พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 157 (เล่ม 54)

พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ห้อมล้อมด้วย
ราชกัญญาทั้งหลาย ประดับด้วยสรรพาภรณ์เข้าไปเฝ้า
พระมหาวีรเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา ครั้งนั้น พระ-
ผู้รู้แจ้งโลกพระองค์นั้น ทรงตั้งภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุไว้
ในตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่ ข้าพเจ้าได้
ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มีความร่าเริง ถวายทานแด่
พระศาสดา และบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้วปรารถนา
ทิพยจักษุ ทันใดนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า
แน่ะนันทา เธอจักได้ตำแหน่งที่เธอปรารถนา.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่า โคตมะ มีพระสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักมีในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาท
ของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นพระโอรสอันธรรม
เนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่า
สกุลา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้นั้น และด้วยความ
ตั้งใจที่แน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า พระ-
นามว่า กัสสปะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ มียศมาก
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นปริพาชิกา ถือลัทธิเที่ยวไปผู้เดียว
เที่ยวภิกขาจาร ได้น้ำมันมาน้อยหนึ่ง มีใจผ่องใส
เอาน้ำมันนั้นตามประทีปบูชาพระเจดีย์ชื่อ สัพพสังวร

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 158 (เล่ม 54)

แห่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศ ของสัตว์สองเท้า ด้วย
กุศลธรรมที่ได้ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่
ข้าพเจ้าละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาว
ดึงส์ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ข้าพเจ้าเกิดในที่ใด ๆ
ประทัปเป็นอันมากก็สว่างไสวแก่ข้าพเจ้าผู้ไปในที่นั้น ๆ
ข้าพเจ้าย่อมเห็นสิ่งที่ปรารถนาที่อยู่นอกฝา นอกภูเขา
ศิลาได้ทะลุปรุโปร่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป
ข้าพเจ้ามีนัยน์ตาแจ่มใส รุ่งเรื่องด้วยยศ มีศรัทธา
และมีปัญญา นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ในภพ
หลังครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลพราหมณ์ ที่มีทรัพย์
และข้าวเปลือกมากมาย มหาชนยินดี พระราชาทรง
บูชา ข้าพเจ้าสมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ประดับ
ด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ได้เห็นพระสุคต
เสด็จเข้าไปในเมือง ทรงรุ่งเรื่องด้วยยศ เทวดาและ
มนุษย์สักการะบูชา ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐
ประการ ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
มีจิตเลื่อมใสโสมนัสพอใจบรรพชา ครั้นได้บรรพชา
ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นผู้มีความชำนาญ
ในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้
ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณชำระทิพย-
จักษุให้หมดจดวิเศษ ให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว เป็น
ผู้บริสุทธิ์หมดมลทินดีแล้ว ข้าพเจ้าบำรุงพระศาสดา

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 159 (เล่ม 54)

แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระ
อันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้
แล้ว กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น คือ ธรรมเป็น
ที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว แต่นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณาเป็นนระสูงสุด
ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลา
ภิกษุณีเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย ข้าพ-
เจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายได้หมดแล้ว ตัด
เครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า
เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว
ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า
ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระ-
พุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้สั่งสมความชำนาญในทิพยจักษุ-
ญาณ เพราะความเป็นผู้สร้างสมบุญบารมีไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึง
ทรงตั้งพระเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย พระ-
เถรีนั้นพิจารณาการปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัสได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น
อุทานว่า
เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเรือน ฟังธรรมของภิกษุแล้ว
ได้เห็นพระนิพพานซึ่งเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็น

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 160 (เล่ม 54)

เครื่องถึงความสุข ไม่จุติ ข้าพเจ้าจึงละบุตรธิดา
ทรัพย์และข้าวเปลือก โกนผมบวชเป็นบรรพชิต
ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ เจริญมรรคเบื้องบน จึงละราคะโทสะ
และอาสวะทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ร่วมกับราคะโทสะนั้นได้
ข้าพเจ้าอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว ระลึกชาติก่อนได้
ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ หมดมลทิน อบรมแล้ว
อย่างดี ข้าพเจ้าเห็นสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา เป็น
ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละ
อาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารสฺมึ วสนฺตีหํ ธมฺมํ สุตฺวาน
ภิกฺขุโน ความว่า เมื่อก่อน ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางเรือน ฟังธรรมกถาที่
บรรลุอริยสัจ ๔ ในสำนักของภิกษุผู้ทำลายกิเลสแล้วองค์หนึ่ง. บทว่า อทฺทสํ
วิรชํ ธมฺมํ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ ความว่า ได้เห็น คือเห็นแล้วซึ่งธรรม
กล่าวคือที่ได้ชื่อว่า วิรชะ ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น ว่า
นิพพานะ ไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด เพราะเป็นธรรมออกจากวานะกิเลสเครื่อง
ร้อยรัด ว่าปทะ เป็นเครื่องถึง เพราะเป็นเหตุให้บรรลุความสุข ว่าอัจจุตะ
ไม่จุติเพราะไม่มีการเคลื่อน ด้วยธรรมจักษุกล่าวคือทัสสนะที่ประดับด้วยนัย
ตั้งพัน.
บทว่า สาหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นพระโสดาบันโดยประการดัง
กล่าวแล้ว. บทว่า สิกฺขมานา อหํ สนฺตี ความว่า ข้าพเจ้ายังเป็น
สิกขมานาอยู่นั่นแล บวชเมื่ออายุยังไม่ครบ. บทว่า ภาเวนฺตี มคฺคมญฺชสํ
ความว่ายังทางคือมรรคเบื้องบนให้เกิดขึ้นแต่การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา. บทว่า

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 161 (เล่ม 54)

ตเทกฏฺเฐ จ อาสเว ความว่า ได้ละ คือตัดขาดซึ่งอาสวะทั้งหลาย ที่ตั้ง
อยู่ร่วมกันโดยเกิดพร้อมกับราคะและโทสะทั้งหลาย และที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน
กับการละซึ่งจะต้องทำลายด้วยอนาคามิมรรค.
บทว่า ภิกฺขุนี อุปสมฺปชฺช ความว่า เมื่ออายุครบแล้ว อุป-
สมบทเป็นภิกษุณี. บทว่า วิมลํ ได้แก่ มีมลทินไปปราศแล้ว เพราะหลุด
พ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า สาธุ ได้แก่ อบรมแล้ว
โดยเคารพ คือโดยชอบนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า ชำระทิพยจักษุที่
สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นอบรมแล้ว คือให้เกิดแล้ว.
บทว่า สงฺขาเร ได้แก่ สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า ปรโต
ได้แก่ โดยเป็นอนัตตา. บทว่า เหตุชาเต ได้แก่ เกิดขึ้นเฉพาะหน้า.
บทว่า ปโลกิเต ความว่า เห็นสังขารทั้งหลายมีอันทรุดโทรมไป เป็นสภาพ
เปื่อยเน่า ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า ปหาสึ อาสเว สพฺเพ ความว่า
ข้าพเจ้าละอาสวะทั้งหมดที่ยังเหลือ คือทำให้สิ้นไป ด้วยอรหัตมรรค. คำที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถาสกุลาเถรีคาถา
๘. โสณาเถรีคาถา
[๔๔๖] พระโสณาเถรีกล่าวคาถาอุทานว่า
ข้าพเจ้าตลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้
เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 162 (เล่ม 54)

ภิกษุณีนั้น แสดงธรรมคือขันธ์อายตนะและธาตุ
ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้ว ก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้น
ศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพ-
นิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญ
อนิมิตตสมาธิ มีจิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์
เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท.
ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอัน
ขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้
ไม่มีการเกิดอีก.
จบ โสณาเถรีคาถา
๘. อรรถกถาโสณาเถรีคาถา
คาถาว่า ทส ปุตฺเต วิชายิตฺวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระโสณา
เถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็
บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมใน
สำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณี ผู้ปรารภความเพียร ก็ทำ
กุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป แม้ตนเอง ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ทำบุญจนตลอดชีวิต
จุติจากภพนั้นแล้ว เวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในพุทธุปปาท-
กาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงสาวัตถี เติบโตเป็นสาวแล้ว
ก็ได้สามี มีบุตรธิดา ๑๐ คน ใคร ๆ ก็รู้จักว่า ผู้มีบุตรมาก เมื่อสามีบวช นาง

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 163 (เล่ม 54)

ก็ให้บุตรธิดาซึ่งเติบโตเป็นหนุ่มสาวอยู่ครองเรือน จัดแบ่งทรัพย์ทั้งหมดมอบ
ให้บุตรทั้งหลาย ไม่ขยักทรัพย์อะไร ๆ ไว้สำหรับตัวเลย บุตรและภริยาของบุตร
บำรุงนางได้ ๒-๓ วันก็ดูหมิ่น นางคิดว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ในเรือน
ที่บุตรพวกนี้ของเราดูหมิ่นแล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุณีขอบวช ภิกษุณีทั้งหลาย
ก็ให้นางบวช นางได้อุปสมบทแล้วคิดว่า เราบวชเมื่อแก่ พึงไม่ประมาท
เมื่อทำวัตรปฏิบัติแก่ภิกษุณีทั้งหลาย คิดว่า เราจักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง
ก็เอามือข้างหนึ่งจับเสาต้นหนึ่งใต้ปราสาท ไม่ละเสานั้นทำสมณธรรม แม้
เมื่อเดิน คิดว่า ศีรษะของเราไม่พึงชนที่ต้นไม้เป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่งในที่มืด
แล้วเอามือข้างหนึ่งจับต้นไม้ ไม่ละต้นไม้นั้น ทำสมณธรรม. นับตั้งแต่นั้นมา
นางก็ได้ปรากฏชื่อเสียง เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร. พระศาสดาทรงเห็นว่า
นางมีญาณแก่กล้า ประทับในพระคันธกุฎีแผ่พระรัศมีไป แสดงพระองค์
ประหนึ่งว่าประทับนั่งต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาว่า
ผู้เห็นธรรมสูงสุด มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว ยัง
ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นธรรมสูงสุด มีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง
ร้อยปี.
จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน
อปทานว่า๑
พระชินพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงฝั่ง
แห่งสรรพธรรม ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติในแสนกัป
นับแต่กัปนี้ไป.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี มีสุข
แต่งตัวน่ารัก เข้าเฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐ ฟังพระ-
มธุรวาจา.
๑. ขุ ๓๓/ข้อ ๑๖๖ ภัททกาปิลานีเถรีอปทาน

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 164 (เล่ม 54)

พระชินพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีรูปหนึ่งว่าเป็น
เลิศของภิกษุผู้ปรารภความเพียร. ข้าพเจ้าได้ยิน
พระดำรัสแล้วก็ยินดีด้วย กระทำสักการะแด่พระ-
ศาสดา ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า ปรารถนาตำแหน่ง
นั้น.
พระมหาวีระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า ขอความ
ปรารถนาของเจ้าจงสำเร็จเถิด ในแสนกัปนับแต่กัปนี้
พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ทรงสมภพในราชสกุล
พระเจ้าโอกกากราช จักทรงเป็นศาสดาในโลก เจ้าจัก
เป็นโอรสาทายาทในธรรมของพระองค์ ถูกเนรมิตโดย
ธรรม จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่าโสณา.
ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ยินดีมีจิต
เมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้นำพิเศษด้วยปัจจัย ๔
จนตลอดชีวิตในครั้งนั้น.
ด้วยธรรมที่ทำดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ชอบ
ข้าพเจ้าละความเป็นมนุษย์แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
บัดนี้ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี
ที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีทรัพย์มาก ในกรุงสาวัตถีราชธานี.
เมื่อข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาว ก็ไปมีสามี ให้กำเนิด
บุตรถึง ๑๐ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งล้วนแต่รูปร่างสะสวย

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 165 (เล่ม 54)

บุตรเหล่านั้นทุกคน อยู่ในความสุขเป็นที่โปรด
ปรานของบิดามารดา แม้ผู้มิใช่มิตรก็ยังชอบใจ จะ
ป่วยกล่าวไปไยว่า บุตรเหล่านั้นจะเป็นที่รักของข้าพ-
เจ้าสักเพียงไร ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา สามีของ
ข้าพเจ้าอันบุตรทั้ง ๑๐ คน ห้อมล้อมแล้ว ก็บวชใน
พระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเทพแห่งเทพ.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าลำพังคนเดียวก็คิดว่า ข้าพเจ้า
ถูกสามีและบุตรสลัดแล้ว แก่เฒ่าและยากไร้ ไม่ควร
จะมีชีวิตอยู่ จำจะไปที่อารามซึ่งสามีของข้าพเจ้าอยู่
ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็ออกบวช.
แต่นั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ก็ปล่อยข้าพเจ้าไว้แต่ผู้
เดียวในสำนักภิกษุณี สั่งให้ข้าพเจ้าต้มน้ำไว้ ครั้งนั้น
ข้าพเจ้าเอาน้ำมาใส่ในหม้อเล็กวางทิ้งไว้ แล้วนั่งอยู่
แต่นั่น ข้าพเจ้าก็เริ่มตั้งความเพียรทางจิต เห็นขันธ์
ทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำอาสวะทั้งหมด
ให้สิ้นไป ได้บรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายกลับมาถามหาถึงน้ำร้อน
ข้าพเจ้าก็อธิษฐานเตโชธาตุ ทำน้ำให้ร้อนได้ฉับพลัน
ภิกษุณีเหล่านั้นอัศจรรย์ใจ ก็ทูลเรื่องนั้นถวาย พระ-
ชินพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 166 (เล่ม 54)

พระโลกนาถทรงทราบแล้วก็ทรงยินดี ได้ตรัส
พระคาถาว่า ผู้ปรารภความเพียรไว้มั่นคง นี้ชีวิตเป็น
อยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าผู้เกียจคร้าน มีความเพียร
เลวถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ตั้งร้อยปี.
พระมหาวีระพุทธเจ้า ทรงให้ข้าพเจ้ายินดีใน
การปฏิบัติดี พระมหามุนีพระองค์นั้น ก็ตรัสยกย่อง
ข้าพเจ้าว่า เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ
ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกได้ขาด
ดุจช้างตัดเครื่องผูกขาดแล้วฉะนั้น ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้ามาดีแล้วหนอ ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า
ก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า
ก็ทำเสร็จแล้ว.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงได้ทรงสถาปนาพระโสณาเถรีนั้นไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะเป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร พระเถรีนั้น พิจารณาการ
ปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้
เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี.

166