็นสาวิกา
ของพระศาสดา.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว
ก็ยินดี มีจิตมีเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
พิเศษด้วยปัจจัย ๔ ตลอดชีวิต.

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 311 (เล่ม 54)

ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ
ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์.
พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นพราหมณ์ผู้
มียศมาก เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย ทรงอุบัติใน
ภัทรกัปนี้.
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่า กิกิ เป็นจอม
นรชนในกรุงพาราณสีราชธานี ทรงเป็นอุปฐาก
พระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงคุณยิ่งใหญ่.
ข้าพเจ้าเป็นพระราชธิดาองค์ที่ ๕ ของพระเจ้า
กาสีพระองค์นั้น ปรากฏพระนามว่าธัมมา ฟังธรรม
ของพระชินเจ้าผู้เลิศ ชอบใจการบรรพชา.
ครั้งนั้น พระชนกของพวกข้าพเจ้าไม่ทรง
อนุญาต พวกข้าพเจ้าจึงอยู่ในพระราชมณเฑียรไม่
เกียจคร้าน บำเพ็ญโกมาริพรหมจรรย์มา ๒๐,๐๐๐ ปี
เป็นพระราชธิดา ผู้อยู่ในความสุข บันเทิงยินดี
เป็นนิตย์ในการบำรุง พระพุทธเจ้า เป็นพระราธิดา
๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุณี ภิกขุทา-
สิกา ธัมมา สุธัมมา และสังฆทาสิกา ที่ครบ ๗.
บัดนี้ ก็คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา
กุณฑลา [กุณฑลเกสา] ข้าพระองค์ ธรรมทินนา
วิสาขา ที่ครบ ๗.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 312 (เล่ม 54)

ด้วยกรรมที่ทำดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ
ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสู่สวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์.
บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐี
เมื่อตระกูลยากจนไม่มีทรัพย์ ต่ำต้อยลงก็ไปสู่ตระกูลมี
ทรัพย์ [มีสามี] เว้นสามีคนเดียว คนนอกนั้นก็เกลียด
ข้าพเจ้าว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์.
คราวใด ข้าพเจ้าตลอดบุตร คราวนั้นก็
แสดงแก่คนทั้งปวง คราวใด บุตรนั้นยังอ่อนเจริญ
วัย ก็เป็นดังดวงใจ ประสบสุขเป็นที่รักของข้าพเจ้า
ดังชีวิตตนเอง คราวนั้น บุตรนั้นไปสู่อำนาจพระยา
ยม [ตาย] ข้าพเจ้ามีดวงหน้าเศร้าหมองอัสสุชล
คลอตา มีหน้าร่ำไห้ พาศพบุตรที่ตายเดินครวญคร่ำ
รำพัน.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกบัณฑิตผู้หนึ่งชี้แนะ จึง
ไปเฝ้าพระผู้ทรงเป็นหมอยอดเยี่ยมกราบทูลว่า พระ-
เจ้าข้า ขอโปรดประทานยาสำหรับทำบุตรให้ฟื้นคืน
ชีพ
พระชินเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุบาย บำบัดทุกข์
ตรัสว่า เจ้าจงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่มีคนตาย
มาสิ.

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 313 (เล่ม 54)

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไปกรุงสาวัตถีก็ไม่พบเรือน
เช่นนั้น จะได้เมล็ดผักกาดมาแต่ไหนเล่า เพราะ
ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สติ ทิ้งศพบุตร เข้าไปเฝ้า
พระผู้ทรงเป็นผู้นำโลก พระผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ
เห็นข้าพเจ้าแต่ไกล จึงตรัสว่า ผู้เห็นความเกิดและ
ความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า
ผู้ไม่เห็นความเกิดและความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง
๑๐๐ ปี.
ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่ธรรมของ
ชาวบ้าน มิใช่ธรรมของชาวนิคม และมิใช่ธรรมของ
ตระกูลหนึ่ง หากเป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมด รวม
ทั้งเทวโลก.
ข้าพเจ้านั้น ฟังพระคาถานี้แล้ว ทำธรรมจักษุ
ให้บริสุทธิ์แล้ว แต่นั้น ก็รู้แจ้งสัทธรรมออกบวช
ไม่มีเรือน.
ข้าพเจ้าบวชอย่างนั้นแล้ว ก็พยายามอยู่ใน
คำสอนของพระชินเจ้า ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต.
ข้าพเจ้าชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้จิต
ผู้อื่น กระทำตามคำสอนของของพระศาสดา.
ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุทำ
อาสวะให้สิ้นไปหมด เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 314 (เล่ม 54)

พระศาสดา ข้าพเจ้าบำรุงแล้ว คำสอนของ
พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ภาระหนัก
ข้าพเจ้าก็ปลงลงแล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพข้าพเจ้า
ก็ถอนเสียแล้ว.
ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อ
ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุ
แล้วตามลำดับ ธรรมเครื่องสิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง
ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว.
ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของ
ข้าพเจ้าบริสุทธิ์ ไร้มลทิน เพราะอานุภาพของ
พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด.
ข้าพเจ้านำผ้ามาแต่กองขยะ จากป่าช้า และ
จากทางรก ทำเป็นผ้าสังฆาฏิจากผ้านั้น ทรงแต่จีวร
ที่ปอน.
พระชินเจ้า ผู้นำพิเศษในบริษัททั้งหลาย ทรง
ยินดีในคุณ คือการทรงจีวรปอนนั้น จึงทรงสถาปนา
ข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
จบ อรรถกถากีสาโคตมีเถรีคาถา
จบ อรรถกถาเอกาทสกนิบาต

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 315 (เล่ม 54)

ทวาทสกนิบาต
๑. อุบลวรรณาเถรีคาถา
[๔๖๕] พระอุบลวรรณาเถรีกล่าวกะมารว่า
เราทั้งสอง คือมารดาและธิดาเป็นหญิงร่วมสามี
กัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ไม่เคยเป็น
น่าตำหนิจริงหนอ กามทั้งหลายไม่สะอาด มี
กลิ่นเหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสอง คือมารดาและ
ธิดา เป็นภริยาร่วมกัน.
เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นเนกขัมมะเป็น
ความเกษมปลอดโปร่ง ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน.
เรารู้ปุพเพนิวาสญาณระลึกชาติได้ ชำระทิพย-
จักษุตาทิพย์ ชำระเจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่นได้ ชำระ
ทิพโสตธาตุ หูทิพย์ แม้ฤทธิ์เราก็ทำให้แจ้งแล้ว
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะเราก็บรรลุแล้ว อภิญญา ๖ เรา
ก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็
กระทำเสร็จแล้ว.
เราเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัวด้วยฤทธิ์ มาถวาย
บังคมพระยุคลบาท ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึงของ
โลก ผู้มีสิริ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 316 (เล่ม 54)

มารถามขู่พระเถรีว่า
ท่านเข้าไปยังต้นไม้ที่มีดอกบานถึงยอด ยืนอยู่
แต่ผู้เดียวที่โคนไม้ แม้เพื่อนไร ๆ ของท่านก็ไม่มีเลย
ท่านไม่กลัวความสามหาวของพวกนักเลงเจ้าชู้หรือ.
พระเถรีตอบว่า
ต่อให้นักเลงเจ้าชู้นับแสนเช่นนี้มารุมล้อม ขน
ของเราก็ไม่หวั่นไหว ดูก่อนมาร ท่านผู้เดียวจักทำ
อะไรเราได้.
เราหายตัวได้นะ เข้าท้องท่านก็ได้ ยินอยู่หว่าง
คิ้วท่านก็ได้ ท่านไม่เห็นเราดอก เพราะเราชำนาญใน
จิต อบรมอิทธิบาทดีแล้ว อภิญญา ๖ เราก็ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว.
ถามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาว เป็น
เครื่องบีบคั้นขันธ์ทั้งหลาย ท่านเอ่ยถึงความยินดีใน
ก้านอันใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีอันนั้น ความเพลิด
เพลินในกามทั้งปวงเราขจัดเสียแล้ว กองแห่งความมืด
[อวิชชา] เราก็ทำลายเสียแล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่าน
จงรู้ไว้เถิด ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด ถึงตัวท่านเรา
ก็ขจัดเสียแล้ว.
จบ อุบลวรรณาเถรีคาถา
จบ ทวาทสกนิบาต

316