พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 227 (เล่ม 54)

แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระกรุณาเป็นที่อยู่ ข้า-
พระองค์ขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เสด็จข้ามสงสารแล้ว ข้าพระองค์ขอถวายนมัสการ
แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ประทานอมตธรรม ข้า-
พระองค์ขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าพระองค์แล่น
ไปแล้วสู่ชัฏคือทิฏฐิ ลุ่มหลงเพราะกามราคะ พระองค์
ทรงแนะนำด้วยอุบายที่ชอบ เป็นผู้ยินดีแล้วในอุบายที่
ทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลาย คงตั้งอยู่ [อย่างนั้น ] เพราะ
ไม่เห็นพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์จึง
เสวยทุกข์เป็นอันมาก ในสาครคือสังสารวัฏเมื่อใด
ข้าพระองค์ยังมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นสรณะแห่ง
สัตว์โลก ไม่เป็นศัตรูแก่สัตว์โลก ทรงถึงที่สุดแห่ง
มรณะ ผู้มีอรรถรสอันไพเราะ ข้าพระองค์ขอแสดงโทษ
นั้น ข้าพระองค์ยินดีเป็นนิตย์ในรูป ระแวงว่าพระองค์
ไม่ทรงเกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเกื้อกูลมาก
ผู้ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ข้าพเจ้าขอแสดง
โทษนั้น ครั้งนั้นพระองค์ผู้ทรงเป็นพุทธชินะทรงพระ-
มหากรุณาประกาศกังวานกระแสธรรมอันไพเราะ เมื่อ
ทรงเอาน้ำอมฤตรดข้าพเจ้าได้ตรัสว่า หยุดเถิดเขมา
ครั้งนั้นข้าพเจ้าประนมนมัสการด้วยเศียรเกล้าทำประ-
ทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้าพระนรบดีราชสวามี
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงข่มข้าศึก น่า

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 228 (เล่ม 54)

อัศจรรย์ พระองค์ทรงดำริอุบายอันนี้ไว้ชอบแท้หนอ
หม่อมฉันผู้ปรารถนาจะชมพระเวฬุวัน ก็ได้ชมพระมุนี
ผู้ปราศจากกิเลสเหมือนป่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
ถ้าพระองค์จะทรงชอบพระราชหฤทัยไซร้ หม่อมฉัน
ผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระพุทธมุนีตรัสสอน จักบวช
ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้คงที่พระองค์นั้น.
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินพระ-
องค์นั้นทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนพระน้องนาง
พี่อนุญาตแก่พระน้องนาง บรรพชาจงสำเร็จแก่พระ-
น้องนางเถิด ครั้งนั้นข้าพเจ้าบวชมาแล้วได้ ๗ เดือน
เห็นความเกิดและดับของประทีป มีใจสังเวชเบื่อหน่าย
ในสรรพสังขาร ฉลาดในปัจจยาการ ก้าวล่วง
จตุรโอฆะแล้วก็บรรลุพระอรหัตเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์
ในทิพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ รู้ชัดปุพเพนิวาส-
ญาณ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวง
หมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ญาณอันบริสุทธิ์ของ
ข้าพเจ้าในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณเกิดขึ้น
แล้วในพระพุทธศาสนาข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิ
ทั้งหลาย แกล้วกล้าในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม
ถึงความชำนาญในศาสนา ภายหลังพระเจ้าปเสนทิ-
โกศลตรัสถามปัญหาละเอียดในโตรณวัตถุ ข้าพเจ้าก็
ถวายวิสัชนาตามความเป็นจริง ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิ-

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 229 (เล่ม 54)

โกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคตแล้ว ทูลสอบถามปัญหา
เหล่านั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เหมือนอย่างที่
ข้าพเจ้าถวายวิสัชนาแด่พระองค์ พระชินพุทธเจ้า
ยอดนรชน ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรง
สถาปนาข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นเลิศ
ของภิกษุณีผู้มีปัญญามาก ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลาย
แล้ว ฯลฯ พระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
พระเถรีนี้บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยผลสุข นิพพานสุข ก็ปรากฏ
ว่าเป็นผู้มีปัญญามาก เพราะเมื่อพระขีณาสวเถรีรูปอื่น ๆ เกิดปัญญาไพบูลย์
แต่ท่านก็บำเพ็ญบารมีมาแล้วในข้อนั้น จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนา
ภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งตามลำดับ ก็ทรงสถาปนาพระเถรีนั้นไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะเพราะเป็นผู้มีปัญญามากกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขมา
เป็นเลิศของภิกษุณีสาวิกาของเรา ผู้มีปัญญามาก.
วันหนึ่ง พระเถรีนั้นนั่งพักกลางวันอยู่โคนไม้ต้นหนึ่ง มารผู้มีบาป
แปลงกายเป็นชายหนุ่มเข้าไปหา เมื่อประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลายก็กล่าว
คาถาว่า
แม่นางเขมาเอย เจ้าก็สาวสคราญ เราก็หนุ่มแน่น
มาสิ เรามาร่วมอภิรมย์กัน ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ นะ
แม่นาง.
คาถานั้นมีความว่า แม่นางเขมาเอย เจ้าก็เป็นสาว อยู่ในวัยรุ่น
รูปร่างก็สะสวย ถึงเราก็หนุ่มวัยรุ่น เพราะฉะนั้น เราทั้งสองอย่าให้ความ
หนุ่มสาวเสียไปเปล่า ดนตรีเครื่อง ๕ มีอยู่ มาสิเรามาอภิรมย์เล่นกัน ด้วย
ความยินดีในการเล่นที่น่ารักเถิด.

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 230 (เล่ม 54)

นางเขมาเถรีนั้น ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อประกาศความที่ตนหมดความ
กำหนัด ในกามทั้งปวง ๑ ความที่ผู้นั้นเป็นมาร ๑ ความไม่เลื่อมใสที่มี
กำลังของตนในเหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอัตตา ๑ และความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว ๑
จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เราอึดอัดเอือมระอาด้ายกายอันเปื่อยเน่า กระสับ-
กระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกามตัณหา
ได้แล้ว กามทั้งหลายมีอุปมาด้วยหอกและหลาว มี
ขันธ์ทั้งหลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ ความยินดีในกาม
ที่ท่านพูดถึงไม่มีแก่เราแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลิน
ในกามทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา]
เสียแล้ว ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่าน
ถูกเรากำจัดแล้ว พวกคนเขลา ไม่รู้ตามความ
เป็นจริง พากันนอบน้อมดวงดาวทั้งหลาย บำเรอไฟอยู่
ในป่าคือลัทธิ สำคัญว่าเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนเราแล
นอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ
จึงพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอน
ของพระศาสดา.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อคฺคึ ปริจรึ วเน ได้แก่ เที่ยวบูชา
ไฟอยู่ในป่าคือตบะ. บทว่า ยถาภุจฺจมชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้เรื่องราวตาม
เป็นจริง. คำที่เหลือในที่นี้ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้วในหนหลัง.
จบ อรรถกถาเขมาเถรีคาถา

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 231 (เล่ม 54)

๔. สุชาตาเถรีคาถา
[๔๕๔] พระสุชาตาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้า [ตอนเป็นคฤหัสถ์] แต่งตัวนุ่งห่มผ้า
อย่างดี สวมมาลัย ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ ประดับ
ด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง เดินนำหน้าหมู่นางทาสี ถือเอา
ข้าวน้ำของเคี้ยวของกินไม่น้อยออกจากเรือนพากันไป
ยังอุทยาน รื่นเริงละเลิงเล่นอยู่ในอุทยานนั้น แล้วกำลัง
เดินจะกลับเรือนตน ก็เข้าไปชมอัญชนวันวิหาร ใน
นครสาเกต ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้เป็นแสงสว่างของ
โลก ถวายบังคมแล้ว เข้าไปเฝ้า.
พระผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรม
โปรดข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ และข้าพเจ้า
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ผู้ทรงแสวงคุณ
อันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ได้ตรัสรู้สัจจะของจริง ได้สัมผัส
ธรรมคืออมตบทอันปราศจากกิเลสดุจธุลี ในที่นั้นนั่น
เอง.
ข้าพเจ้ารู้แจ้งพระสัทธรรมแล้ว ก็บวชไม่มีเรือน
ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่
เปล่าปราศจากประโยชน์เลย.
จบ สุชาตาเถรีคาถา

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 232 (เล่ม 54)

๔. อรรถกถาสุชาตาเถรีคาถา
คาถาว่า อลงฺกตา สุวสนา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระสุ-
ชาตาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ มีธรรมเครื่อง
ปรุงแต่งวิโมกข์ที่รวบรวมไว้โดยลำดับ ในพุทธุปกาลนี้ ก็บังเกิดในครอบ
ครัวเศรษฐี ในสาเกตนคร เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาได้ยกให้บุตรเศรษฐี
ผู้มีชาติเสมอกัน มีสามีแล้ว อยู่ร่วมกับสามีในครอบครัวนั้นเป็นสุขสบาย
วันหนึ่งไปอุทยานเล่นการเล่นงานนักขัตฤกษ์ เมื่อมายังเมืองกับคนข้างเคียง
ได้พบพระศาสดาในอัญชนวัน มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้านั่งในที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถาแก่นางแล้ว ทรงทราบถึงจิตที่สบายแล้ว
จึงทรงประกาศธรรมเทศนาชื่อสามุกกังสิกะ [อริยสัจ ๔] ให้สูงขึ้น. จบ
พระธรรมเทศนา นางทั้งที่ยังนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะคนได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เพราะมีญาณแก่กล้า
และเพราะความงามแห่งเทศนาของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วไป
เรือน ขอให้สามีและมารดาบิดาอนุญาตแล้ว ไปสำนักของนางภิกษุณีโดย
พระบัญชาของพระศาสดา บวชแล้วในสำนักของนางภิกษุณีทั้งหลาย ก็ครั้น
บวชแล้ว ก็ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น
อุทานว่า
ข้าพเจ้าแต่งตัวนุ่งห่มผ้าอย่างดี สวมมาลัย ลูบ
ไล้ด้วยจุรณจันทน์ ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ห้อม

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 233 (เล่ม 54)

ล้อมด้วยหมู่นางทาสี ถือเอาข้าวน้ำของเคี้ยวของบริ-
โภคไม่น้อย ออกจากเรือนพากันไปยังอุทยาน รื่นเริง
ละเลิงเล่นอยู่ในอุทยานนั้นแล้ว กำลังเดินจะกลับเรือน
ของตน ก็เข้าไปชมอัญชนวันวิหารในนครสาเกต ได้
พบพระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลก ถวายบังคม
แล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระจักษุพระองค์นั้นได้ทรง
แสดงธรรมโปรดข้าพเจ้าด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์
และข้าพเจ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ผู้แสวง
คุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้ตรัสรู้สัจจะของจริง ได้สัมผัส
ธรรมคืออมตบท อันปราศจากกิเลสดุจธุลีในที่นั้นนั่น
เอง ข้าพเจ้ารู้แจ้งพระสัทธรรมแล้ว ก็บวชไม่มีเรือน
ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่
เปล่าจากประโยชน์เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา คือประดับ. ก็คำนั้นท่าน
กล่าวว่า สุวสนา มาลินี จนฺทโนกฺขิตา เพื่อแสดงอาการตกแต่งนั้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลินี คือ คล้องมาลัย. บทว่า จนฺทโนกฺขิตา
คือลูบไล้ด้วยจันทน์. บทว่า สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ความว่า มีร่างกายปก
คลุมด้วยสรรพาภรณ์ มีเครื่องประดับมือเป็นต้นเป็นเครื่องประดับ. บทว่า
อนฺนํ ปานํ จ อาทาย ขชฺชํ โภชฺชํ อนปฺปกํ ความว่า ถือเอาข้าวมี
ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเป็นต้น น้ำปานะมีน้ำมะม่วงเป็นต้น ของเคี้ยวมีแป้งควร
เคี้ยวเป็นต้น นอกนั้นก็ของบริโภคกล่าวคืออาหารเป็นอันมาก. บทว่า อุยฺ-
ยานมภิหารยึ ได้แก่ เรานำเข้าไปโดยการเล่นนักษัตร อธิบายว่า นำ
ข้าวและน้ำเป็นต้นมาในอุทยานนั้น ระเริงเล่นบำรุงบำเรอกับคนรอบข้าง.

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 234 (เล่ม 54)

บาทคาถาว่า สาเกเต อญฺชนํ วนํ ความว่า เราเข้าไปยังวิหาร
ในป่าอัญชนวัน ในนครสาเกต.
บทว่า โลกปชฺโชตํ ได้แก่ เป็นแสงสว่างของโลกโดยแสงสว่างคือ
ญาณ.
บทว่า ผุสยึ คือ ถูกต้องแล้ว อธิบายว่าได้บรรลุอมตธรรมนั้น.
คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุชาตาเถรีคาถา
๕. อโนปมาเถรีคาถา
[๔๕๕] พระอโนปมาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูง ที่มีสิ่งของเครื่องปลื้ม
ใจมาก มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณสัณฐาน
และรูป เป็นธิดาของเมฆีเศรษฐี เป็นผู้อันพระราช-
บุตรปรารถนา อันพวกบุตรเศรษฐีหมายปองกัน อิสร-
ชนมีพระราชกุมารเป็นต้น พากันส่งทูตไปขอต่อบิดา
ของข้าพเจ้าว่า จงให้อโนปมาแก่เรา อโนปมาธิดา
ของท่านนั้นมีค่าตัวเท่าใด เราจักให้เงินและทอง เป็น
๘ เท่าของค่าตัวนั้น.
ข้าพเจ้าได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดใน
โลก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ได้ถวายบังคมพระยุคลบาท
ของพระองค์ เข้าไปเฝ้า นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 235 (เล่ม 54)

พระโคดมพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรด
ข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ ข้าพเจ้านั่งอยู่ ณ
อาสนะนั้น ก็บรรลุผลที่ ๓ [อนาคามิผล] ครั้นแล้ว
ก็โกนผมบวชไม่มีเรือน นับตั้งแต่ตัณหาอันข้าพเจ้า
ทำให้เหือดแห้งแล้ว ถึงวันนี้ ก็นับเป็นราตรีที่ครบ ๗.
จบอโนปมาเถรีคาถา
๕. อรรถกถาอโนปมาเถรีคาถา
คาถาว่า อุจฺเจ กุเล ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอโนปมาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพเหล่านั้นๆ เพิ่มพูนธรรม
ทั้งหลายอันเป็นเครื่องอบรมบ่มวิมุตติ มาโดยลำดับในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิด
เป็นธิดาของเศรษฐีชื่อเมฆีในนครสาเกต นางมีนามว่า อโนปมา ก็เพราะรูป
สมบัติ ในเวลานางเติบโตเป็นสาวแล้ว บุตรเศรษฐี มหาอำมาตย์ของพระ-
ราชา และพระราชาเป็นอันมาก ได้พากันส่งทูตไปขอต่อบิดาว่า ขอท่านจง
ให้ธิดาชื่ออโนปมาแก่ตนเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจักให้สิ่งนี้ ๆ แก่ท่าน นางได้ฟัง
ทูตนั้นแล้วคิดว่า เราไม่ต้องการเป็นฆราวาส เพราะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยจึง
ไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรม เริ่มวิปัสสนาไปตามกระแสพระธรรมเทศนาเพราะ
ญาณแก่กล้าแล้ว เมื่อขวนขวายวิปัสสนานั้น ได้ตั้งอยู่แล้วในผลที่สาม [อนา-
คามิผล] ตามลำดับแห่งมรรค. นางทูลขอบรรพชากะพระศาสดาแล้ว เข้า

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 236 (เล่ม 54)

ไปสำนักของนางภิกษุณี โดยพระบัญชาของพระศาสดา บวชในสำนักของ
ภิกษุณีทั้งหลายได้ทำให้แจ้งอรหัตในวันที่ ๗ ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูง ที่มีสิ่งของเครื่องปลื้ม
ใจมาก มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณสัณฐานและ
รูป เป็นธิดาของเมฆีเศรษฐี เป็นผู้อันพระราชบุตร
ปรารถนา พวกบุตรเศรษฐีพากันหมายปอง อิสรชน
มีพระราชบุตรเป็นต้น พากันส่งทูตไปขอต่อบิดาของ
ข้าพเจ้าว่า ขอจงให้อโนปมาแก่เรา อโนปมาธิดา
ของท่านนั้น มีค่าตัวเท่าใด เราจักให้เงินและทองเป็น
๘ เท่าของค่าตัวนั้น ข้าพเจ้านั้นได้พบพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ได้ถวาย
บังคมพระยุคลบาทของพระองค์ เข้าไปเฝ้า นั่ง ณ ที่
ควรส่วนข้างหนึ่ง พระโคดมพระองค์นั้นได้ทรงแสดง
ธรรมโปรดข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ ข้าพเจ้า
นั่งอยู่ที่อาสนะนั้น ก็บรรลุผลที่สาม ครั้นแล้ว ได้
โกนผมออกบวชไม่มีเรือน นับตั้งแต่ตัณหาอันข้าพเจ้า
ทำให้เหือดแห้งแล้ว ถึงวันนี้ ก็นับเป็นราตรีที่ครบ ๗.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺเจ กุเล ได้แก่ ในตระกูลแพศย์
ซึ่งสูงสุด. บทว่า พหุวิตฺเต ได้แก่ อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจเป็นอัน
มากมีเครื่องประดับเป็นต้น. บทว่า มหทฺธเน ประกอบความว่า เราเกิด
แล้วในตระกูลมีทรัพย์มาก เพราะมีทรัพย์อยู่มากประมาณ ๔๐ โกฏิซึ่งเก็บไว้

236