พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 177 (เล่ม 54)

พุทธเจ้า มี ๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุนี
ภิกขุทาสิกา ธัมมา สุธัมมา และสังฆทาสิกาที่ครบ ๗.
บัดนี้ คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา
ข้าพเจ้า กิสาโคตมี ธัมมทินนา และวิสาขาที่ครบ ๗.
ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้
ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัว
เศรษฐี ผู้มั่งคั่ง ในกรุงราชคฤห์ราชธานีมคธ ครั้น
ข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาว เห็นโจรที่ถูกเขานำไปจะประ-
หารชีวิต เกิดจิตปฏิพัทธ์ในโจรนั้น บิดาของข้าพเจ้า
ติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยทรัพย์พันกหาปณะ ให้ปล่อย
โจรนั้นพ้นจากประหาร.
บิดาเอาใจข้าพเจ้า จึงมอบโจรนั้นให้ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเอ็นดูโจรนั้น ช่วยเกื้อกูล สนิทสนมอย่างยิ่ง.
โจรนั้น นำเครื่องพลีกรรมไป เพราะโลภใน
เครื่องประดับของข้าพเจ้า นำไปยังเขาทิ้งโจร คิดจะ
ฆ่าข้าพเจ้าที่ภูเขา.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้านอบน้อมสัตตุกโจร ทำอัญชลี
อย่างดี รักษาชีวิตตน จึงกล่าวคำนี้ว่า
สายสร้อยทองนี้ แก้วมุกดา และไพฑูรย์เป็น
อันมาก ขอท่านโปรดเอาไปทั้งหมด โปรดปล่อย
ภัททา ประกาศว่าเป็นทาสีของท่าน.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 178 (เล่ม 54)

สัตตุกโจรกล่าวกะข้าพเจ้าว่า
แม่งาม จงตายเสียเถิด เจ้าอย่าพิไรรำพันนัก
เลย ข้าไม่รู้เลยว่า ไม่ต้องฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว
ข้าพเจ้ากล่าวกะสัตตุกโจรว่า
เมื่อใดข้าพเจ้านึกถึงตัวเอง เนื้อใดข้าพเจ้าเติบ
โตรู้เดียงสาแล้ว เมื่อนั้นข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า คนอื่น
จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวท่าน มาสิข้าพเจ้าจักกอดท่าน
ทำประทักษิณเวียนขวาท่าน ไหว้ท่าน ข้าพเจ้ากับ
ท่านจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว.
เทวดาที่สิงสถิต ณ ภูเขากล่าวสดุดีข้าพเจ้าว่า
มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้น ๆ.
มิใช่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
สตรีที่คิดความได้รวดเร็ว ก็เป็นบัณฑิตได้.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าฆ่าสัตตุกโจร เหมือนอย่างขน
เนื้อทราย ฆ่าเนื้อทรายฉะนั้น.
ก็ผู้ใดรู้แก้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้
ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการบีบคั้นของศัตรู
เหมือนข้าพเจ้าหลุดพ้นจากสัตตุกโจร ในครั้งนั้น
ฉะนั้น.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าผลักสัตตุกโจรตกลงไปที่ซอก
เขา แล้วเข้าไปยังสำนัก ของนักบวชผู้ครองผ้าขาว
บรรพชา.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 179 (เล่ม 54)

พวกนักบวชปริพาชก เอาแหนบถอนผมของ
ข้าพเจ้าหมดให้บรรพชาแล้ว สอนลัทธิสมัย ไม่ว่างเว้น
ในครั้งนั้น.
แต่นั้น ข้าพเจ้าเรียนลัทธินั้นนั่งอยู่คนเดียวนึก
ถึงลัทธินั้นว่า สุนัขทำกะมนุษย์.
ข้าพเจ้าจับกิ่งหว้าที่ขาดแล้ว วางนอนไว้ใกล้
ข้าพเจ้าแล้วก็หลีกไป เห็นกลุ่มคนยืนอยู่อากูลดัง
หมู่หนอน ก็ได้นิมิต สลดใจ ก็ลุกขึ้นจากที่นั้นบอก
กล่าวกะสหธรรมมิกปริพาชกผู้ร่วมประพฤติธรรม สห-
ธรรมิกเหล่านั้นบอกว่า ภิกษุศากยบุตรรู้ความข้อนั้น
ข้าพเจ้าจึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระผู้นำพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมแก่
ข้าพเจ้าว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย ไม่งามเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็ทำธรรม-
จักษุดวงตาเห็นธรรมให้บริสุทธิ์ แต่นั้นก็รู้แจ้งพระ-
สัทธรรม ได้บรรพชาอุปสมบท. พระผู้ทรงเป็นผู้นำ
อันข้าพเจ้าทูลวอนแล้วก็ตรัสว่า ภัททา จงมา ข้าพเจ้า
อุปสมบทแล้วในครั้งนั้น ได้เห็นน้ำเล็กน้อย. ด้วย
การล้างเท้า ก็รู้พร้อมทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อม
คิดอย่างนี้ว่า สังขารแม้ทั้งหมดก็เป็นอย่างนั้น.
แต่นั้น จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้น ไม่ยึดมั่น
โดยประการทั้งปวง ครั้งนั้น พระชินพุทธเจ้าจึงทรง

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 180 (เล่ม 54)

แต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของ
ภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญา ตรัสรู้เร็วพลัน.
ข้าพเจ้าผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดาเป็นผู้
ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชชา
[เจโตปริยญาณ] รู้ปุพเพนิวาสญาณ ทำทิพยจักษุให้
บริสุทธิ์ ทำอาสวะให้สิ้นไปหมด บริสุทธิ์ไร้มลทิน
อย่างดี.
พระศาสดา ข้าพเจ้าบำรุงแล้ว คำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ภาระหนัก ก็ปลง
ลงแล้ว ตัณหาที่นำไปในภพ ก็ถอนเสียแล้ว ชนทั้ง
หลายออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อประโยชน์อัน
ใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว ธรรมเป็นที่
สิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง ก็บรรลุแล้ว. ญาณของข้าพเจ้า
ในอรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณ ก็บริสุทธิ์ไพบูลย์
ด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ
ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกดุจช้างไม่
มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้ามาดีแล้ว ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระ
พุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 181 (เล่ม 54)

ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ก็
กระทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำ
เสร็จแล้ว.
ก็แลนางครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทันใดนั้นก็ทูลขอบรรพชา พระ
ศาสดาทรงอนุญาตการบรรพชาแก่นาง นางจึงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาแล้ว
ก็ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลและสุขในนิพพาน พิจารณาการปฏิบัติของตน จึง
กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืน
เดียวเที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็น
สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ.
ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธ-
เจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌ-
กูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อพระพักตร์
พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัส
สั่งนั้น ทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์.
ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี
โกสละ บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่
เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค].
ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา
ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสก
ผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ.

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 182 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลูนเกสี ได้แก่ ชื่อว่าถอนผม เพราะ
ข้าพเจ้าถูกถอนถูกทิ้งผม คือมีผมถูกถอนด้วยเสี้ยนตาล ในการบวชในลัทธิ
นิครนถ์ พระเถรีกล่าวหมายถึงลัทธินั้น. บทว่า ปงฺกธรี ได้แก่ ชื่อว่าอมมูล
ฟัน เพราะคงไว้ซึ่งปังกะคือมลทินในฟันทั้งหลาย เพราะยังไม่เคี้ยวไม้
ชำระฟัน. บทว่า เอกสาฏี ได้แก่ มีผ้าผืนเดียว ตามจารีตนิครนถ์ บทว่า
ปุเร จรึ ได้แก่ แต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นนักบวชหญิงนิครนถ์ (นิคนฺถี) เที่ยวไป
อย่างนี้. บทว่า อวชฺเช วชฺชมตินี ได้แก่ สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษมีการ
อาบน้ำ ขัดสีตัวและเคี้ยวไม้สีฟันเป็นต้นว่ามีโทษ. บทว่า วชฺเช จาวชฺช-
ทสฺสินี ได้แก่ เห็นในสิ่งที่มีโทษมีมานะ มักขะ ปลาสะและวิปัลลาสะเป็นต้น
ว่าไม่มีโทษ.
บทว่า ทิวาวิหารา นิกขมฺม ได้แก่ ออกจากสถานที่พักกลางวัน
ของตน. ภัททาปริพาชิกาแม้นี้ มาพบพระเถระเวลาเที่ยงตรง ถูกพระเถระ
กำจัดความกระด้างด้วยมานะเสีย ด้วยการตอบปัญหานั้น และแสดงธรรม
ก็มีใจเลื่อมใส ประสงค์จะเข้าไปยังสำนัก จึงกลับไปยังที่อยู่ของตน นั่งพัก
กลางวัน เวลาเย็นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.
บทว่า นิหจฺจ ชานุํ วนฺทิตฺวา ความว่า ด้วยการคุกเข่าทั้งสอง
ลงที่แผ่นดินตั้งอยู่ ชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยองค์ ๕. บทว่า สมฺมุขา อญฺชลึ อกึ
ความว่าได้ทำอัญชลีที่รุ่งเรื่องด้วยการประนม ๑๐ นิ้ว ต่อพระพักตร์ของพระ
ศาสดา. บทว่า เอหิ ภทฺเทติ มํ อวจ สา เม อวสูปสมฺปทา ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้า ผู้บรรลุพระอรหัต แล้วทูลขอบรรพชา
อุปสมบทว่า ภัททา จงมา เจ้าจงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทเสียที่
สำนักภิกษุณีดังนี้อันใด พระดำรัสสั่งของพระศาสดานั้น ได้เป็นอุปสัมปทา
เพราะเป็นเหตุแห่งการอุปสมบทของข้าพเจ้า

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 183 (เล่ม 54)

สองคาถาว่า จิณฺณา เป็นอาทิ เป็นคาถาแสดงการพยากรณ์พระอรหัต.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า จิณฺณา องฺคา จ มคธา ความว่า ชนบท
เหล่านั้นใด คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ แต่ก่อน ข้าพเจ้าบริโภคก้อน
ข้าวของชาวแคว้นอย่างเป็นหนี้ เที่ยวจาริกไป นับตั้งแต่พบกับพระศาสดา
ข้าพเจ้าไม่เป็นหนี้ คือไม่มีโทษ ปราศจากกิเลส บริโภคกอันข้าวของชาว
แคว้นมา ๕๐ ปี ในชนบทเหล่านั้นแล.
พระเถรีเมื่อพยากรณ์พระอรหัต โดยมุข คือการระบุบุญวิเศษ แก่
อุบาสกผู้มีใจเลื่อมใสแล้วถวายจีวรแก่ตน จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปุญฺญํ วต
ปสวิ พหุํ ประสบบุญเป็นอันมากหนอเป็นต้น. คาถานั้น ก็รู้ได้ง่ายแล.
จบ อรรถกถาภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา
๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา
[๔๔๘] พระปฏาจาราเถรี ชี้แจงว่า
ผู้ชายทั้งหลาย ไถนาด้วยไถ หว่านเมล็ดพืชลง
ที่พื้นนา ได้ทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา.
ข้าพเจ้าสมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของ
พระศาสดา ไม่เกียจคร้าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไฉนจะไม่
ประสบพบพระนิพพานเล่า.
ข้าพเจ้าล้างเท้า ใส่ใจนิมิตในน้ำ เห็นน้ำล้าง
เท้าไหลจากที่ดอนมาสู่ที่ลุ่ม แต่นั้น ข้าพเจ้าก็ตั้งจิต

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 184 (เล่ม 54)

ไว้มั่นคง ดุจม้าอาชาไนยที่ดี ถือประทีปจากที่นั้นไป
ยังวิหาร มองเห็นที่นอน จึงเข้าไปที่เตียง.
ต่อนั้น ก็ถือลูกดาลชักไส้ประทีปออกไป ความ
หลุดพ้นทางใจ ก็ได้มีเหมือนความดับของประทีปที่
ติดโพลง ฉะนั้น.
จบ ปฏาจาราเถรีคาถา
๑๐. อรรถกถาปฏาจาราเถรีคาถา
คาถาว่า นงฺคเลหิ กสํ เขตฺตํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระปฏา-
จาราเถรี.
ความพิสดารว่า พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนครอบครัว ในกรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง
ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ทรงวินัย กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป
ปรารถนาตำแหน่งนั้น. นางกระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายไปในเทวดา
และมนุษย์ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ถือปฏิสนธิในพระราชมณเฑียร
ของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้อง
นาง ๗ องค์ ทรงประพฤติโกมาริพรหมจรรย์มาตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี ได้ทรง
สร้างบริเวณถวายพระภิกษุสงฆ์. นางจุติจากนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวย
ทิพยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครอบครัวเศรษฐี
เติบโตเป็นสาวแล้ว ได้ทำความสนิทเสน่หากับคนงานคนหนึ่งในเรือนของตน

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 185 (เล่ม 54)

บิดามารดาได้กำหนดวันที่จะส่งมอบนางให้ชายหนุ่ม ซึ่งมีชาติเสมอกัน. นาง
รู้เรื่องนั้นแล้วก็หยิบฉวยทรัพย์ที่สำคัญไว้ในมือ ออกไปทางประตูสำคัญกับ
ชายที่สนิทเสน่หาคนนั้น อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ก็ตั้งครรภ์. เมื่อครรภ์
แก่ นางก็พูดว่า นายจำ ประโยชน์อะไรที่จะอยู่อนาถาในที่นี้ ฉันจะกลับไป
เรือนของครอบครัวละ เมื่อสามีพูดผัดเพี้ยนว่า วันนี้จะไป พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด
นางคิดว่าผู้นี้โง่คงไม่พาเรากลับไปบ้านแน่ เมื่อสามีไปนอกบ้านแล้ว ก็เก็บงำ
สิ่งของที่ควรเก็บงำไว้ในเรือน แล้วสั่งคนที่อยู่ใกล้บ้านเรือนเคียงที่คุ้นเคยไว้
ให้ช่วยบอกสามีว่า นางกลับไปเรือนตระกูลแล้ว เดินทางไปลำพังผู้เดียว
หมายกลับเรือนตระกูล สามีกลับบ้านไม่พบภริยา ถามพวกคนคุ้นเคย ก็
ทราบว่านางกลับบ้านเดิม ครุ่นคิดว่า เพราะตัวเราเอง นางจึงเป็นคนอนาถา
จึงเดินสะกดรอยก็ไปทันกัน. นางตลอดบุตร ในระหว่างทางนั่นเอง นับแต่
คลอดบุตรแล้ว นางก็ระงับการขวนขวายที่จะไปบ้าน พาสามีกลับไป. แม้ครั้ง
ที่สอง นางก็มีครรภ์. คำดังกล่าวมานี้เป็นต้นทั้งหมด พึงทำให้พิศดารโดย
นัยก่อน ๆ นั่นแล.
แต่ความต่างกันมีดังนี้ คราวที่อยู่ในระหว่างทาง ลมกัมมัชวาต
เกิดปั่นป่วน เมฆฝนอันมิใช่ฤดูกาลก็ตกลงมาห่าใหญ่ ท้องฟ้ามีหยาดฝนตก
ลงมาไม่ขาดสาย สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบไปรอบ ๆ เสียงเมฆคำรามดังจะ
แตกทะลาย. นางเห็นแล้วก็พูดกะสามีว่า นายจ๋า ช่วยสร้างที่บังฝนหน่อยสิจ๊ะ
สามีก็สำรวจดูที่โน่นที่นี่ พบพุ่มไม้มีหญ้าปกคลุมแห่งหนึ่ง จึงไปที่นั้น
ประสงค์จะตัดท่อนไม้ที่พุ่มไม้นั้น ด้วยมีดที่ถืออยู่ในมือ จึงตัดต้นไม้ซึ่ง
อยู่ที่พุ่มไม้นั้น ท้ายจอมปลวกที่หญ้าปกคลุม ในทันใดงูพิษร้ายก็เลื้อยออกมา
จากจอมปลวกนั้น กัดเขา ล้มลงตายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง. นางต้องประสบทุกข์

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 186 (เล่ม 54)

มาก รอคอยการกลับมาของสามี โอบลูกน้อยทั้งสองซึ่งทนลมฝนไม่ไหวร้องไห้
จ้าไว้แนบอก สองเข่าสองมือยึดพื้นดินไว้มั่นอยู่ท่านั้นตลอดคืน เมื่อราตรี
สว่างก็เอาลูกคนหนึ่งซึ่งมีสีคล้ายชิ้นเนื้อนอนบนเบาะผ้าเก่า โอบด้วยมือกกด้วย
อกแล้วกล่าวกะลูกอีกคนหนึ่งว่า มานี่ลูก พ่อเจ้าไปทางนี้แล้วมองดูตามทางที่
สามีไป พบสามีนอนตายอยู่ใกล้ ๆ จอมปลวก จึงร้องไห้คร่ำครวญว่า เพราะ
ตัวเราทีเดียว สามีเราจึงตาย ระหว่างทางก็ถึงแม่น้ำ ซึ่งกระแสน้ำไหลแค่เข่า
แค่นม เพราะฝนตกตลอดทั้งคืนไม่สามารถจะข้ามน้ำพร้อมกับลูกสองคนใน
คราวเดียวได้ เพราะตนมีความรู้น้อยและอ่อนแอ จึกพักลูกคนโตไว้ฝั่งนี้
พาลูกคนเล็กไปยังฝั่งโน้น ปูกิ่งไม้หักไว้ให้ลูกอ่อน นอนบนเบาะผ้าเก่าบน
กิ่งไม้ลาดนั้น คิดจะไปหาลูกอีกคนหนึ่ง แต่ไม่อาจจะละลูกอ่อนได้ จึงกลับ
ไปกลับมา มองดูพลางลงน้ำ.
ขณะที่นางไปถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นเด็กอ่อนนั้น นึกว่า
เป็นชิ้นเนื้อ จึงโผลงจากอากาศ นางเห็นเหยี่ยวนั้นจึงยกสองมือขึ้นไล่ ทำ
เสียงดัง ๆ สามครั้งว่า สุ สุ เหยี่ยวไม่สนใจอาการของนางนั้น เพราะอยู่ไกล
กัน ก็เฉี่ยวเอาเด็กอ่อนนั้นเหินขึ้นอากาศไป ลูกคนที่ยืนอยู่ฝั่งนี้ เห็นมารดา
ยกสองมือส่งเสียงดัง ก็นึกว่าแม่เรียกตัว จึงโดดลงน้ำไปโดยเร็ว. ลูกอ่อน
ของนางถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป ลูกคนโตก็ถูกน้ำพัดไป ด้วยประการฉะนี้. นาง
ร้องไห้คร่ำครวญว่า ลูกเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป
สามีเราก็ตายที่หนทาง พลางเดินไปพบชายผู้หนึ่งถามว่า พ่อท่าน เป็นชาว
เมืองไหนจ๊ะ ชายผู้นั้นตอบว่า เป็นชาวกรุงสาวัตถีจ้ะแม่คุณ. ถามว่า มีตระกูล
ชื่อโน้น อยู่ที่ถนนโน้นในกรุงสาวัตถี พ่อท่านรู้จักไหมจ๊ะ. ตอบว่า รู้จักจ้ะ
แม่คุณ แต่อย่าถามข้าเลย ถามคนอื่นเถิดจ้ะ. นางกล่าวว่า คนอื่นข้าพเจ้า

186