พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 237 (เล่ม 54)

เป็นต้น. บทว่า วณฺณรูเปน สมฺปนฺนา ความว่า สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ
สัณฐานและสมบูรณ์ด้วยรูป คือมีผิวพรรณน่ารัก ประกอบด้วยสมบัติคือ
ฉวีวรรณที่สะอาดเปล่งปลั่ง และสมบัติของส่วนร่างกายมีพัตราภรณ์เป็นต้น.
บทว่า ธีตา เมฆิสฺส อตฺรชา ความว่าเป็นธิดาตัวเองของเศรษฐีชื่อเมฆี.
บทว่า ปตฺถิตา ราชปุตฺเตหิ ความว่า พระราชกุมารทั้งหลาย
ปรารถนาว่า พวกเราจะพึงได้ธิดานั้นอย่างไรหนอ. บทว่า เสฏฺฐิปุตฺเตหิ
คิชฺฌิตา ได้แก่ แม้เศรษฐีกุมารทั้งหลาย ก็ต้องการคือมุ่งหวังอย่างนั้น.
บทว่า เทถ มยฺหํ อโนปมํ ความว่า พระราชบุตรเป็นต้น ได้ส่งทูตมา
ขอในสำนักบิดาว่า ขอท่านทั้งหลาย จงให้อโนปมาธิดาแก่เรา ๆ เถิด. บทว่า
ยตฺต  ตุลิตา เอสา ประกอบความว่า อิสรชนมีกุมารเป็นต้นส่งทูตมาหา
บิดาของข้าพเจ้าแจ้งว่า อโนปมาธิดาของท่าน ท่านตีราคา คือผู้รู้ลักษณะ
กำหนดคำว่า มีคุณค่าเป็นทรัพย์เท่าใด เราจักเพิ่มเป็น ๘ เท่าจากทรัพย์นั้น.
คำที่เหลือ มีนัยอันกล่าวมาแล้วในหนหลังแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอโนปมาเถรีคาถา
๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
[๔๕๖] พระมหาปชาบดีโคตมี กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล่วกล้า สูงสุดกว่าสัตว์ทั้ง
ปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วยปลด
เปลื้องหม่อมฉัน และชนอื่นเป็นอันมากให้พ้นจาก
ทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหา

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 238 (เล่ม 54)

อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรค
อันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้บรรลุนิโรธแล้ว.
ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตรธิดา เป็นพี่เป็น
น้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อน ๆ หม่อนฉัน
ไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่งจึงท่องเที่ยวไป.
ก็หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้าย ชาติสงสารสิ้น
แล้วบัดนี้ภพใหม่มิได้มี ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตร
พระสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว
มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียง
กัน การทำโลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้
เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พระนางเจ้ามหามายาเทวี ได้ประสูติพระโคดม
มาเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะ
พระองค์ได้ทรงบรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลาย ที่
ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว.
จบมหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 239 (เล่ม 54)

๖. อรรถกถามหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
คาถาว่า พุทฺธวีร นโม ตยตฺถุ ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ
พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็
บังเกิดในเรือนผู้มีสกุล กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว กำลังฟังธรรมในสำนัก
ของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอต-
ทัคคะเป็นเลิศของภิกษุณีผู้รัตตัญญู ทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไปแล้วปรารถนา
ตำแหน่งนั้น ทำบุญมีทานเป็นต้นจนตลอดชีวิต เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและ
มนุษย์ตลอดแสนกัป ได้บังเกิดเป็นหัวหน้าทาสี ๕๐๐ ในกรุงพาราณสี ใน
โลกซึ่งว่างพระพุทธเจ้าในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ กับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ครั้งนั้น นางได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๕ องค์ ในวันเข้าพรรษา ลงจากเงื้อมเขานันทมูลกะมาที่อิสิปตนะแล้วเที่ยว
บิณฑบาตในเมือง ก็กลับไปอิสิปตนะอีก แสวงหาหัตถกรรมเพื่อสร้างกุฏิในวัน
เข้าพรรษา ได้ชักชวนหญิงรับใช้เหล่านั้นและสามีของตนๆ ให้ช่วยกันสร้าง
กุฏิ ๕ หลัง พร้อมด้วยบริวารมีที่จงกรมเป็นต้น ตั้งเตียงตั่งน้ำฉันน้ำใช้และ
ภาชนะเป็นต้นไว้เสร็จ นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่ออยู่จำพรรษาตลอด
ไตรมาสในที่นั้นนั่นเอง จึงตั้งภิกษาไว้ถวายตามวาระกัน หญิงคนใดไม่สามารถ
จะถวายภิกษาในวันที่ถึงวาระของตนได้ นางก็นำเอาภิกษาจากเรือนของตน
ไปถวายแทน นางปฏิบัติอยู่อย่างนี้ตลอดไตรมาส เมื่อถึงวันปวารณาให้นาง
ทาสีแต่ละคนสละผ้าสาฏกคนละผืน รวมเป็นผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๕๐๐ ผืน ให้
จัดผ้าเหล่านั้นทำเป็นไตรจีวรถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้ง ๕ องค์ ได้เหาะไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ต่อหน้าหญิงเหล่านั้นแล.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 240 (เล่ม 54)

หญิงเหล่านั้นทุกคนได้ทำกุศลจนตลอดชีวิต แล้วไปบังเกิดในเทวโลก.
หัวหน้าหญิงเหล่านั้น จุติจากเทวโลกนั้นไปบังเกิดในเรือนของหัวหน้าช่างหูก
ในหมู่บ้านช่างหูก กรุงพาราณสี รู้เดียงสาแล้ว ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐
องค์ซึ่งเป็นพระโอรสของพระนางปทุมวดีรู้สึกนึกรัก ไหว้ท่านทุกองค์แล้วถวาย
ภิกษา. ท่านฉันเสร็จก็กลับไปยังภูเขาคันธมาทน์ หญิงหัวหน้าทาสีนั้นทำกุศล
จนตลอดชีวิตเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ถือปฏิสนธิในพระราชมณ-
เฑียรของพระเจ้ามหาสุปปพุทธะกรุงเทวหะก่อนแต่พระศาสดาของเราทั้งหลาย
เสด็จอุบัติ ได้มีพระนามตามโคตรว่า โคตมี เป็นกนิษฐภคินีของพระนางมหา-
มายา แม้พวกหมอดูลักษณะได้พยากรณ์ไว้ว่า ทารกทั้งหลายที่อยู่ในท้องของ
หญิงทั้งสองคนนี้ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงทำ
มงคลทั้งของพระองค์แล้ว นำไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ในเวลาเจริญ
พระชนม์.
ต่อมา เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้น ทรงประกาศ
ธรรมจักรอันประเสริฐ ทำการอนุเคราะห์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายในที่นั้น ๆ
โดยลำดับ ทรงอาศัยกรุงเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา พระเจ้าสุทโธทน-
มหาราชทรงทำให้แจ้งพระอรหัตแล้วเสด็จปรินิพพานภายใต้พระมหาเศวตฉัตร
ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีมีพระประสงค์จะผนวช เมื่อทูลขอบรรพ-
ชากะพระศาสดาครั้งแรกไม่ได้ ครั้งที่สองให้ตัดพระเกศาแล้วทรงนุ่งห่มผ้า
กาสายะ พอจบการแสดงกลหวิวาทสูตร ได้เสด็จไปกรุงเวสาลีกับพวกหญิง
บาทปริจาริกาของศากยกุมาร ๕๐๐ ซึ่งประสงค์จะบวชด้วยกันได้ให้พระ-
อานนท์ทูลอ้อนวอนพระศาสดา จึงได้บรรพชาและอุปสมบทด้วยครุธรรม ๘
ประการ ส่วนหญิงนอกนี้ ได้อุปสมบทพร้อมกันทั้งหมด นี้เป็นความสังเขป
ในที่นี้ ส่วนความพิสดารในเรื่องนั้นก็มาในบาลีทั้งนั้น.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 241 (เล่ม 54)

ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้อุปสมบทอย่างนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้า
พระศาสดา ถวายอภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้นพระ-
ศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระนางแล้ว พระนางทรงเรียนพระกัมมัฏฐานใน
สำนักของพระศาสดา พากเพียรภาวนาอยู่ ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตที่
แวดล้อมด้วยอภิญญาและปฏิสัมภิทา ส่วนภิกษุณี ๕๐๐ ที่เหลือได้อภิญญา ๖
เมื่อจบนันทโกวาทสูตร. ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดา ประทับนั่งท่ามกลาง
หมู่พระอริยะในพระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนาภิกษุณีไว้ในตำแหน่ง
จึงทรงสถาปนาพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศของ
ภิกษุณีฝ่ายรัตตัญญูผู้รู้ราตรีนาน พระนางทรงยับยั้งอยู่ด้วยผลสุข และด้วย
นิพพานสุข ดำรงอยู่ในความกตัญญู ในวันหนึ่ง เมื่อจะทรงพยากรณ์พระ-
อรหัตโดยมุขคือทำการสรรเสริญพระคุณและความที่มีอุปการะก่อนแก่พระ-
ศาสดาให้แจ่มแจ้งจึงได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า
ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
ทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วย
ปลดเปลื้องหม่อมฉัน และชนอื่นเป็นอันมากให้พ้น
จากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณ-
หาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญ
มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชน
ทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ เป็น
น้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อนๆ หม่อมฉัน
ไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่ง จึงท่องเที่ยวไป ก็
หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว
อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้ายชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัด

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 242 (เล่ม 54)

นี้ภพใหม่มิได้มี ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรพระ-
สาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ใจเด็ดเดี่ยวมีความ
บากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำ
โลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวาย
บังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระนางเจ้ามหามายา
เทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้ทรงบรรเทากอง
ทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธวีร ได้แก่ ผู้แกล้วกล้าในหมู่ผู้
ตรัสรู้สัจจะ ๔ แท้จริงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่าผู้แกล้วกล้ากว่าผู้มีความ
เพียรสูงสุด หรือท่านผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔ เพราะทรงได้ชัยชนะ ด้วยการทำกิจให้
สำเร็จด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าควรได้
รับคำยกย่องว่าวีระ เพราะทรงประกอบด้วยความเพียรเป็นพิเศษเหตุความ
บริบูรณ์แห่งวิริยบารมี คือการทำกิจให้สำเร็จด้วยสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ด้วย
การอธิษฐานความเพียรที่ประกอบด้วยองค์ ๔ และทรงยังการทำกิจให้สำเร็จ
นั้นประดิษฐานอยู่โดยชอบในสันดานของเวไนยสัตว์. บทว่า นโม ตฺยตฺถุ
ความว่า ขอความนอบน้อมคือการทำความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์. บทว่า
สพฺพสตฺตานมุตฺตม ได้แก่ ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดด้วยคุณมีศีล
เป็นต้นในสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ชนิดไม่มีเท้าเป็นต้น. เพื่อแสดงอุปการคุณของ
พระศาสดาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งคุณมีศีลเป็นต้นนั้นพระนางตรัสว่า โย มํ
ทุกฺขา ปโมจสิ อญฺญญฺจ พหุกํ ชนํ ดังนี้ เมื่อประกาศความที่ตนพ้น
แล้วจากทุกข์ ได้ตรัสคาถาว่า สพฺพทุกฺขํ ดังนี้.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 243 (เล่ม 54)

พระนางเมื่อแสดงวัฏทุกข์ที่ทรงช่วยปลดเปลื้องนั้นโดยเอกเทศ ได้
ตรัสคาถาว่า มาตา ปุตฺโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตา
ปุตฺโต เป็นต้น ความว่า ในภพใด ได้เป็นมารดาของบุตรคนหนึ่ง ในภพ
อื่นจากภพนั้นได้เป็นบุตรของคนนั้นแหละ อธิบายว่า ภพต่อไปอีกเป็นบิดา
เป็นพี่ชายน้องชาย. บทว่า ยถาภุจฺจํ อชานนฺตี คือไม่รู้ถึงประวัติและ
เหตุเป็นต้นตามเป็นจริง. บทว่า สํสรึหํ อนิพฺพิสํ พระนางตรัสว่า หม่อม
ฉันเมื่อไม่ประสบ หรือไม่ได้ที่พึ่งในสมุทรคือสงสารวัฏโดยเที่ยวเวียนว่ายตาย
เกิดในภพเป็นต้น ได้ตรัสคำเป็นต้นว่า มาตา ปุตฺโต ดังนี้. อธิบายว่า ใน
ภพใดเป็นมารดาของเขา ต่อจากภพนั้นเป็นบุตรของเขานั่นแหละ ภพต่อไป
อีกก็เป็นบิดา เป็นพี่ชาย น้องชาย.
พระเถรีประกาศความที่ตนพ้นแล้วจากทุกข์ แม้ด้วยคาถาว่า ทิฏฺโฐ
หิ เม เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺโฐ หิ เม โส ภควา ความ
ว่า หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พระองค์
นั้น โดยประจักษ์ด้วยจักษุคือญาณโดยการเห็นโลกุตรธรรมที่พระองค์ทรงเห็น
แล้ว. จริงอยู่ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนที่ตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อารทฺธวีริเย คือประคองความเพียรไว้แล้ว. บทว่า
ปหิตฺตฺเต คือ ผู้มีจิตส่งไปพระนิพพาน. บทว่า นิจจํ ทฬฺหปรกฺกเม ได้
แก่ ผู้มีความบากบั่นมั่นคงทุกเวลาเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อความ
ไพบูลย์แห่งธรรมที่บรรลุแล้ว และเพื่อผลสมาบัติ. บทว่า สมคฺเค ได้แก่
ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เพราะถูกรวบรวมไว้ด้วยศีลสามัญญตาและทิฏฐิ
สามัญญตา. ชื่อว่าสาวกเพราะเป็นผู้เกิด ในที่สุดแต่การฟังเทศนาของพระศาสดา.
พระศาสดาทรงเห็นเหล่าสาวกตามเป็นจริงว่า ท่านเหล่านี้ตั้งอยู่ในมรรค เหล่านี้

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 244 (เล่ม 54)

ตั้งอยู่ในผล. บทว่า เอสาพุทฺธาน วนฺทนา ความว่า การกระทำให้
ประจักษ์แก่ตนซึ่งโลกุตรธรรม อันเป็นสรีรธรรมของพระศาสดาและเป็น
อริยภาวะของพระอริยสาวกทั้งหลายอันใด อันนั้นเป็นการถวายบังคมคือความ
น้อมไปในพระคุณตามความเป็นจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวก-
พุทธะทั้งหลาย.
พระเถรีได้ประกาศความที่พระศาสดาเป็นผู้มีอุปการะมากแก่โลก แม้
ด้วยคาถาสุดท้ายว่า พหูนํ วต อตฺถาย เป็นต้น แต่โดยความ. คำที่
ไม่จำแนกไว้ในที่นี้รู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
บางคราว พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ
กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี พระองค์เองก็ประทับอยู่ ณ สำนักภิกษุณี
กรุงเวสาลี ในเวลาเช้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาต เสวยภัตตาหารแล้ว ก็ยับยั้งอยู่
ด้วยสุขในผลสมาบัติตามเวลาที่กำหนดไว้ในสถานที่พักกลางวันของพระองค์
ออกจากผลสมาบัติพิจารณาการปฏิบัติของพระองค์เกิดโสมนัสรำพึงถึงอายุสัง-
ขารของพระองค์อยู่ ก็ทรงรู้ว่าอายุสังขารเหล่านั้นสิ้นแล้ว ทรงดำริอย่างนี้ว่า
ถ้ากระไร จำเราจะไปพระวิหารขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วอำลา
พระเถระทั้งหลาย และเพื่อนสพรหมจารีทุกรูป ซึ่งเป็นที่เจริญใจของตน พึง
มาปรินิพพานเสียในที่นี้นี่แหละ ภิกษุณี ๕๐๐ รูป ผู้เป็นบริวารของพระนาง
ก็ได้มีความปริวิตกเหมือนพระเถรี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์
อปทานว่า๑
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นประทีป
ส่องโลกให้สว่างไสวเป็นสารถีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ
กูฏาคารศาลาป่ามหาวันกรุงเวสาลี ครั้งนั้น พระมหา-
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๗ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน.

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 245 (เล่ม 54)

โคตมีภิกษุณี พระมาตุจฉาของพระชินพุทธเจ้า อยู่ใน
สำนักนางภิกษุณีในพระบุรีอันรื่นรมย์นั้น พร้อมด้วย
ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึงพ้นจากกิเลสแล้ว พระมหาปชา-
บดีโคตมีนั้น อยู่ในที่สงัดตรึกนึกคิดอย่างนี้ว่า การ
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอัครสาวกก็ดี
ของพระราหุล พระอานนท์ และพระนันทะก็ดี เรา
จะไม่ได้เห็น จำเราที่พระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอัน
ใหญ่ ทรงอนุญาตแล้ว พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน
ก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าหรือคู่พระอัคร-
สาวก พระมหากัสสป พระนันทะ พระอานนท์ และ
พระราหุล พระภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ได้ตรึกอย่างนั้น
เหมือนกัน แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้น ก็ได้ตรึก
เช่นนี้เหมือนกัน ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลอง
ทิพย์ บันลือลั่นขึ้นเอง ทวยเทพที่สิงอยู่ในสำนัก
ภิกษุณี ถูกความโศกบีบคั้น พร่ำเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร
หลังน้ำตาแล้วในที่นั้น ภิกษุณีทุก ๆ รูป พร้อมด้วย
ทวยเทพเหล่านั้นเข้าไปหาพระมหาโคตมีภิกษุณี ซบ
ศีรษะแทบพระบาทแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า
พวกเราถูกหยดน้ำคือวิมุตติรดแล้วในสำนักพระภิกษุณี
นั้นมาด้วยกัน อยู่ในที่ลับ แผ่นดินนั้นก็ไหวหวั่นสั่น
สะเทือน กลองทิพย์ ก็บันลือลั่นขึ้นเอง และเราได้ยิน
เสียงคร่ำครวญ ข้าแต่พระโคตมีจะต้องมีเหตุอะไรเกิด
ขึ้นแน่ ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ตรัส

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 246 (เล่ม 54)

บอกถึงเหตุตามที่ตนปริวิตกแล้วทุกประการ ลำดับนั้น
พระภิกษุณีทุก ๆ รูป ก็ได้บอกถึงเหตุที่ตนปริวิตก
แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจ
การนิพพานอันเกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงข้าพเจ้าทั้งหลาย
ก็จักนิพพานกันหมด ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงพระ-
อนุญาต พวกข้าพเจ้าได้ออกจากเรือนจากภพพร้อม
ด้วยพระแม่เจ้า ก็จักไปสู่นิพพานบุรี อันยอดเยี่ยม
พร้อมกับพระแม่พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไป
พร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน พระมหาปชาบดีโคตมี
ได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลายจะไปนิพพานเราจักว่า
อะไรเล่า แล้วได้ออกจากสำนักภิกษุณีไปพร้อมกับ
ภิกษุณีทั้งหมด ในครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี
ภิกษุณี ได้กล่าวกะทวยเทพทั้งหลายที่สิงอยู่ ณ
สำนักภิกษุณีว่า จงอดโทษแก่เราเถิด การเห็น
สำนักภิกษุณีของเรานี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย
ในที่ใดไม่มีความแก่หรือความตาย ไม่มีการประกอบ
ด้วยสัตว์และสังขาร อันไม่เป็นที่รักไม่มีการพลัด
พรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ที่นั้นนักปราชญ์
กล่าวว่า เป็นอสังขตสถาน พระโอรสของพระสุคต
ทั้งหลายที่ยังไม่ปราศจากราคะ ได้สดับคำของพระนาง
นั้นเป็นผู้โศกกำสรดปริเทวนาการว่า น่าสังเวชหนอ
พวกเราเป็นคนมีบุญน้อย สำนักนางภิกษุณีนี้ จะว่าง
เปล่า เว้นภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีผู้ชิโนรสจะไม่

246