พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 197 (เล่ม 54)

ง่าย ก็ฉันนั้น ได้การทำจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ด้วยสมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา.
อนึ่ง ข้าพเจ้าเมื่อเจริญวิปัสสนาอย่างนั้น เข้าห้องน้อยเมื่อต้องการอุตุสัปปายะ
ถือประทีปเพื่อกำจัดความมืดเข้าห้องแล้ววางประทีป พอนั่งลงบนเตียง ก็หมุน
ไส้ประทีปขึ้นลงด้วยลูกดาล เพื่อเพ่งประทีป ทันใดนั่นเอง จิตของพระเถรีนั้น
ก็ตั้งมั่น เพราะได้อุตุสัปปายะ หยั่งลงสู่วิถีแห่งวิปัสสนา สืบต่อด้วยมรรค.
แต่นั้น อาสวะทั้งหลาย ก็สิ้นไปโดยประการทั้งปวง ตามลำดับมรรค. ด้วย
เหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า แต่นั้น ข้าพเจ้าก็ถือประทีป ฯลฯ ความหลุดพ้น
ทางใจได้มีแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยํ โอโลกยิตฺวาน ได้แก่ เห็น
ที่นอนโดยแสงสว่างแห่งประทีป. บทว่า สูจึ ได้แก่ ลูกดาล. บทว่า วฏฺฏึ
โอกสฺสยามิ ได้แก่หมุนไส้ประทีป ที่ตรงต่อน้ำมันขึ้นลง เพื่อดับประทีป. บท
ว่า วิโมกฺ โข ได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย. ก็วิโมกข์นั้น เพราะเหตุ
ที่เป็นความสืบต่อแห่งจิตโดยปรมัตถ์ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เจตโส
เหมือนอย่างว่าเมื่อปัจจัยมีไส้และน้ำมันมีอยู่ ประทีปที่ควรจะติดขึ้น แต่ไม่คิด
ขึ้นเพราะไม่มีปัจจัยนั้น จึงเรียกว่าดับ ฉันใด เมื่อปัจจัยมีกิเลสเป็นต้นมีอยู่
จิตที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีปัจจัยนั้น จึงเรียกว่าดับฉันนั้น
เพราะฉะนั้นพระเถรีจึงกล่าวว่า ความหลุดพ้นทางใจได้มีแล้ว เหมือนความ
ดับของประทีปที่ติดโพลง ฉะนั้น.
จบ อรรถกถาปฏาจาราเถรีคาถา

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 198 (เล่ม 54)

๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา
[๔๔๙] พระเถรีประมาณ ๓๐ รูปนี้ ได้พยากรณ์อรหัตผลในสำนัก
ของพระปฏาจาราเถรีอย่างนี้ว่า :-
มาณพทั้งหลายถือเอาสากตำข้าวเปลือก แสวง
หาทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา ท่านทั้งหลายจงทำตาม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งทำแล้วไม่ต้องเดือด
ร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้า แล้วนั่ง
ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง จงประกอบความสงบใจเนือง ๆ
กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
ภิกษุณีเหล่านั้น ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏา-
จาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
หนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำตามคำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในยามต้นแห่งราตรีระลึกถึง
ชาติก่อนได้ ในยามกลางแห่งราตรีชำระทิพยจักษุได้
ในยามปลายแห่งราตรีทำลายกองแห่งความมืดได้ พา
กันลุกขึ้นกราบเท้าพระเถรี พร้อมกับกล่าวว่า พวกเรา
ทำตามคำสอนของพระแม่เจ้าแล้ว จักอยู่ห้อมล้อมพระ
แม่เจ้า เหมือนทวยเทพชั้นไตรทศห้อมล้อมพระอินทร์
ผู้ชนะในสงครามฉะนั้น. พวกเรามีวิชชาสาม เป็นผู้
ไม่มีอาสวะ ดังนี้.
จบ ติงสมัตตาเถรีคาถา

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 199 (เล่ม 54)

๑๑. อรรถกถาติงสมัตตาเถรีคาถา
คาถาของพระเถรี ๓๐ รูป มีว่า มูสลานิ คเหตฺวาน เป็นต้น.
พระเถรีแม้เหล่านั้น ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ สั่งสมธรรม
เครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถูกกรรมของตน
กระตุ้นเตือนแล้วก็บังเกิดในเรือนครอบครัวนั้น ๆ รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมใน
สำนักพระปฏาจาราเถรี ได้ศรัทธาแล้ว พากันออกบวช มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญ
วัตรปฏิบัติอยู่ ต่อมาวันหนึ่ง พระปฏาจาราเถรีเมื่อให้โอวาทแก่ภิกษุณีเหล่า
นั้น จึงได้กล่าว ๒ คาถานี้ว่า
มาณพทั้งหลายถือสากตำข้าวเปลือก แสวงหา
ทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา.
ท่านทั้งหลาย จงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธ-
เจ้า ซึ่งทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง
ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนหนึ่ง จงประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำ
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ ถือสากตำข้าวเปลือก
ทำงานตำข้าวในครกของคนอื่น ๆ เพราะเหตุเลี้ยงชีพ ทำงานต่ำ ๆ เช่นนี้อย่าง
อื่น รวบรวมทรัพย์ได้พอสมควร เลี้ยงดูบุตรภริยา แต่งานนั้นของสัตว์เหล่า
นั้นเป็นงานต่ำ เป็นงานของปุถุชน เป็นทุกข์ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย ละเว้นงานเนิ่นช้าที่ประกอบด้วยความเศร้าหมอง
เช่นนี้เสีย จงกระทำ จงพร้อมทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือคำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือไตรสิกขา จงให้บังเกิดในสันดานของตน

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 200 (เล่ม 54)

พระเถรีกล่าวเหตุในเรื่องนี้ว่า คำสอนใดที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง
ได้แก่เพราะเหตุที่ทำคำสอนใด ไม่ต้องเดือดร้อนตามมาในปัจจุบันและ
อนาคต. บัดนี้ เพื่อแสดงกิจเบื้องต้นและวิธีประกอบเนือง ๆ ในการทำคำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นพระเถรีจึงกล่าวว่า ขิปฺปํ ปาทานิ โธวิตฺวา
เป็นอาทิ. ในคำนั้น เพราะเหตุที่ความสุขในการนั่ง และการได้อุตุสัปปายะ
ไม่มีแก่ผู้ไม่ล้างเท้า ไม่ล้างหน้า แต่ทั้งสองอย่างนั้นจะได้แก่ผู้ล้างเท้าและล้าง
หน้าแล้วนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่ง ฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าพลาดขณะตามที่
ได้แล้วนี้เสีย จงรีบล้างเท้าคือเท้าของตนแล้วนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่ง คือใน
โอกาสที่สงัด ท่านทั้งหลายจงผูกจิตของตนไว้ในอารมณ์ ๓๘ เฉพาะอารมณ์ที่
ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำ พร้อมกระทำ
ศาสนา คือโอวาทคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า โดยการเจริญกรรม
ฐานมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้ว.
ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น อยู่ในโอวาทของพระเถรีนั้น เริ่มวิปัสสนา
ทำการภาวนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะมีญาณแก่กล้า
และเพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อพิจารณาการปฏิบัติของตนได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
พร้อมด้วยคาถาโอวาทว่า
ภิกษุณีเหล่านั้น ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏา-
จาราเถรีนั้น ล้างเท้าแล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
หนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจเนืองๆ กระทำตาม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในยามต้นแห่งราตรีระลึก
ถึงชาติก่อนได้ [บุพเพนิวาสญาณ] ในยามกลางแห่ง
ราตรี ชำระทิพยจักษุ [จุตูปปาตญาณ] ได้ ในยาม
ปลายแห่งราตรี ทำลายกองแห่งความมืดได้ [อาสวัก-

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 201 (เล่ม 54)

ขยญาณ] พากันลุกขึ้นกราบเท้าพระเถรี พร้อมกับ
กล่าวว่า พวกเราทำตามคำสอนของพระแม่เจ้าแล้ว
จักอยู่ห้อมล้อมพระแม่เจ้า เหมือนทวยเทพชั้นไตรทศ
ห้อมล้อมพระอินทร์ ผู้ชนะในสงครามฉะนั้น พวก
เรามีวิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสา ตา วจนํ สุตฺวา ปฏาจาราย
สาสนํ ความว่า คำสั่งสอน คือคำโอวาทนั้นๆ ของพระปฏาจาราเถรีนั้น
เพราะอรรถว่าเป็นคำสอนให้สละกิเลสทั้งหลาย ภิกษุณี ๓๐ รูปนั้น ฟังแล้วรับ
คือรับคำด้วยเศียรเกล้า.
บทว่า อุฏฺฐาย ปาเท วนฺทึสุ กตา เต อนุสาสนี ความว่า
ภิกษุณีเหล่านั้นทำให้เป็นประโยชน์ คือทำไว้ในใจ ซึ่งคำสั่งสอนนั้น ตามที่รับ
ไว้แล้ว นั่งภาวนาในสถานตามที่สบาย ทำภาวนาให้ถึงที่สุดแล้ว ลุกจากอาสนะ
ที่นั่ง เพื่อบอกคุณวิเศษที่คนบรรลุ จึงเข้าไปหาพระเถรีกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่
มหาเถรี พวกเราทำตามอนุศาสนีของพระแม่เจ้าตามที่สั่งสอนแล้ว กราบเท้า
ของพระเถรีด้วยเบญจางคประดิษฐ์. บทว่า อินฺทํว เทวา ติทสา สงฺคาเม
อปราชิตํ ความว่า ข้าแต่พระแม่มหาเถรี พวกเราจะอยู่ห้อมล้อมพระแม่เจ้า
เหมือนทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ห้อมล้อมพระอินทร์ ผู้ไม่พ่าย คือชนะในสง-
ครามระหว่างเทวดากับอสูรฉะนั้น เพราะไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำ เพราะฉะนั้น
ภิกษุณีเหล่านี้ จึงประกาศความที่ตนเป็นผู้กตัญญูว่า พวกเรามีวิชชา ๓ ไม่มี
อาสวะ. คำนี้ ก็เป็นคำพยากรณ์พระอรหัตของภิกษุณีเหล่านี้ด้วย. แต่เมื่อว่า
โดยอรรถในคำนี้ก็เป็นอย่างอื่น คำนั้น มีนัยที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลังทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาติงสมัตตาเถรีคาถา

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 202 (เล่ม 54)

๑๒. จันทาเถรีคาถา
[๔๕๐] พระจันทาเถรี กล่าวอุทานว่า
แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เป็นหม้ายไร้
บุตร ปราศจากญาติมิตร ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่ง
อาหารและผ้า ถือภาชนะและท่อนไม้เที่ยวขอทาน
จากครอบครัวหนึ่งไปยังครอบครัวหนึ่ง ถูกความหนาว
และความร้อนเบียดเบียน เที่ยวขอทานอยู่ถึง ๗ ปี.
ต่อมาภายหลัง ข้าพเจ้าได้พบพระปฏาจาราเถรี ภิกษุณี
ผู้ได้ข้าวน้ำอยู่เป็นปกติ จึงเข้าไปบอกขอบรรพชาไม่
มีเรือน.
ท่านพระปฏาจาราเถรีนั้น กรุณาข้าพเจ้า ให้
ข้าพเจ้าได้บรรพชา ต่อนั้น ก็สั่งสอนข้าพเจ้า ประกอบ
ข้าพเจ้าไว้ในประโยชน์อย่างยิ่ง.
ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว ได้กระทำตามที่ท่าน
สอน โอวาทของพระแม่เจ้า ไม่เป็นโมฆะเปล่าประ-
โยชน์ ข้าพเจ้ามีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ.
จบ จันทาเถรีคาถา
ปัญจกนิบาต จบ

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 203 (เล่ม 54)

๑๒. อรรถกถาจันทาเถรีคาถา
คาถาว่า ทุคฺคตาหํ ปุเร อาสึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระจันทาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆรวบรวมธรรมเครื่อง
ปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับมีญาณแก่กล้าแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิ
ในเรือนพราหมณ์ผู้ไม่ปรากฏชื่อ ในหมู่บ้านพราหมณ์ตำบลหนึ่ง นับแต่นาง
บังเกิด ครอบครัวนั้นก็เสื่อมโภคะลงเรื่อยมา. นางรู้เดียงสาตามลำดับ มีชีวิต
อยู่อย่างลำเค็ญ ครั้งนั้น เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในเรือนหลังหนึ่ง ด้วยโรคนั้น
ญาติของนางทั้งหมด ก็พากันล้มตายไป เมื่อสิ้นญาติ นางก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่
ในที่อื่น ต้องถือกะลาขอทาน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหาร คือ ภิกษาที่นาง
ตระเวนไปทุกครอบครัวแล้วได้มา ได้ไปยังสถานที่แจกข้าวของพระปฏาจารา
เถรี. ภิกษุณีทั้งหลายเห็นนางต้องทุกข์ ถูกทุกข์ครอบงำ ก็เกิดกรุณา ให้
นางเอิบอิ่ม ด้วยอาจาระที่น่าจับใจ ด้วยอาหารที่มีอยู่ในที่นั้น. นางเลื่อมใส
ในอาจาระและศีลของภิกษุณีเหล่านั้น เข้าไปหาพระเถรี ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่
สมควรส่วนหนึ่ง. พระเถรีก็แสดงธรรมแก่นาง นางฟังธรรมนั้นแล้ว ก็ยิ่ง
เลื่อมใสในคำสอน และเกิดความสังเวชใจในสังสารวัฏจึงบวช. ครั้นบวชแล้ว
ก็อยู่ในโอวาทของพระเถรี เริ่มตั้งวิปัสสนา ประกอบภาวนาเนือง ๆ เพราะ
เป็นผู้บำเพ็ญบารมีไว้ และเพราะญาณแก่กล้า ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้
เป็นอุทานว่า :-

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 204 (เล่ม 54)

แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เป็นหม้ายไร้
บุตร ปราศจากญาติมิตร ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่ง
อาหารและผ้า ถือภาชนะและท่อนไม่เที่ยวขอทาน จาก
ครอบครัวหนึ่งไปสู่ครอบครัวหนึ่ง ถูกความหนาว
ความร้อนเบียดเบียน เที่ยวขอทานอยู่ถึง ๗ ปี. ต่อมา
ภายหลัง ข้าพเจ้าได้พบพระปฏาจาราเถรี ภิกษุณีผู้ได้
ข้าวน้ำอยู่เป็นปกติ จึงเข้าไปบอก ขอบรรพชาไม่มี
เรือน.
ท่านพระปฏาจาราเถรีนั้น กรุณาข้าพเจ้า ให้
ข้าพเจ้าได้บรรพชา ต่อนั้น ก็สั่งสอนข้าพเจ้า ประ-
กอบข้าพเจ้าไว้ในประโยชน์อย่างยิ่ง.
ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว ได้กระทำตามที่ท่าน
สอน โอวาทของพระแม่เจ้าไม่เป็นโมฆะ เปล่าประ-
โยชน์ ข้าพเจ้ามีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุคฺคตา ได้แก่ยากจน. บทว่า ปุเร
ได้แก่ ก่อนแต่บวช. จริงอยู่ เวลาบวชแล้ว นับตั้งแต่นั้นมา บุคคลในพระ-
ศาสนานี้ ใคร ๆ ไม่ควรพูดว่าเป็นคนมั่งมี หรือยากจน แต่พระเถรีนี้มั่งมี
ด้วยคุณทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงว่า ทุคฺคตาหํ ปุเร อาสึ. ใน
บทว่า วิธวา สามีเขาเรียกว่า ธว ชื่อว่า วิธวา เพราะไม่มีสามีนั้น อธิบาย
ว่า สามีตาย [หม้าย]. บทว่า อปุตฺติกา ได้แก่ เว้นจากบุตร. บทว่า วินา
มิตฺเตหิ ญาตีหิ ได้แก่ เสื่อมคือปราศจากมิตรและพวกพ้อง. บทว่า ภตฺต-

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 205 (เล่ม 54)

โจฬสฺส นาธิคํ ความว่า ไม่พบความบริบูรณ์แห่งอาหารและผ้า อธิบายว่า
ข้าพเจ้าไม่ได้เพียงอาหารและเครื่องปกปิด [ผ้า] คือก้อนข้าว และชิ้นผ้าเก่า ๆ
อย่างเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ปตฺตํ ทณฺฑญฺจ
คณฺหิตฺวา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ ภาชนะดิน. บทว่า ทณฺฑํ
ได้แก่ ท่อนไม้ใช้กันโคและสุนัขเป็นต้น . บทว่า กุลา กุลํ ได้แก่ จากสกุล
ไปสู่สกุล. บทว่า สีตุณฺเหน จ ฑยฺหนฺติ ได้แก่ ถูกความหนาวและ
ความร้อนเบียดเบียน เพราะไม่มีเรือนที่อยู่.
ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระปฏาจาราเถรี. บทว่า
ปุน ได้แก่ ภายหลัง คือต่อมาอีก ๗ ปี.
บทว่า ปรมตฺเถ ได้แก่ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือสูงสุด ได้แก่
ปฏิปทาที่ให้ถึงพระนิพพาน และพระนิพพาน. บทว่า นิโยชยิ ได้แก่ บอก
กรรมฐาน ประกอบข้าพเจ้าไว้. คำที่เหลือมีนัยอันกล่าวแล้ว.
จบ อรรถกถาจันทาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาปัญจกนิบาต

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 206 (เล่ม 54)

ฉักกนิบาต
๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา
[๔๕๑] พระปฏาจาราเถรีกล่าวอบรมพระเถรี ๕๐๐ รูป ทีละคนว่า
ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว
เหตุไฉน ท่านจึงร้องไห้ถึงสัตว์ที่มาแล้วนั้นว่า บุตร
ของเรา.
ส่วนท่านรู้ทางของสัตว์นั้น ผู้มาแล้วหรือไปแล้ว
จึงไม่เศร้าโศกถึงสัตว์นั้นเลย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลาย
มีอย่างนี้เป็นธรรมดา.
สัตว์อันเขามิได้เชื้อเชิญก็มาจากที่นั้น เขามิได้
อนุญาตก็ไปจากที่นี้.
เขามาจากที่ไหนกันแน่หนอ อยู่ได้ ๒-๓ วัน
ก็ไปแล้วสู่ทางอื่นจากที่นี้ก็มี กำลังไปสู่ทางอื่นจากที่
นั้นก็มี เขาละ [ตาย] ไปแล้ว ท่องเที่ยวอยู่โดยรูป
ของมนุษย์ จักไปก็มี เขามาอย่างใด ก็ไปอย่างนั้น
จะคร่ำครวญเพราะเหตุนั้นไปทำไม.
พระปัญจสตาปฏาจาราเถรี กล่าวเฉพาะทีละรูปว่า
แม่เจ้าช่วยถอนความโศกศัลย์ของข้าพเจ้า ซึ่ง
แอบอยู่ในหัวใจ เห็นได้ยากออกได้แล้ว แม่เจ้าช่วย

206