ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 287 (เล่ม 54)

ผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า อปราชิโต ได้แก่
ผู้อันมารไร ๆ มีกิเลสมารเป็นต้นให้พ่ายแพ้ไม่ได้แล้ว [คือชนะ] แท้จริง
พระศาสดาทรงเป็นพระสัพพาภิภู ผู้ทรงครอบงำโลกพร้อมทั้งเทวโลกไว้ได้
โดยแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้อันใครให้แพ้มิได้. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น
เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้ว.
จบ อรรถกถาอุปจาลาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาสัตตกนิบาต
อัฏฐกนิบาต
๑. สีสูปจาลาเถรีคาถา
[๔๖๒] พระสีสูปจาลาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมดี
แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย บรรลุสันตบทที่ใคร ๆ ทำให้
เสียหายมิได้ มีโอชารส.
มารผู้มีบาปกล่าวว่า
แม่นางจงตั้งจิตปรารถนาไว้ในหมู่เทพชั้น ดาว-
ดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิม-
มิตวสวัตดี ที่แม่นางเคยอยู่มาแล้วแต่ก่อนเถิด.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 288 (เล่ม 54)

พระสีสูปจาลาเถรีกล่าวว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้น
นินมานรดี ชั้นปรนิมิตวสวัตดี พากันไปจากภพสู่
ภพ ทุก ๆ กาล นำหน้าอยู่แต่ในสักกายะ ล่วง
สักกายะไปไม่ได้ ก็แล่นไปหาชาติและมรณะ โลก
ทั้งปวงถูกไฟไหม้ลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง โลกทั้งปวง
หวั่นไหวแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ที่ไม่
หวั่นไหว ชั่งไม่ได้ อันปุถุชนเสพไม่ได้โปรดข้าพเจ้า
ใจของข้าพเจ้ายินดีนักในธรรมนั้น ข้าพเจ้าฟังคำสั่ง
สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา วิชชา
๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน
ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว
ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้
กระทำที่สุด ถึงตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
จบ สีสูปจาลาเถรีคาถา
จบ อัฏฐกนิบาต

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 289 (เล่ม 54)

อรรถกถาอัฏฐกนิบาต
๑. อรรถกถาสีสูปจาลาเถรีคาถา
ใน อัฏฐกนิบาต คาถาว่า ภิกฺขุนี สีลสมฺปนฺนา เป็นต้น เป็น
คาถาของพระสีสูปจาลาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เรื่องของพระสีสูปจาลาเถรีแม้นั้น กล่าวไว้แล้วในเรื่องของพระจาลา-
เถรี ก็พระสีสูปจาลาเถรีแม้นี้ ทราบว่าท่านพระธรรมเสนาบดีบวชแล้ว ก็เกิด
ความอุตสาหะขึ้นเอง บวชแล้ว ทำบุพกิจเสร็จ เข้าไปตั้งวิปัสสนาพาก
เพียรพยายามอยู่ ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต ครั้นบรรลุแล้ว อยู่ด้วยสุขใน
ผลสมาบัติ วันหนึ่ง พิจารณาการปฏิบัติของตนเกิดโสมนัส ก็กล่าวคาถาเป็น
อุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณีผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมดี
ในอินทรีย์ทั้งหลาย ได้บรรลุสันตบท อันใคร ๆ ให้
เสียหายมิได้ มีโอชารส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลสมฺปนฺนา ได้แก่ ประกอบบริบูรณ์
ด้วยศีลภิกษุณี ที่บริสุทธิ์. บาทคาถาว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตา ได้แก่
สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ คือเป็นผู้ละราคะในอิฏฐารมณ์มี
รูปเป็นต้น ละโทสะในอนิฏฐารมณ์และละโมหะในการเพ่งอารมณ์ที่ไม่สม่ำเสมอ
ชื่อว่าปิดอินทรีย์ด้วยดีแล้ว. บาทคาถาว่า อเสจนกโมชวํ ได้แก่ อริย-
มรรคหรือนิพพาน ซึ่งเป็นโอสถระงับโรคคือกิเลส แม้ทั้งหมด. ความจริง
แม้อริยมรรคควรกล่าวว่าสันตบท เพราะผู้ต้องการนิพพานพึงปฏิบัติ และเพราะ
ไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลส มารประสงค์จะให้พระเถรีเคลื่อนจากสมาบัติโดย

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 290 (เล่ม 54)

ส่งไปในกามาวจรสวรรค์ว่า แม่นางจงเกิดความรักใคร่ใยดีในกามาวจรสวรรค์
เถิด จึงกล่าวคาถานี้ว่า
แม่นางจงตั้งจิตปรารถนาไว้ในหมู่เทวดาชั้น
ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้น
วสวัตดี ที่แม่นางเคยอยู่มาแล้วแต่ก่อนเถิด.
สถานที่ ๆ ชน ๓๓ คนทำบุญร่วมกันเกิดแล้ว ชื่อว่าดาวดึงส์ ผู้ที่เกิดใน
ชั้นดาวดึงส์นั้นแม้ทั้งหมด ชื่อเทพบุตรชันดาวดึงส์. แต่อาจารย์บางพวกกล่าว
ว่า คำว่าดาวดึงส์เป็นเพียงชื่อของเทวดาเหล่านั้นเท่านั้น. ชื่อว่าชั้นยามาเพราะ
เข้าถึงทิพยสุขพิเศษกว่าเทวโลกทั้งสอง. ชื่อว่าดุสิตเพราะยินดีร่าเริงอยู่ด้วย
ทิพยสมบัติ ชื่อว่าชั้นนิมมานรดีเพราะเนรมิตโภคะทั้งหลายได้ตามชอบใจ ใน
เวลาที่ต้องการจะยินดีเกินกว่าอารมณ์ที่จัดไว้ตามปกติ. ชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี
เพราะใช้อำนาจให้เป็นไปในโภคะทั้งหลาย ที่ผู้อื่นรู้ความชอบใจเนรมิตให้.
บาทคาถาว่า ตตฺถ จิตฺตํ ปณิเธหิ ความว่า แม่นางจงตั้งจิตของแม่นาง คือ
จงทำความใคร่เพื่อเกิดในหมู่เทวดามีชั้นดาวดึงส์เป็นต้นนั้น ท่านกล่าวเทวดา
ชั้นดาวดึงส์เป็นต้นไว้ด้วยประสงค์ว่า โภคสมบัติของเทพชั้นจาตุมมหาราชิกา
เลวกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์นอกนี้. บาทคาถาว่า ยตฺถ เต วุสิตํ ปุเร ได้แก่
ในหมู่เทวดาที่แม่นางเคยอยู่มาก่อน ได้ยินว่า พระสีสูปจาลาเถรีนี้ เกิดอยู่ใน
เทวดาทั้งหลายก่อน ได้ชำระทางสวรรค์ชั้นกามาวจร ๕ ชั้นตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์
ลงมาอยู่ชั้นต่ำอีก ตั้งอยู่ในชั้นดุสิต จุติจากชั้นนั้นแล้ว ไปบังเกิดในมนุษย์ใน
ปัจจุบัน.
พระเถรีได้ฟังคำนั้น แสดงความตนมีใจกลับออกไปจากกามและ
จากโลกว่า มารเอย หยุดเกิด โลกกามาวจรที่ท่านว่า โลกอื่น ๆ ก็ถูกไฟคือ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 291 (เล่ม 54)

ราคะเป็นต้นไหม้ลุกโชนไปหมด จิตของวิญญูชน ย่อมไม่ยินดีในโลกนั้นเลย
เมื่อขู่มารนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้น
นิมมานรดี ชั้นวสวัตดี พากันไปจากภพเข้าสู่ภพทุก ๆ
กาล นำหน้าอยู่แต่ในสักกายะ ล่วงสักกายะไปไม่ได้
ก็แล่นไปหาชาติและมรณะ โลกทั้งปวงลูกไฟไหม้ลุก
รุ่งโรจน์โชติช่วง โลกทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว พระพุทธ-
เจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นธรรมไม่หวั่นไหว ชั่ง
ไม่ได้ เป็นธรรมอันปุถุชนเสพไม่ได้โปรดข้าพเจ้า ใจ
ของข้าพเจ้ายินดีนักในธรรมนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังคำสั่ง
สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา วิชชา ๓
ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้า
ก็ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่ง
ทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อน
มารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดว่า ตัวท่านข้าพเจ้า
ก็กำจัดได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลํ กาลํ ได้แก่ ตลอดกาลนั้น ๆ .
บทว่า ภวาภวํ ได้แก่ จากภพสู่ภพ. สกฺกายสฺมึ ได้แก่ เบญจขันธ์ บทว่า
ปุรกฺขตา แปลว่า ทำไว้ข้างหน้า ท่านอธิบายว่า มารเอย เทวดาชั้นดาวดึงส์
เป็นต้นที่ท่านกล่าวเมื่อไปจากภพสู่ภพก็ดำรงอยู่ในสักกายะของตนอันอากูลด้วย
โทษหลายอย่างมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เพราะฉะนั้น เทวดาจึงเอาสักกายะนำ
หน้า ในกาลนั้น ๆ คือในเวลาเกิด ในเวลาท่ามกลาง ในเวลาที่สุด ดำรงอยู่
ในภพนั้น จากนั้นไปก็ไม่ล่วงพ้นสักกายะ ไม่มุ่งหน้าออกจากทุกข์ วิ่งไปตาม

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 292 (เล่ม 54)

ฝั่งสักกายะเท่านั้น ชื่อว่าแล่นไปหาชาติและมรณะ เพราะถูกราคะเป็นต้นติด
ตามแล้ว ย่อมแล่นไปหาชาติและมรณะอยู่ร่ำไป ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากชาติ
ความเกิดและมรณะความตายนั้นได้.
บาทคาถาว่า สพฺโพ อาทีปิโต โลโก ความว่า มารเอย โลกชั้น
กามาวจรที่ท่านว่า ที่เข้าใจกันว่าธาตุสาม อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โลกแม้ทั้ง
หมด ไหม้แล้วด้วยไฟ ๑๑ กอง มีไฟคือราคะเป็นต้น. ชื่อว่าลุกเพราะถูกไฟ
ไหม้ลุกอยู่บ่อยๆ ชื่อว่าโพลง เพราะลุกโพลงเป็นอันเดียวกันชั่วนิรันดร์
ชื่อว่าหวั่นไหวเพราะหวั่นไหว คือเคลื่อนไปทางโน้นและทางนี้ด้วยตัณหาและ
ด้วยกิเลสทุกอย่าง.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า มีพระทัยอันพระมหากรุณาทรงตักเตือนแล้ว
ได้ทรงแสดงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง ต่างด้วยมรรคผลและนิพพาน ชื่อว่าเป็น
ธรรมไม่หวั่นไหวเพราะใคร ๆ ไม่สามารถให้หวั่นไหวคือเคลื่อนไหวได้ในโลก
ที่ถูกไฟไหม้ ลุกโพลงและหวั่นไหวแล้วอย่างนี้. ชื่อว่าชั่งไม่ได้ เพราะไม่มีผู้
เสมือนพระองค์ เหตุที่ใคร ๆ ไม่สามารถจะชั่งได้โดยพระคุณว่า ประมาณ
เท่านี้. ชื่อว่าเป็นธรรมอันปุถุชนเสพไม่ได้ เพราะพระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็น
ต้นเสพแล้ว เหตุดำเนินอยู่ในภาวนาเป็นอารมณ์คือได้ตรัสประกาศแล้วแก่โลก
พร้อมทั้งเทวโลก. ใจของเรายินดียิ่งนักในอริยธรรมนั้น อธิบายว่าไม่กลับไป
จากอริยธรรมนั้น คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบ อรถกถาสีสูปจาลาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาอัฏฐกนิบาต

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 293 (เล่ม 54)

นวกนิบาต
๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถา
[๔๖๓] พระวัฑฒมาตาเถรีกล่าวกะพระวัฑฒเถระผู้เป็นบุตรว่า
พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยากในโลก อย่าได้มี
แก่พ่อไม่ว่าในกาลไหน ๆ เลย พ่ออย่าเป็นภาคีมีส่วน
แห่งทุกข์บ่อย ๆ เลยนะพ่อ.
พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหา ตัด
ความสงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝนไม่มี
อาสวะ อยู่เป็นสุข.
พ่อวัฑฒะพ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้แสวง
คุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุทัศนะ เพื่อ
ทำที่สุดทุกข์.
พระวัฑฒเถระกล่าวว่า
โยมมารดาบังเกิดเกล้า กล้ากล่าวความนี้แก่ลูก
โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคง
ไม่มีแน่ละ.
พระเถรีกล่าวว่า
พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ
สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง
ก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 294 (เล่ม 54)

แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด
แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา
ก็กระทำเสร็จแล้ว.
พระวัฑฒเถระกล่าวว่า
โยมมารดา มอบปะฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ
คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมืนคาถาอนุ-
เคราะห์.
ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้าก็ถึง
ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมอันเกษมปลอด
โปร่งจากโยคะกิเลส.
ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ
คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็
สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม.
จบ วัฑฒมาตาเถรีคาถา
จบ นวกนิบาต

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 295 (เล่ม 54)

อรรถกถานวกนิบาต
๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา๑
ใน นวกนิบาต คาถาว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น
เป็นคาถาของ พระวัฑฒมาตุเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆมีสัมภารธรรมเครื่อง
ปรุงแต่งวิโมกข์ซึ่งรวบรวมมาตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือน
สกุลในภารุกัจฉนคร เจริญวัยแล้วก็มีสามี คลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรนั้นมีชื่อว่า
วัฑฒะ นับตั้งแต่นั้น เขาก็เรียกนางว่าวัฑฒมาตา นางฟังธรรมในสำนัก
ภิกษุณี ได้ศรัทธา ก็มอบบุตรแก่พวกญาติ แล้วก็อยู่อาศัยสำนักภิกษุณี
เรื่องมาในบาลีเท่านั้น ส่วนพระวัฑฒเถระบุตรของตน ที่รีบร้อนเข้ามาเยี่ยม
ตนในสำนักภิกษุณีแต่ลำพัง พระเถรีนี้ก็ตักเตือนว่า เหตุไรเจ้าจึงรีบร้อนมา
ในที่นี้แต่ลำพัง เมื่อจะสั่งสอนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยาก อย่าได้มีแก่พ่อ
ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ลูกเอ๋ย พ่ออย่าได้เป็นภาคีมี
ส่วนแห่งทุกข์บ่อยๆ เลยนะพ่อ.
พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหาตัดความ
สงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝน ไม่มีอาสวะ
อยู่เป็นสุข.
๑. บาลีเป็น วัฑฒมาตาเถรี

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 296 (เล่ม 54)

พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้แสวง
คุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้วเพื่อบรรลุทัศนะ เพื่อ
ทำที่สุดทุกข์.
บรรดาบทเหล่านั้น ในคำว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ
วนโถ อหุ กุทาจนํ คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. ลูกวัฑฒะ ตัณหา
ความอยาก ในสัตว์โลก และสังขารโลก แม้ทั้งหมด อย่าได้มี อย่าได้เป็นแก่
ลูก แม้ในกาลไร ๆ เลย ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวเหตุว่า ลูกเอ๋ย พ่ออย่ามี
ส่วนแห่งทุกข์มีการเกิดไป ๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ คือเมื่อยังตัดตัณหา ความ
อยาก ไม่ขาด ก็อย่าเป็นภาคีมีส่วนแห่งทุกข์ มีการเกิดไป ๆ มา ๆ เป็นต้น
บ่อย ๆ ซึ่งมีตัณหานั้นเป็นนิมิต พระเถรีครั้นแสดงโทษในการตัดกิเลสไม่ได้
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานิสงส์ในการตัดกิเลสได้ จึงกล่าวว่า สุขํ
หิ วฑฺฒ เป็นต้น คำนั้นมีความว่า ลูกวัฑฒะ ท่านที่ชื่อว่ามุนี เพราะ
เป็นผู้ประกอบด้วยโมเนยยธรรม ชื่อว่า อเนชา เพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อว่าเอชา
ชื่อว่า ตัดความสงสัยได้ เพราะละความสงสัยได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า
เยือกเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าถึงความฝึกฝน
เพราะบรรลุความฝึกฝนอันยอดเยี่ยมไม่มีอาสวะ คือสิ้นอาสวะแล้ว ย่อมอยู่
เป็นสุข บัดนี้ ทุกข์ทางใจของท่านเหล่านั้นไม่มี ต่อไปทุกข์แม้ทุกอย่างก็จัก
ไม่มีกันเลย.
เพราะเหตุที่เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เตหา-
นุจิณฺณํ อิสีหิ ฯลฯ อนุพฺรูหย ความว่า พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูน
พึงจำเริญมรรค คือสมถวิปัสสนา ที่พระขีณาสพ ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่เหล่า
นั้น ประพฤติตามๆ กัน คือปฏิบัติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุ ญาณทัศนะ เพื่อ
ทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะ แม้ทั้งหมด.

296