พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 207 (เล่ม 54)

บรรเทาความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้า ซึ่งถูกความโศก
ครอบงำไว้.
วันนี้ ข้าพเจ้านั้น ถอนความโศกศัลย์ได้แล้ว
หายอยาก ดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระมุนี-
พุทธเจ้า ทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ.
จบ ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา
อรรถกถาฉักกนิบาต
๑. อรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถา๑
ในฉักกนิบาต คาถาว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ เป็นต้น เป็น
คาถาของพระปัญจสตมัตตาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
หญิงแม้เหล่านั้น บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพ ๆ นั้น มีธรรมเครื่องปรุง
แต่งวิโมกข์อันสร้างสมมาโดยลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็เกิดในเรือนครอบครัว
นั้น ๆ เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาก็จัดให้มีสามี ได้บุตรหลายตนใน
ตระกูลนั้น ๆ เมื่ออยู่ครองเรือน มีบุตรก็ตายหมด เพราะพวกเขามีชาติ
เสมอกัน ทำกรรมมาเหมือนกัน ถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้ว เข้า
ไปหาพระปฏาจาราเถรี ไหว้แล้วก็นั่งบอกถึงเหตุแห่งความเศร้าโศกของตน.
พระเถรี เมื่อบรรเทาความโศกของหญิงเหล่านั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถา
๔ คาถาเหล่านี้ว่า
๑. บาลีว่า ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 208 (เล่ม 54)

ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว
เหตุไฉนท่านจึงร้องไห้ถึงสัตว์ที่มาแล้วนั้น ว่าบุตร
ของเรา ส่วนท่านรู้ทางของสัตว์นั้น ผู้มาแล้วหรือไป
แล้ว จึงไม่เศร้าโศกถึงสัตว์นั้นเลย เพราะว่าสัตว์ทั้ง
หลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.
สัตว์อันเขามิได้เชื้อเชิญ ก็มาจากที่นั้น เขามิได้
อนุญาต ก็ไปจากที่นี้ เขามาจากที่ไหนกันแน่หนอ อยู่
ได้ ๒-๓ วัน ก็ไปแล้วสู่ทางอื่นจากที่นี้ก็มี กำลังไปสู่
ทางอื่นจากที่นั้นก็มี เขาละ [ตาย]ไปแล้ว ท่องเที่ยวอยู่
โดยรูปของมนุษย์ จักไปก็มี เขามาอย่างใด ก็ไป
อย่างนั้น จะคร่ำครวญเพราะเหตุนั้นไปทำไม.
หญิงเหล่านั้น ได้ฟังธรรมของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว เกิดความ
สังเวชใจจึงพากันบวชในสำนักของพระเถรี ครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา
กัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะ
ธรรมเครื่องอบรมบ่มวิมุตติแก่เต็มที่แล้ว. ลำดับนั้นพระเถรี ๕๐๐ รูป
เหล่านั้นพิจารณาการปฏิบัติของตนเพราะบรรลุพระอรหัตแล้ว พร้อมด้วย
คาถาโอวาทที่ว่า ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด เป็นต้น จึงต่างคนต่างกล่าวคาถา
เหล่านี้เป็นอุทานว่า
แม่เจ้า ช่วยถอนความโศกศัลย์ของข้าพเจ้า ซึ่ง
แอบอยู่ในหัวใจ เห็นได้ยากออกได้แล้ว แม่เจ้า ช่วย
บรรเทาความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้าซึ่งถูกความโศก
ครอบงำไว้ วันนี้ข้าพเจ้าถอนความโศกศัลย์ได้แล้ว

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 209 (เล่ม 54)

หายหิว ดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระมุนีพุทธเจ้า
ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ.
พระเถรีจำนวน ๕๐๐ รูป ต่างคนต่างกล่าวคาถาเหล่านี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ อาคตสฺส
คตสฺส วา ความว่า ท่านไม่รู้ทางมาของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วในที่นี้ หรือ
ทางไปของสัตว์ใดซึ่งไปแล้วจากที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเข้าถึงภพที่เป็น
อดีตและอนาคตติดต่อกัน. บทว่า ตํ กุโต จาคตํ สตฺตํ ความว่า ไฉน
คือเพราะเหตุไร ท่านจึงทำความยึดถือให้เกิดขึ้นอย่างเดียวว่า บุตรของเรา
แล้วร้องไห้ถึงสัตว์ผู้นั้น ซึ่งเป็นเสมือนบุรุษผู้มาพบกันในระหว่างทางกับผู้ที่
มายังทางมาทางไปอันไม่รู้จักแล้ว คือทางที่มาจากคติไรๆ อย่างนี้ ไม่ทันทำ
ความคุ้นเคยกันโดยประการทั้งปวง อธิบายว่า ไม่มีเหตุที่จะร้องไห้ในข้อนี้
เพราะบุตรยังไม่ทันทำกิจหน้าที่ปฏิการะตอบแทนเลย.
บทว่า มคฺคญฺจ โขสฺส ชานาสิ ความว่า ส่วนท่านรู้ทางมา
ของสัตว์นั้น ซึ่งท่านยอมรับรู้ว่าบุตรผู้มาแล้ว และทางไปของเขาผู้ไปแล้ว
บทว่า น นํ สมนุโสเจสิ ความว่า ท่านก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาอย่างนี้เลย.
เพราะอะไร เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา เพราะปัจจุบันสัตว์
ทั้งหลายยังละเว้นเป็นต่าง ๆ คือพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้ง
ปวง เพราะคนไม่มีอำนาจในของรักนั้น จะป่วยกล่าวไปไยในภพภายภาคหน้า
เล่า.
บทว่า อยาจิโต ตโตคจฺฉิ๑ ความว่า เขาอันใคร ๆ มิได้วอนเชิญ
จากปรโลกนั้น ก็มาในที่นี้ บาลีว่า อาคโต มาแล้ว ดังนี้ก็มี ความก็อย่าง
นั้นเหมือนกัน. บทว่า อนนุญฺญาโต อิโต คโต ความว่า เขาอันใคร ๆ
มิได้อนุญาตจากอิธโลก [โลกนี้] ก็ไปปรโลก [โลกอื่น]. บทว่า กุโตจิ ได้แก่
๑. ม. ตตาคจฺนิ

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 210 (เล่ม 54)

จากคติใดคติหนึ่งมีนิรยะเป็นต้น. บทว่า นูน คือสงสัย. บทว่า วสิตฺวา
กติปาหก ความว่า พักอยู่ในที่นี้เพียงน้อยวัน. บทว่า อิโตปิ
อญฺเญน คโต ความว่า เขาไปทางภพอื่นจากภพแม้นี้ คือเข้าถึงภพแม้อื่น
จากภพนี้ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ. บทว่า ตโตปญฺเญน คจฺฉติ ความว่า
เขาจักไปทางอื่นจากภพแม้นั้น คือจักเข้าถึงภพอื่น.
บทว่า เปโต ความว่า เขาจากไปคือเข้าถึงภพนั้น ๆ แล้ว ก็ไปจาก
ภพนั้น. บทว่า มนุสฺสรูเปน นั่นเป็นเพียงตัวอย่าง ความว่า โดยความ
เป็นมนุษย์และโดยความเป็นดิรัจฉานเป็นต้น. บทว่า สํสรนฺโต ได้แก่
เวียนว่ายอยู่ด้วยอำนาจความเกิดไป ๆ มา ๆ. บทว่า ยถาคโต ตถา คโต
ความว่า เขามิได้รับเชิญก็มาจากคติที่ยังไม่รู้อย่างใด เขาอันใครๆ มิได้อนุญาต
ก็ไปจากคติที่ยังไม่รู้อย่างนั้น.
บทว่า กา ตตฺถ ปริเทวนา ความว่า จะคร่ำครวญไปไยในข้อ
นั้น คือในกามาวจรที่ไม่อยู่ในอำนาจเช่นนั้น อธิบายว่าประโยชน์อะไรเล่า
ด้วยการคร่ำครวญ คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
ก็ในคาถาเหล่านั้น ๕ คาถาแรก พระปฏาจาราเถรีอบรมหญิง ๕๐๐
เหล่านั้น แยกเป็นคน ๆ ไป โดยการบรรเทาความเศร้าโศก. ส่วน ๖ คาถา พึง
เห็นว่าภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของพระปฏาจารา-
เถรีนั้น พากันบวชได้บรรลุคุณวิเศษแล้วได้กล่าวเฉพาะเป็นคน ๆ ไป.
บทว่า ปญฺจสตา ปฏาจารา ความว่า ภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหล่านี้
ได้ชื่อว่า ปฏาจารา เพราะได้รู้คำที่พระปฏาจาราเถรีกล่าว เพราะได้โอวาทใน
สำนักของพระปฏาจาราเถรี.
จบ อรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถา

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 211 (เล่ม 54)

๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา
[๔๕๒] พระวาสิฏฐีเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าถูกความเศร้าโศกถึงบุตรบีบคั้น มีจิต
ฟุ้งซ่าน หมดความรู้สึก เปลือยกาย สยายผม เที่ยว
ซมซานไปตามที่ต่างๆ.
ข้าพเจ้าได้เที่ยวไปในถนน กองหยากเยื่อ ในป่า
ช้า ในตรอกใหญ่ตรอกน้อย อด ๆ อยาก ๆ ตลอด
สามปี.
ภายหลังได้พบพระสุคต ผู้ฝึกคนที่ยังไม่ได้ฝึก
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ กำลัง
เสด็จไปยังกรุงมิถิลา กลับได้สติแล้ว เข้าไปถวาย
พระโคดมพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรด
ข้าพเจ้าด้วยพระกรุณา ข้าพเจ้าฟังธรรมพระองค์
แล้วออกบวชไม่มีเรือน เพียรพยายามในคำสอนของ
พระศาสดา ได้ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันรุ่งเรืองเกษม.
ข้าพเจ้าถอนและความโศกอันมีพระอรหัตเป็น
ที่สุดได้หมดแล้ว เพราะข้าพเจ้ากำหนดรู้วัตถุที่ตั้ง เหตุ
เกิดแห่งความโศกทั้งหลายได้.
จบ วาสิฏฐีเถรีคาถา

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 212 (เล่ม 54)

๒. อรรถกถาวาเสฏฐีเถรีคาถา๑
คาถาว่า ปุตฺตโสเกนหํ อฏฺฏา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระ
วาเสฏฐีเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ก็บำเพ็ญบารมี ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่งสม
กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ มีธรรมเครื่องปรุงแต่ง
วิโมกข์ที่รวบรวมมาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ไปบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลกรุงเวสาลี เจริญวัยแล้ว
มารดาบิดาก็ยกให้กุลบุตรผู้มีชาติเสมอกัน มีสามีแล้ว ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุขกับ
สามีนั้น ได้บุตรคนหนึ่ง เมื่อบุตรนั้นตาย ในเวลาที่วิ่งเล่นได้ ถูกความเศร้า
โศกถึงบุตรบีบคั้น ก็กลายเป็นบ้า เมื่อหมู่ญาติและสามีช่วยกันเยียวยาแก้ไข
ก็หนีไป เมื่อคนเหล่านั้นไม่รู้ หมุนออกไปเพราะความบ้าแล้วถึงมิถิลานครแล้ว
ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงฝึก รักษาพระองค์แล้วสำรวม
อินทรีย์ กำลังเสด็จไปในระหว่างถนนในมิถิลานครนั้น ครั้นเห็นแล้ว ก็หาย
บ้า ได้ปกติจิตพร้อมกับการเห็น เพราะพุทธานุภาพ ครั้งนั้น พระศาสดาทรง
แสดงธรรมแก่นางโดยย่อ นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วกลับได้ความสังเวช ทูลขอ
บวชกะพระศาสดา ได้บวชในภิกษุณีทั้งหลายตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา
ทำกิจเบื้องต้นแล้ว ก็ได้เริ่มวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่ไม่นานนัก ก็บรรลุ
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะมีญาณแก่กล้า พิจารณาการปฏิบัติ
ของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าถูกความเศร้าโศกถึงบุตรบีบคั้น มีจิต
ฟุ้งซ่านหมดควานรู้สึก เปลือยกายสยายผม เที่ยวชม
ซานไปตามที่ต่าง ๆ.
๑. บาลี เป็น วาสิฏฐีเถรีคาถา.

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 213 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าได้เที่ยวไปในถนน กองหยากเยื่อในป่าช้า
ในตรอกใหญ่และตรอกน้อย อด ๆ อยาก ๆ ตลอดสามปี
ภายหลังได้พบพระสุคต ผู้ฝึกบุคคลที่ยังไม่ได้ฝึก
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ กำลังเสด็จ
ไปสู่กรุงมิถิลา กลับได้สติแล้ว เข้าไปถวายบังคม
พระโคดมพระองค์นั้นได้ทรงแสดงธรรมโปรดข้าพเจ้า
ด้วยพระกรุณา ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วออก
บวชไม่มีเรือน เพียรพยายามในคำสอนของพระศาสดา
ได้ทำให้แจ้งซึ่งบทธรรมอันรุ่งเรืองเกษม.
ข้าพเจ้าถอนและละความโศกอันมีอรหัตเป็นที่สุด
ได้หมดแล้ว เพราะข้าพเจ้ากำหนดรู้วัตถุที่ตั้ง เหตุเกิด
แห่งความโศกทั้งหลายได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฏา แปลว่า บีบคั้น อนึ่ง พระบาลีก็
เช่นนี้แล อธิบายว่า บีบคั้น เบียดเบียน. บทว่า ขิตฺตจิตฺตา ได้แก่ มี
หทัยฟุ้งซ่านเพราะความบ้าเกิดจากความโศก ถัดจากนั้น ชื่อว่าหมดความรู้สึก
เพราะปราศจากความรู้สึกตามปกติ. ชื่อว่าเปลือยกาย เพราะปราศจากผ้านุ่งห่ม
เหตุไม่มีหิริและโอตตัปปะ. ชื่อว่าสยายผม เพราะมีผมไม่ได้สางเลย. บทว่า
เตน เตน ความว่า เราได้เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จาก
ถนนสู่ถนน. ศัพท์ว่า อถ แปลว่า ภายหลัง ได้แก่ เวลาสิ้นกรรมที่ทำ
ให้เป็นบ้า. บทว่า สุคตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า
พระสุคตเพราะทรงพระดำเนินงาม เพราะเสด็จไปสู่สถานที่ดีเพราะตรัสโดยชอบ

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 214 (เล่ม 54)

และเพราะเสด็จไปโดยชอบ. บทว่า มิถิลํ ปติ ความว่า กำลังเสด็จมุ่งสู่
มิถิลา คือกรุงมิถิลา.
บทว่า สจิตฺตํ ปฏิลทฺธาน ได้แก่ ละความบ้ากลับได้ปกติจิตของ
ตน เพราะพุทธานุภาพ.
บทว่า ยุญฺชนฺตี สตฺถุ วจเน ได้แก่ ทำความเพียร คือตาม
ประกอบภาวนาในคำสอนของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า สจฺฉากาสึ
ปทํ สิวํ ความว่า ได้ทำให้แจ้งซึ่งบทคือพระนิพพานธรรมอันรุ่งเรืองเกษมไม่
ถูกโยคะ ๔ เบียดเบียน. บทว่า เอตทนฺติกา ความว่า ความโศกทั้งหลาย
ชื่อว่า เอตทันติกะ เพราะมีพระอรหัตที่ข้าพเจ้าบทลุในบัดนี้เป็นที่สุดเป็น
ปริโยสาน อธิบายว่า บัดนี้ เหตุเกิดแห่งความโศกเหล่านั้นไม่มี. บทว่า
ยโต โสกาน สมฺภโว ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้ากำหนดรู้เหตุ
เกิดแห่งความโศกมีลักษณะไหม้เกรียมอยู่ภายใน วัตถุกล่าวคืออุปาทานขันธ์ ๕
ที่ตั้งแห่งความโศกเหล่านั้น ด้วยญาตปริญญากำหนดรู้ด้วยการรู้ ตีรณปริญญา
กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา ปหานปริญญากำหนดรู้ด้วยการละ เพราะฉะนั้น
ความโศกจึงมีอรหัตผลนั้นเป็นที่สุด.
จบอรรถกถาวาเสฏฐีเถรีคาถา
๓. เขมาเถรีคาถา
[๔๕๓] มารผู้มีบาปกล่าวประเล้าประโลมพระเถรีด้วยบทว่า
แม่นางเขมาเอย เจ้าก็สาวสคราญ เราก็หนุ่ม
แน่น มาสิ เรามาร่วมอภิรมย์กันด้วยดนตรีเครื่อง ๕
เถิดนะเจ้า.

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 215 (เล่ม 54)

พระเถรีกล่าวว่า
เราอึดอัดเอือมระอา ด้วยกายอันเปื่อยเน่า กระ-
สับกระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกาม-
ตัณหาได้แล้ว.
กามทั้งหลายอุปมาด้วยหอกและหลาว มีขันธ์ทั้ง
หลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ความยินดีในกามที่ท่าน
พูดถึง ไม่มีแก่เราแล้ว.
เรากำจัดความเพลิดเพลินในกามทั้งปวงได้แล้ว
เราทำลายกองความมืด [อวิชชา] เสียแล้ว.
ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ตัวท่านก็
ถูกเรากำจัดเสียแล้ว.
พวกคนเขลาไม่รู้ตามความเป็นจริง พากันนอบ
น้อมดวงดาวทั้งหลาย นำเธอไปอยู่ในป่าคือลัทธิ แล้ว
สำคัญว่าบริสุทธิ์.
ส่วนเราแล นอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้า ผู้เป็นอุดมบุรุษ จึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำ
ตามคำสั่งสอนของพระศาสดา.
จบ เขมาเถรีคาถา

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 216 (เล่ม 54)

๓. อรรถกถาเขมาเถรีคาถา
คาถาว่า ทหรา ตุวํ รูปวตี ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระเขมา
เถรี.
พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ อาศัย
คนอื่นเลี้ยงชีพ เป็นทาสีหญิงรับใช้ของคนอื่น ๆ อยู่ในกรุงหังสวดี นางเลี้ยง
ชีวิตอยู่ได้ด้วยการช่วยขวนขวายงานของคนเหล่าอื่น วันหนึ่ง ได้เห็นพระสุชาต-
เถระ อัครสาวกของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตได้ถวาย
ขนมสามก้อน วันเดียวกันนั้น ก็ได้สละผมของตนถวายเป็นทานแก่พระเถระ
ทำความปรารถนาว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นพุทธสาวิกา ผู้มีปัญญามากในอนาคต ไม่
ประมาทในกุศลธรรมตลอดชีวิต เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นมเหสีของท้าวเทวราชแห่งทวยเทพฉกามาวจรมีท้าวสักกะเป็นต้นโดยลำดับ
และแม้ในมนุษยโลกก็เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิและพระเจ้าปฐพีมณฑล
หลายครั้ง เสวยมหาสมบัติแล้ว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ก็เกิด
ในมนุษยโลก รู้เดียงสาแล้วฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ความสังเวช
ใจบวชประพฤติ [โกมาริ] พรหมจรรย์อยู่ถึงหมื่นปี เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก
ทำกรรมที่ให้เกิดปัญญาด้วยการกล่าวธรรมเป็นต้น แก่ชนเป็นอันมาก จุติจากภพ
นั้นแล้ว เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในสุคติฝ่ายเดียว ในกัปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่ากกุสันธะ และพระนามว่า โกนาคมนะ ก็บังเกิดในครอบครัวที่
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ รู้เดียงสาแล้ว สร้างสังฆารามใหญ่ ได้มอบถวายแก่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

216