ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 277 (เล่ม 54)

พระปฏาจาราเถรีแล้ว เข้าไปสถานที่อยู่ของตนแล้วนั่งขัดสมาธิ ตกลงใจว่า
ข้าพเจ้าจักไม่เลิกนั่งขัดสมาธินี้ ตราบเท่าที่จิตของข้าพเจ้ายังไม่หลุดพ้นจาก
อาสวะทั้งหลาย เพราะความไม่ถือมั่นคร่ำเคร่งวิปัสสนาโดยลำดับ ก็บรรลุ
พระอรหัตมีอภิญญาและปฎิสัมภิทาเป็นบริวารตามลำดับแห่งมรรค ครั้นปัจจ-
เวกขณญาณ ๑๙ อย่างดำเนินไป ก็เกิดโสมนัสว่า บัดนี้เราทำกิจเสร็จแล้ว ก็
กล่าวอุทานคาถาเหล่านี้ เหยียดเท้าออกไปในเวลาอรุณขึ้น ต่อแต่นั้น ราตรี
สว่าง ก็ไปยังสำนักของพระเถรี ได้กล่าวซ้ำคาถาเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น พระ-
อุตตราเถรีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตา เต อนุสาสนี ข้าพเจ้าได้ทำตามคำ
พร่ำสอนของท่านแล้ว. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาในหนหลังหมดแล้ว.
จบอรรถกถาอุตตราเถรีคาถา
๒. จาลาเถรีคาถา
[๔๖๐] พระจาลาเถรี กล่าวคาถาอุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วเข้า
ไปตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งตลอดสันตบท อันเป็นเครื่อง
เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข.
มารผู้มีบาป ถามว่า
แม่นางศีรษะโล้น ทำตัวเหมือนสมณะ แม่นาง
บวชเจาะจงใครหนอ. แก่นางไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์
ทำไมแม่นางจึงยังงมงายประพฤติลัทธินี้เล่า.
พระจาลาเถรี ตอบว่า

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 278 (เล่ม 54)

ผู้มีลัทธิเดียรถีย์ภายนอกจากพระศาสนานี้เข้าไป
อาศัยแต่ทิฏฐิความเห็นทั้งหลาย ไม่รู้แจ้งธรรม ไม่
ฉลาดในธรรม ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูล
ศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระองค์ทรงแสดงธรรม
อันก้าวล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์
ความล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
เป็นทางดำเนินไปให้ถึงความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าฟังคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระ
ศาสนา ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของ-
พระพุทธเจ้าข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความ
เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความ
มืดแล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดู
ก่อนมารผู้กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
จบจาลาเถรีคาถา
๒. อรรถกถาจาลาเถรีคาถา
คาถาว่า สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ-
จาลาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมา ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้
ก็บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อรูปสารี ในนาลกคามแคว้นมคธ ในวันตั้งชื่อ

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 279 (เล่ม 54)

คนทั้งหลายได้ทั้งชื่อว่าจาลา จาลานั้นมีน้องสาว ชื่อว่า อุปจาลา อุปจาลานั้น
มีน้องอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า สีสูปจาลา ทั้ง ๓ คนนี้ เป็นน้องสาวของท่านพระ
ธรรมเสนาบดี คำที่มาในเถรคาถา๑ว่า จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา ก็หมาย
ถึงชื่อหญิงทั้งสามคนนี้นี่เอง.
ก็พี่น้องหญิงทั้ง ๓ คนเหล่านั้น ได้ทราบว่า ท่านพระธรรมเสนาบดี
บวชแล้ว พากันคิดว่า ธรรมวินัยที่พี่ชายของเราบวช คงไม่ต่ำทรามแน่
บรรพชาก็คงไม่ต่ำทราม ก็เกิดอุตสาหะมีฉันทะแรงกล้าพากันละญาติและคนใกล้
เคียงซึ่งกำลังร้องไห้ น้ำตานองหน้า ออกบวชแล้ว ครั้นบวชแล้ว ก็พากเพียร
พยายาม ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต อยู่ด้วยพระนิพพานสุข และผลสุข.
บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น จาลาภิกษุณีเท่านั้น วันหนึ่งกลับ จากบิณฑบาต
หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ก็เข้าไปยังป่าอันธวัน นั่งพักกลางวัน ครั้นนั้นมาร
เข้าไปหา ประเล้าประโลมพระเถรีด้วยกามทั้งหลาย ที่ท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า๒
"ครั้งนั้น เวลาเช้าพระจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป
บิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี อันเสร็จกลับจาก
บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ก็เข้าไปในป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า
อันธวัน ได้นั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาป เข้าไปหา
พระจาลาภิกษุณี ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะพระจาลาภิกษุณี" ดังนี้.
พระเถรีนั้น นั่งพักกลางวันอยู่ ณ ป่าอันธวัน มารเข้าไปหามุ่งหมาย
จะตัดพระเถรี เสียจากการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ถามเป็นต้นว่า แม่
นางศีรษะโล้นบวชเจาะจงใครหนอ ลำดับนั้น พระจาลาภิกษุณี ประกาศ
พระคุณของพระศาสดาและธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์แก่มารนั้น ให้มารรู้ถึง
การที่คนล่วงวิสัยของมารได้แล้ว ด้วยการชี้แจงถึงการที่ตนได้ทำกิจเสร็จแล้ว
๑. ขุ. ๒๖/ข้อ ๑๗๙. ขทิรวนิยเถรคาถา ๒. สัง. ส. ๑๕/ข้อ ๕๓๗.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 280 (เล่ม 54)

มารได้ฟังคำนั้น เป็นทุกข์เสียใจอันตรธานไปในนั้นนั่นเอง. พระจาลาภิกษุณี
นั้นเมื่อกล่าวคาถาที่ตนกับมารกล่าวแล้วเป็นอุทาน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว
เข้าไปตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งตลอดสันตบท อันเป็นเครื่อง
เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข.
มารผู้มีบาปถามว่า
แม่นางศีรษะโล้น ทำตัวเหมือนเป็นสมณะ
แม่นางบวชเจาะจงใครหนอ แม่นางไม่ชอบใจลัทธิ
เดียรถีย์ ทำไมแม่นางจึงยังงมงายประพฤติลัทธินี้เล่า.
พระจาลาเถรีตอบว่า
ผู้ถือลัทธิเดียรถีย์ภายนอกจากพระศาสนานี้
เข้าไปอาศัยแต่ทิฏฐิความเห็นทั้งหลาย เดียรถีย์เหล่า
นั้น ไม่รู้แจ้งธรรม ไม่ฉลาดในธรรม ส่วนพระพุทธเจ้า
ผู้เลิศอุบัติในตระกูลศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระ-
องค์ทรงแสดงธรรม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย
คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์และอริย-
มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางดำเนินให้ถึง
ความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำสั่งสอน
ของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้าได้
บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน
ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดู
ก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้
กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 281 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน ความว่า ทำสติ
ให้ตั้งมั่นด้วยดี โดยการเจริญสติปัฏฐาน คือโดยความเป็นของไม่งามเป็นทุกข์
ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา ในกายเป็นต้น พระเถรีกล่าวหมายถึงตัวเองว่าภิกษุณี.
บทว่า ภาวิตินฺทฺริยา ความว่า มีอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นอันอบรมแล้ว
ด้วยการเจริญอริยมรรค. บทว่า ปฏิวิชฺฌิ ปทํ สนฺตํ ความว่า แทง
ตลอดคือทำให้แจ้งสันตบทคือนิพพาน ด้วยการทำให้แจ้งและแทงตลอด. บทว่า
สงฺขารูปสนํ ได้แก่ เหตุแห่งความสงบสังขารทั้งปวง. บทว่า สุขํ คือ
เป็นสุขล้วน.
คาถาว่า กํ นุ อุทฺทิสฺส ความว่า คาถาที่มารกล่าวแล้ว. ในคาถานั้น
มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ในโลกนี้มีลัทธิและผู้แสดงลัทธิเหล่านั้นเป็นอันมาก
คือเจ้าลัทธิมากด้วยกัน บรรดาเจ้าลัทธิเหล่านั้น แม่นางผู้มีศีรษะโล้น คือ
โกนผมบวชเจาะจงใครหนอ มิใช่ศรีษะโล้นอย่างเดียวที่แท้ยังแสดงตัวเหมือน
สมณะเพราะทรงผ้ากาสาวะอีกด้วย. บาทคาถาว่า น จ โรเจสิ ปาสณฺเฑ
ความว่า ท่านไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์นั้น ๆ อันเป็นกระจกของพวกดาบสและ
ปริพาชกเป็นต้น โดยเป็นลัทธิอื่นเสีย. บาทคาถาว่า กิมิทํ จรสิ โมมุหา
ความว่า แม่นางละทางนิพพานสายตรง อันเป็นวิธีของลัทธิเดียรถีย์ มาเดิน
ทางผิดชั่วกาลในบัดนี้ งมงายประพฤติซมซานอันใด ลัทธินี้ชื่ออะไรเล่า.
พระเถรีฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะขู่มารนั้นโดยมุข คือให้คำตอบจึงกล่าว
ว่า อิโต พหิทฺธา เป็นต้น. ลัทธิมีอุปการะมากที่ชื่อกุฏีสกะเป็นต้น ภาย
นอกศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ชื่อว่าลัทธิเดียรถีย์นอกศาสนานี้ ใน
คำว่า อิโต พหิทฺธา นั้น. จริงอยู่พวกถือลัทธิเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมดัก
บ่วงคือตัณหาความทะยานอยากและบ่วงคือทิฏฐิความเห็น แก่สัตว์ทั้งหลาย จึง
ถูกเรียกว่า ปาสัณฑะ ลัทธิวางบ่วงดัก ด้วยเหตุนั้น พระจาลาเถรีจึงกล่าว

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 282 (เล่ม 54)

ว่า ทิฏฺฐิโย อุปนิสฺสิตา ได้แก่ อาศัย สัสสตทิฏฐิ อธิบายว่า ถือ
ทิฏฐิ อนึ่ง คนทั้งหลายอาศัยทิฏฐิความเห็นโดยส่วนใด ก็อาศัยพวกถือลัทธิ.
เดียรถีย์โดยส่วนนั้น . บาทคาถาว่า น เต ธมฺมํ วิชานนฺติ ความว่า เดียรถีย์
เหล่าใดอาศัยสัสสตทิฏฐิ ย่อมไม่รู้แม้ปวัตติธรรมตามเป็นจริงว่า นี้เป็นปวัตติ.
บาทคาถาว่า น เต ธมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่ ไม่ฉลาดแม้ในนิวัตติธรรมว่า
นิวัตติเป็นอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้นหลงงมงายแม้ในทางปวัตติธรรม ไยเล่าจะ
ไม่หลงในนิวัตติธรรม.
พระจาลาเถรีครั้นแสดงว่าลัทธิเดียรถีย์ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์อย่างนี้
แล้ว บัดนี้เพื่อวิสัชนาปัญหาว่า แม่นางศีรษะโล้นแม่นางบวชเจาะจงใครหนอ
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ. บรรดาคำ
เหล่านั้น บาทคาถาว่า ทิฏฺฐีนํ สมติกฺกมํ ได้แก่ เป็นอุบายก้าวล่วงทิฏฐิทั้ง
ปวง คือปลดเปลื้องเสียจากข่าย คือทิฏฐิ. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาจาลาเถรีคาถา
๓. อุปจาลาเถรีคาถา
[๔๖๑] พระอุปจาลาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์อัน
อบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษเสพแล้ว.
มารผู้มีบาปกล่าวว่า
เหตุไฉน แม่นางจึงไม่ชอบใจความเกิด เพราะ
ผู้เกิดมาแล้ว ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย เชิญแม่นาง

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 283 (เล่ม 54)

บริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้มี
ความเดือดร้อนในภายหลังเลย.
พระอุปาลาเถรีกล่าวว่า.
ผู้เกิดมาแล้ว ก็ต้องตาย ถูกตัดมือเท้า ถูกฆ่า
ถูกจองจำ ผู้เกิดมาแล้ว จำต้องประสบทุกข์.
พระสัมพุทธเจ้า ผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ
ผู้ทรงชนะแล้วมีอยู่ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม อัน
เป็นอุบายล่วงเสียซึ่งชาติ คือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
ความล่วงทุกข์ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทาง
ดำเนินให้ถึงความระงับทุกข์โปรดเรา ข้าพเจ้าฟังคำ
สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้า
ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน
ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดู
ก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้
กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
จบ อุปจาลาเถรีคาถา

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 284 (เล่ม 54)

๓. อรรถกถาอุปจาลาเถรีคาถา
คาถาว่า สตีมตี ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอุปจาลาเถรี.
เรื่องของนางอุปจาลาเถรีนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องพระจาลาเถรี
ก็พระอุปจาลาเถรีแม้นี้ บวชแล้วเหมือนพระจาลาเถรี เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุ
พระอรหัต เมื่อเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์
อันอบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษ
เสพแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตีมตี ความว่า ถึงพร้อมด้วยสติ
คือเป็นผู้ประกอบด้วยสติ รักษาตนไว้ได้เป็นอย่างยิ่ง อันเป็นส่วนเบื้องต้น
ประกอบด้วยสติสูงสุด โดยถึงความไพบูลย์แห่งสติ เพราะเจริญอริยมรรคใน
ภายหลัง.
บทว่า จกฺขมตี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาจักษุ คือประกอบอุทยัตถ-
คามินีปัญญา อันชำเเรกกิเลสออกไปอย่างประเสริฐ ท่านอธิบายว่า ประกอบ
ด้วยปัญญาจักษุเป็นอย่างยิ่ง โดยถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา. บาทคาถาว่า
อกาปุริสเสวิตํ ได้แก่ บุรุษผู้ไม่ต่ำ คืออุดมบุรุษ ได้แก่พระอริยะมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้นเสพแล้ว.
มารประสงค์จะชักนำพระเถรีเข้าไปในกามทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า
กึ นุ ชาตึ น โรเจสิ ดังนี้. ความจริงพระเถรีถูกมารถามว่า แม่ภิกษุณี
แม่นางไม่ชอบใจอะไร ? จึงตอบว่า ท่านเอย เราไม่ชอบใจชาติความเกิดจริง ๆ
ลำดับนั้น มารเมื่อแสดงว่าสัตว์ที่เกิดแล้วบริโภคกาม เพราะฉะนั้น จึงปรารถนา
ชาติบ้าง บริโภคกามบ้าง ได้กล่าวคาถาว่า

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 285 (เล่ม 54)

เหตุไฉน แม่นางจึงไม่ชอบใจความเกิด เพราะ
ผู้เกิดมาแล้วย่อมบริโภคกามทั้งหลาย เชิญแม่นาง
บริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้มี
ความเดือดร้อนในภายหลังเลย.
คาถานั้น มีความว่า เหตุนั้นเป็นอย่างไรเล่า แม่อุปจาลา แม่นางไม่
ชอบใจ คือไม่พอใจความเกิดด้วยเหตุใด เหตุนั้นก็ไม่มี เพราะเหตุที่ผู้เกิด
แล้ว ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย คือผู้เกิดแล้วในโลกนี้ เมื่อซ่องเสพรูปเป็นต้น
ที่ประกอบด้วยกามคุณ ย่อมชื่อว่าบริโภคกามสุข แต่กามสุขนั้นก็ย่อมไม่มีแก่
ผู้ไม่เกิดแล้ว ฉะนั้นเชิญแม่นางบริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด คือเชิญ
ท่านเสวยความยินดีในการเล่นกับกามทั้งหลาย. บาทคาถาว่า มาหุ ปจฺฉานุ-
ตาปินี ความว่า อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังว่า เนื้อหนุ่มเรา
หาได้เสวยกามสุขในเมื่อโภคสมบัติมีอยู่ไม่ดังนี้ อธิบายว่า ธรรมดาว่า ธรรม
ทั้งหลายในโลกนี้มีประโยชน์ปรากฏไปจนถึงว่า ความต้องการและมีการบรรลุ
ประโยชน์เป็นประโยชน์ ความต้องการมีกามสุขเป็นประโยชน์.
พระเถรีฟังคำนั้นแล้ว ก็ประกาศว่า ชาติเป็นเครื่องหมายแห่งทุกข์
และว่าตนก้าวล่วงวิสัยของมารเสียแล้ว เมื่อขู่ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้เกิดนาแล้ว ก็ต้องตาย ถูกตัดมือเท้า ถูกฆ่า ถูก
จองจำ ผู้เกิดมาแล้ว จำต้องประสบทุกข์.
พระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ ผู้
ทรงชนะแล้วมีอยู่ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็น
อุบายล่วงเสียซึ่งชาติ คือทุกข์ เหตุไม่เกิดทุกข์ ความ
ล่วงทุกข์ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็น

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 286 (เล่ม 54)

ทางดำเนินให้ถึงความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา
ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระ-
พุทธเจ้าข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความ
เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความ
มืดแล้ว ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด
ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
บรรดาคาถาเหล่านั้น บาทคาถาว่า ชาตสฺส มรณํ โหติ ความว่า
เพราะเหตุที่ความตายย่อมมีแก่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หามีแก่สัตว์ผู้ไม่เกิดไม่ มิใช่
แต่ความตายอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ โรคทั้งหลายมีโรคชราเป็นต้นมีประมาณ
เท่าใด โรคเหล่านั้นแม้ทั้งปวงซึ่งหาประโยชน์มิได้ มีชาติเป็นเหตุย่อมมีแก่ผู้
เกิดมาแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึง
เกิดมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ด้วย
เหตุนั้นแล พระอุปจาลาเถรีจึงกล่าวว่า หตฺถปาทาน เฉทนํ ได้แก่ การ
ถูกตัดมือและเท้า ย่อมมีแก่ผู้เกิดแล้ว หามีแก่ผู้ไม่เกิดไม่ ก็ในข้อนี้พึงเห็นว่า
ท่านแสดงแม้กรรมกรณ์ [การลงโทษ] ๓๒ อย่าง ไว้ด้วยการอ้างการถูกตัดมือ
เท้าเป็นตัวอย่าง. สองบาทคาถาว่า วธพนฺธปริเกฺลสํ ชาโต ทุกฺขํ นิคจฺฉติ
ความว่า การถูกฆ่ามีการพรากชีวิตและการชกด้วยหมัดเป็นต้น การจองจำมี
การจองจำด้วยโซ่ตรวนเป็นต้น และกรรมกรณ์อย่างอื่นทุกอย่าง ชื่อว่าทุกข์
ผู้เกิดแล้วย่อมได้ประสบทุกข์นั้นทั้งหมด ผู้ไม่เกิดหาประสบไม่ เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่ชอบใจความเกิด.
บัดนี้ พระอุปจาลาเถรี เมื่อแสดงส่วนเกินของกามทั้งหลาย และ
ตนก้าวล่วงกามได้ตั้งแต่ชาติเป็นมูล จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระสัมพุทธเจ้า

286