ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 297 (เล่ม 54)

พระวัฑฒเถระฟังคำมารดานั้น แล้วคิดว่า โยมมารดาของเรา คงตั้ง
อยู่ในพระอรหัตแน่แล้ว เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
โยมมารดาบังเกิดเกล้ากล้ากล่าวความนี้แก่ลูก
โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยนมารดาคง
ไม่มีแน่ละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา ว ภณสิ เอตมตฺถํ ชเนตฺติ
เม ความว่า ท่านโยมมารดาบังเกิดเกล้ากล่าวความนี้ คือโอวาทนี้ว่า ลูกวัฑฒะ
ตัณหา ความอยาก ในโลก อย่าได้มีแก่ลูก ไม่ว่าในกาลไหน ๆ เลย ดังนี้
โยมมารดาเป็นผู้ปราศจากความขลาดกลัว ไม่ติดไม่ข้องในอารมณ์ไหน ๆ กล่าว
แก่ลูก ท่านโยมมารดา เพราะฉะนั้น ลูกจึงเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดา
คงไม่มีแน่ละ อธิบายว่า ท่านโยมมารดา คือท่านโยมมารดาของลูก ลูก
เข้าใจว่า ตัณหาแม้เพียงความรักระหว่างครอบครัวของโยมมารดา คงไม่มีใน
ตัวลูก อธิบายว่า ตัณหาที่ยึดถือว่าของเราไม่มี.
พระเถรีฟังคำบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่ากิเลสแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีใน
อารมณ์ไหนๆ ของแม่เลย ดังนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว
จึงกล่าว ๒ คาถา ดังนี้ว่า
พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ
สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง
ก็ดี ขนาดอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย.
แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด
แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา
ก็กระทำเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวความไม่มีกำหนด.
บทว่า สงฺขารา ได้แก่สังขตธรรม. บทว่า หีนา ได้แก่ ต่ำ น่ารังเกียจ.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 298 (เล่ม 54)

บทว่า อุกฺกุฏฺฐมชฺณิมา ได้แก่ ประณีตและปานกลาง บรรดาสังขาร ๓
นั้น สังขารที่ชรามรณะปรุงแต่ง ชื่อว่า ชั้นกลาง อีกนัยหนึ่ง สังขารที่
ฉันทะเป็นต้นอย่างเลวทำให้เกิด ชื่อว่า ชั้นต่ำ. ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างกลางทำ
ให้เกิด ชื่อว่า ชั้นกลาง, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างประณีตทำให้เกิด ชื่อว่า ชั้นสูง.
อีกนัยหนึ่ง อกุศลธรรม ชื่อว่า ชั้นต่ำ, โลกุตรธรรม ชื่อว่า ชั้นสูง, นอกนี้
ชื่อว่า ชั้นกลาง. บทว่า อณูปิ อณุมตฺโตปิ ความว่า มิใช่แต่ตัณหาในตัวลูก
อย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ สังขารทุกอย่าง ต่างโดยชั้นต่ำเป็นตัณหาของแม่ใน
สังขารเหล่านั้นทั้งหมด อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี เล็กอย่างยิ่งก็ดี
ไม่มีเลย.
พระเถรีกล่าวเหตุในข้อนั้นว่า แม่ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ ก็สิ้น
อาสวะหมดทุกอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺตสฺส ฌายโต
ได้แก่ ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ คำนี้ท่านกล่าวไว้เป็นลิงควิปัลลาส ในคำนั้น
ประกอบความว่า เพราะเหตุที่วิชชา ๓ แม่บรรลุแล้ว ฉะนั้น คำสอนของ
พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า แม่ทำเสร็จแล้ว เพราะเหตุที่แม่ไม่ประมาทเพ่งฌาน
ฉะนั้น อาสวะของแม่จึงหมดสิ้นไป ตัณหาของแม่อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณู
หนึ่งก็ดี จึงไม่มีเลย.
พระเถระกระทำโอวาทที่พระเถรีกล่าวแล้วให้เป็นดังขอช้าง [คอยสับ
ตน] เกิดความสลดใจ ก็ไปพระวิหารนั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนาแล้ว
ก็บรรลุพระอรหัต พิจารณาถึงการปฏิบัติของตน เกิดโสมนัส ก็ไปยังสำนักของ
โยมมารดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตจึงกล่าว ๓ คาถา ดังนี้ว่า
โยมมารดา มอบปฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ
คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมือนคาถาอนุ-
เคราะห์.

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 299 (เล่ม 54)

ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้า ก็ถึง
ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมเกษมปลอดโปร่ง
จากโยคะกิเลส.
ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ-
คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็
สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม.
ครั้งนั้น พระเถรีครั้นทำถ้อยคำของตนให้เป็นประดุจขอช้าง [สับ
บุตรของตน] แล้ว มีจิตอันการบรรลุพระอรหัตของบุตรให้ยินดีแล้ว ก็กล่าว
ซ้ำคาถาที่บุตรนั้นกล่าวแล้วด้วยตนเอง คาถาแม้เหล่านั้นจึงกลายเป็นเถรีคาถา
ด้วยประการอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ไพบูลย์คือใหญ่ บทว่า
ปโตทํ ได้แก่ปฏักคือโอวาท. บทว่า สมวสฺสริ ประกอบความว่า ให้เป็น
ไปโดยชอบแล้วหนอ ถ้าจะถามว่าปฏักนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น พระเถระ
จึงกล่าวว่าคือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์. พระเถระกล่าวหมายถึงว่า มา สุ
เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น. บทว่า ยถาปิ อนุกมฺปิกา ความว่า โยม
มารดาของลูก ประกาศปฏัก คือท่อนไม้คอยไล่ต้อนอันโอฬาร กล่าวคือ
คาถาชี้แจงถึงความเป็นไปและถอยกลับ ซึ่งปลุกใจด้วยกำลังญาณแก่ลูก เหมือน
คาถาที่อนุเคราะห์แม้อย่างอื่น ฉะนั้น.
บทว่า ธมฺมสํเวคมาปาทึ ได้แก่ ถึงความกลัว ความสลดใจ อย่าง
ยิ่งใหญ่ เพราะนำมาซึ่งภัยด้วยญาณ.
บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่มีจิตมุ่งมั่นพระนิพพาน ด้วยการ
ประกอบสัมมัปปธาน ๔. อย่าง. บทว่า อผุสึ สนฺตึมุตฺตมํ ความว่า สัมผัส
คือบรรลุสันติอันยอดเยี่ยม คือพระนิพพาน.
จบ อรรถกถาวัฑฒมาตุเถรีคาถา
จบ อรรถกถานวกนิบาต

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 300 (เล่ม 54)

เอกาทสกนิบาต
๑. กิสาโคตมีเถรีคาถา
[๔๖๔] พระกิสาโคตมีเถรีกล่าวว่า
เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี
กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาล ก็พึง
เป็นบัณฑิตได้บ้าง.
ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา
ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก
ทุกข์ได้ทุกอย่าง.
บุคคลพึงรู้จักอริยสัจ แม้ทั้ง ๔ คือ ทุกข์ ทุกข-
สมุทัย ทุกขนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘.
ยักษิณีตนหนึ่งกล่าวตำหนิความเป็นหญิงไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึกตรัสว่า
ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ แม้การเป็นหญิงร่วมสามีก็
เป็นทุกข์ หญิงบางพวกย่อมคลอดครั้งเดียว บางพวก
ก็เชือดคอตนเอง บางพวกที่เป็นสุขุมาลชาติละเอียด
อ่อน ทนทุกข์ไม่ได้กินยาพิษ สัตว์ในครรภ์และ
หญิงผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความพินาศย่อยยับทั้งสอง
คน
พระปฏาจาราเถรีเล่าว่า

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 301 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทัน
ถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรที่ระหว่างทาง พบสามีตาย
บุตรทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่ทางเปลี่ยว ข้าพเจ้า
กลายเป็นคนยากไร้ มารดาบิดาและพี่ชาย ถูกเผาบน
เชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อตระกูลเสื่อมตกเป็นคนยากไร้
ข้าพเจ้าต้องเสวยทุกข์หาประมาณมิได้ น้ำตาของ
ข้าพเจ้าไหลตลอดมาหลายพันชาติ.
ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางสุสาน แม้เนื้อบุตรก็ต้องกิน
ข้าพเจ้ามีตระกูลเสื่อมแล้ว สามีตายแล้ว [เป็นหม้าย]
คนทั้งปวงติเตียนแล้วก็ได้บรรลุอมตธรรม.
อริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงอมตธรรมข้าพเจ้า
ก็อบรมแล้ว แม้พระนิพพานก็กระทำให้แจ้งแล้ว
ข้าพเจ้าได้พบกระจกธรรมแล้ว.
ข้าพเจ้าตัดความโศกศัลย์ได้แล้ว ปลงภาระแล้ว
กระทำกรณียะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าชื่อกีสาโคตมีเถรี ผู้
มีจิตหลุดพ้นแล้วกล่าวคำนี้ไว้.
จบ กีสาโคตมีเถรีคาถา
จบ เอกาทสนิบาต

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 302 (เล่ม 54)

อรรถกถาเอกาทสกนิบาต
๑. อรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถา
ใน เอกาทสนิบาต คาถาว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้น เป็น
คาถาของ พระกีสาโคตมีเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุ-
มุตตระ ก็บังเกิดในเรือนสกุลกรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรม
ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน ก็สร้างสมกุศลให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิด
ในสกุลเข็ญใจ กรุงสาวัตถี ชื่อของนางว่า โคตมี แต่เพราะตัวผอม เขาจึง
เรียกว่า กีสาโคตมี นางไปมีสามี บิดามารดาและญาติดูหมิ่นว่า เป็นลูกสาว
ของสกุลเข็ญใจ นางคลอดลูกชายออกมาคนหนึ่ง เพราะได้ลูกชาย บิดามารดา
และญาติก็ทำสัมมานะยกย่องนาง แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่วิ่งเล่นได้ ด้วย
เหตุนั้น นางจึงเกิดบ้าเพราะความเศร้าโศก.
นางคิดว่า เมื่อก่อนเราถูกดูหมิ่น นับตั้งแต่ลูกชายเราเกิดก็ได้รับ
ยกย่อง คนเหล่านี้พยายามจะทิ้งลูกชายเราไว้ข้างนอก จึงอุ้มร่างลูกชายที่ตายแล้ว
ไป โดยความบ้าเพราะความเศร้าโศก ตระเวนไปในนคร ตามลำดับประตู
เรือนโดยกล่าวขอร้องว่า ขอท่านโปรดให้ยาแก่ลูกชายของข้าด้วยเถิด ผู้คน
ทั้งหลายบริภาษด่าว่า จะเอายาแก้ตายมาแต่ไหน นางก็ไม่เชื่อคำของคนเหล่า
นั้น ครั้งนั้น ชายบัณฑิตผู้หนึ่งคิดว่า หญิงคนนี้จิตฟุ้งซ่านเป็นบ้าเพราะ

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 303 (เล่ม 54)

โศกเศร้าถึงลูกชาย พระทศพลเท่านั้นคงจักทรงรู้จักยาสำหรับหญิงคนนี้ จึง
กล่าวว่า แม่คุณ ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามถึงยาสำหรับลูกชายของ
แม่นางสิ นางไปพระวิหาร เวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ทูลถามว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงประทานยาสำหรับ ลูกชายของข้าพระองค์ด้วย
เถิด พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของนาง จึงตรัสว่า ไปสิ เข้าพระนคร
เรือนหลังใดไม่เคยมีคนตาย จงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนหลังนั้นมา. นางรับ
พระพุทธดำรัสว่า ดีละพระเจ้าข้า ดีใจก็เข้าพระนครไปในเรือนหลังแรก พูด
ว่า พระศาสดาโปรดให้ข้านำเมล็ดผักกาดไป เพื่อทำยาสำหรับลูกชายของข้า
ถ้าในเรือนหลังนี้ ไม่เคยมีใคร ๆ ตาย โปรดให้เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิด
คนในเรือนหลังนั้นกล่าวว่า ใครเล่าจะสามารถนับคนที่ตายไปแล้ว ในเรือน
หลังนี้ได้. นางไปเรือนหลังที่สอง-สาม ด้วยพุทธานุภาพ ก็หายบ้า อยู่ใน
ปกติจิตจึงคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยเมล็ดผักกาดนั้น พอกันที สำหรับ
เมล็ดผักกาดในที่นี้ นางคิดว่า ธรรมเนียมนี้นี่แหละ คงจักมีทั่วพระนคร
ความจริงนี้คงจักเป็นข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยหวังดี ทรง
เห็นแล้ว ก็ได้ความสลดใจ จากที่นั้น ก็ออกไปข้างนอก ทิ้งลูกชายที่ป่าช้า
ผีดิบกล่าวคาถานี้ว่า
ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่เป็นธรรม
ของชาวบ้าน มิใช่ของชาวนิคมและมิใช่ของตระกูล
หนึ่ง หากแต่เป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมดรวมทั้ง
เทวโลกด้วย.
ก็แลนางครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาตรัส
ถามนางว่า โคตมี เจ้าได้เมล็ดผักกาดมาแล้วหรือ. นางกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ กิจกรรมเมล็ดผักกาดเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า ขอทรงโปรดเป็น
ที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วยเถิด ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสคาถาแก่นางว่า

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 304 (เล่ม 54)

มฤตยู ย่อมพานรชน ผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์
เลี้ยง มีใจฟุ้งซ่านไป เหมือนกระแสน้ำหลากขนาด
ใหญ่ พัดพาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไปฉะนั้น.
จบคาถา นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ตามอาการที่ยืนอยู่ ทูลขอ
บรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของภิกษุณี
นางถวายบังคมพระศาสดา ทำประทักษิณเวียนขวา ๓ รอบ แล้วไปสำนัก
ภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่นานนัก ทำโยนิโสมนสิการเจริญวิปัสสนา
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาประกอบด้วยโอภาสแก่นางดังนี้ว่า
ผู้เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว ยังประเสริฐ
ว่าผู้ไม่เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี.
จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ในการใช้สอยบริขาร
ก็อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง ครองแต่จีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง. ครั้งนั้น
พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กำลังทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้ง
หลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับก็ทรงสถาปนาพระเถรีไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน. พระเถรีนั้นพิจารณาการ
ปฏิบัติของตน คิดว่า เราอาศัยพระศาสดาจึงให้คุณวิเศษนี้ ได้กล่าวคาถา
เหล่านั้นโดยมุข คือการสรรเสริญกัลยาณมิตรว่า
เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี
กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลก็พึง
เป็นบัณฑิตได้บ้าง.
ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา
ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก
ทุกข์ได้ทุกอย่าง.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 305 (เล่ม 54)

บุคคลพึงรู้จักอริยสัจแม้ทั้ง ๔ คือทุกข์ ทุกข-
สมุทัย ทุกขนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘.
ยักษิณีตนหนึ่งกล่าวตำหนิความเป็นหญิงไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึก ตรัส
ว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ แม้การเป็นหญิงร่วมสามี
ก็เป็นทุกข์ หญิงบางพวก ย่อมคลอดครั้งเดียว บาง
พวกก็เชือดคอตนเอง บางพวกที่เป็นสุขุมาลชาติ ทน
ทุกข์ไม่ได้ก็กินยาพิษ สัตว์ในครรภ์และหญิงผู้มีครรภ์
ย่อมประสบความพินาศก็ย่อยยับทั้งสองคน.
พระปฏาจาราเถรีเล่าว่า
ข้าพเจ้าครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทัน
ถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรระหว่างทาง พบสามีตาย
บุตรทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่หนทางเปลี่ยว
ข้าพเจ้ากลายเป็นคนยากไร้ มารดาบิดาและพี่ชายถูก
เผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อตระกูลเสื่อมตกเป็น
คนยากไร้ ข้าพเจ้าต้องเสวยทุกข์หาประมาณมิได้
น้ำตาของข้าพเจ้าไหลตลอดมาหลายพันชาติ.
ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางสุสาน แม้เนื้อบุตรก็ต้องกิน
ข้าพเจ้ามีตระกูลเสื่อมแล้ว สามีตายแล้ว คนทั้งปวง
ติเตียนแล้ว ก็ได้บรรลุอมตธรรม.
อริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงอมตธรรม ข้าพเจ้า
ก็อบรมแล้ว แม้พระนิพพานก็กระทำให้แจ้งแล้ว
ข้าพเจ้าได้พบกระจกธรรมแล้ว.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 306 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าตัดความโศกศัลย์ได้แล้ว ปลงภาระแล้ว
กระทำกรณียะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าชื่อกีสาโคตมีเถรี
ผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว กล่าวคำนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณมิตฺตตา ความว่า ชื่อว่า
กัลยาณมิตร เพราะมีมิตรงาม เจริญ ดี ผู้สมบูรณ์ด้วยความมีศีลเป็นต้น
กำลังมีทุกข์ ถูกกำจัดประโยชน์เกื้อกูลอันใด บุคคลใดเป็นมิตรมีอุปการะช่วย
เขาโดยอาการทุกอย่าง อย่างนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า กัลยาณมิตร ความเป็น
แห่งกัลยาณมิตรนั้น ชื่อว่ากัลยาณมิตตตา คือความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร มิตรดี.
บทว่า มุนินา ได้แก่ พระศาสดา. บทว่า อุทฺทิสฺส วณฺณิตา ได้แก่
เฉพาะสัตว์โลก ว่า บุคคลควรดำเนินตามกัลยาณมิตร ทรงสรรเสริญไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า "ดูก่อนอานนท์ ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนดี เป็น
ตัวพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย ข้อที่ภิกษุจักเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร
อยู่ ก็พึงหวังได้ สำหรับเมฆิยภิกษุ ผู้มีมิตรดี ผู้มีสหายคี ผู้มีเพื่อนดี" ดังนี้.
คำว่า กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน เป็นต้น เป็นคำแสดงอานิสงส์
ของความเป็นผู้มีมิตรดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ พาโล ปณฺฑิโต
อสฺส ความว่า บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลมาก่อน เพราะเว้นข้อที่
คับฟังเป็นต้น ก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะสดับฟังข้อที่ยังไม่ได้สดับฟัง
เป็นต้น.
บทว่า ภซิตพฺพา สปฺปุริสา ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลแม้เป็น
พาลก็เป็นบัณฑิตได้ สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น บุคคลก็พึงซ่อง
เสพด้วยการเข้าไปหาตามเวลาสมควรเป็นอาทิ. บทว่า ปญฺญา ตถา ปวฑฺฒติ
ภชนฺตานํ ประกอบความว่า สำหรับบุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ปัญญาย่อมเจริญ

306