พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 147 (เล่ม 54)

๕. อรรถกถานันทุตตราเถรีคาถา
คาถาว่า อคฺคึ จนฺทญฺจ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อนัน-
ทุตตรา.
แม้พระเถรีชื่อนันทุตตราองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระ-
พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ
ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกัมมาสธัมมนิคมแคว้นกุรุ
เรียนวิชาพื้นฐานและศิลปศาสตร์บางอย่าง เข้าบวชเป็นนิครนถ์ ขวนขวาย
ในการกล่าวโต้ตอบ ถือกิ่งหว้าเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป เหมือนพระภัททา-
กุณฑลเกสาเถรี เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามปัญหา ถึงความ
ปราชัย ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ บวชในพระศาสนา บำเพ็ญสมณธรรม
อยู่ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พิจารณาการ
ปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถา ๕ คาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์และ
เทวดา ไปสู่ท่าน้ำแล้วลงดำน้ำ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร
เป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอนบนแผ่นดิน
ไม่บริโภคภัตตาหารในราตรี แต่ยังยินดีการตกแต่ง
และการประดับ บำรุงกายนี้ด้วยการอาบน้ำและขัดสี
ถูกกามราคะครอบงำแล้ว ต่อมา ข้าพเจ้าได้ศรัทธา
ในพระศาสนา บวชเป็นบรรพชิต เห็นกายตามความ
เป็นจริง จึงถอนกามราคะได้ ตัดภพความอยากและ

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 148 (เล่ม 54)

ความปรารถนาได้ทั้งหมด ไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลส
เครื่องประกอบทุกอย่าง บรรลุความสงบใจแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อคฺคึ จนฺทญฺจ สูริยญฺจ เทวตา
จ นมสฺสิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาทางบริสุทธิ์ ได้ไหว้คือได้ทำ
การนอบน้อมไฟ โดยประคองเครื่องบูชา เพื่อให้เทวดาทั้งหลายมีพระอินทร์
เป็นต้นโปรดปราน ด้วยคิดว่า เทวดาทั้งหลายมีไฟเป็นประมุข ไหว้พระจันทร์
ในวันขึ้น ๒ ค่ำ ทุก ๆ เดือน ไหว้พระอาทิตย์เช้าเย็นทุก ๆ วัน ไหว้แม้
พวกเทวดาภายนอกอื่น ๆ มีพวกหิรัญญคัพภะเป็นต้น. บทว่า นทีติตฺถานิ
คนฺตฺวาน อุทกํ โอรุหามิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปยังท่าเป็นที่บูชาของ
แม่น้ำคงคาเป็นต้น ซึ่งประดิษฐานไว้อย่างดี ลงน้ำคือคำลงในน้ำ ชำระ
ร่างกายเช้าเย็น.
บทว่า พหูวตฺตสมาทานา ได้แก่ สมาทานวัตรมีอย่างต่าง ๆ ๕
ประการ มีเผาผลาญกิเลสด้วยตบะเป็นต้น ที่ทีฆะเป็น พหู ก็เพื่อสะดวกใน
การแต่งฉันท์. บทว่า อฑฺฒํ สีสสฺส โอลิขึ ความว่า ข้าพเจ้าโกนศรีษะ.
ของข้าพเจ้าเสียครึ่งหนึ่ง. อาจารย์บางท่านกล่าวเนื้อความของบทว่า อฑฺฒํ
สีสสฺส โอลิขึ ว่า เอาปอยผมครึ่งหนึ่งผูกเป็นชฎา อีกครึ่งหนึ่งปล่อยสยาย.
บทว่า ฉมาย เสยฺยํ กปฺเปมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้นอนบนแผ่นดิน
ย่อมนอนบนพื้นดินซึ่งมีประโยชน์ไม่มีระหว่าง. บทว่า รตฺตึ ภตฺตํ น
ภุญฺชิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้งดอาหารในเวลากลางคืน ย่อมไม่บริโภค
โภชนาหารในราตรี.
บทว่า วิภูสาบณฺฑนรตา ความว่า ข้าพเจ้าลำบากกายเพราะ
อัตตกิลมถามุโยคมาเป็นเวลานาน คิดว่า เพราะร่างกายลำบากอย่างนี้ ความ

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 149 (เล่ม 54)

บริสุทธิ์แห่งปัญญาย่อมมีไม่ได้ แต่ถ้าร่างกายเอิบอิ่มเป็นที่ยินดีแห่งอินทรีย์
ทั้งหลาย ความบริสุทธิ์พึงมีได้ เมื่อจะอนุเคราะห์กายนี้จึงยินดีในการตกแต่ง
และการประดับ คืนยินดียิ่งในการตกแต่งด้วยเครื่องตกแต่งคือผ้า และในการ
ประดับด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น. บทว่า นฺหาปนุจฺฉาทเนหิ จ
ได้แก่ ด้วยให้คนอื่น ๆ นวดฟั้นเป็นต้นแล้วให้อาบน้ำและขัดสี. บทว่า
อุปกาสึ อิมํ กายํ ความว่า อนุเคราะห์กายของเรานี้ คือให้อิ่มหนำ.
บทว่า กามราเคน อฏฺฏิตา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงเจริญ
ถูกกามราคะที่กลุ้มรุมเพราะเหตุไม่มีโยนิโสมนสิการครอบงำแล้ว คือเบียด-
เบียนเนือง ๆ.
บทว่า ตโต สทฺธํ ลภิตฺวาน ความว่า ทำลายพรตที่สมาทาน
อย่างนี้แล้ว มีร่างกายแข็งแรงเจริญ เป็นผู้ขวนขวายในการกล่าวโต้ตอบเที่ยว
ไปในที่นั้น ๆ หลังจากนั้น คือเวลาต่อมา ได้รับโอวาทและอนุสาสน์ในสำนัก
ของพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ศรัทธา. บทว่า ทิสฺวา กายํ ยถาภูตํ
ความว่า ข้าพเจ้าเห็นกายของข้าพเจ้านี้ตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา
พร้อมด้วยวิปัสสนา ถอนกามราคะได้ทั้งหมดด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า สพฺเพ
ภวา สมุจฺฉินฺนา อิจฺฉา จ ปตฺถนาปิ จ ประกอบความว่า ต่อจากนั้น
ภพทั้งหลาย ทั้งที่เป็นความอยาก กล่าวคือตัณหาในภพปัจจุบัน ทั้งที่เป็น
ความปรารถนา กล่าวคือตัณหาในภพต่อไป ข้าพเจ้าตัดได้หมดแล้วด้วยมรรค
อันเลิศ. บทว่า สนฺตึ ปาปุณึ เจตโส ความว่า ถึง คือบรรลุความสงบ
คือพระอรหัตผล อย่างแน่นอน.
จบ อรรถกถานันทุตตราเถรีคาถา

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 150 (เล่ม 54)

๖. มิตตากาลีเถรีคาถา๑
[๔๔๔] ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ด้วยศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ เที่ยว
ไปด้วยเหตุนั้น ๆ ข้าพเจ้าละประโยชน์อันเยี่ยมแล้ว
ถือเอาประโยชน์อันเลว อยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่
รู้ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อข้าพเจ้านั่งในที่
อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว ตก
อยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราน้อย ถูกชราและ
พยาธิย่ำยี กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน ไม่ใช่เวลาที่เรา
จะประมาท เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเห็นตามความเป็น
จริงถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย
จึงได้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของ
พระพุทธเจ้าแล้ว.
จบ มิตตกาลีเถรีคาถา
อรรถกถามิตตากาฬีเถรีคาถา
คาถาว่า สทฺธาย ปพฺพชิตฺวาน เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อมิตตากาฬี.
แม้พระเถรีชื่อมิตตากาฬีองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธ-
เจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน
๑. อรรถกถาว่า มิตตากาฬีเถรีคาถา.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 151 (เล่ม 54)

พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกัมมาสธัมมนิคมแคว้นกุรุ รู้
ความแล้ว ได้ศรัทธาเพราะมหาสติปัฏฐานเทศนา บวชในหมู่ภิกษุณี มีความ
ต้องการลาภสักการะ บำเพ็ญสมณธรรมเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ๗ ปี เวลาต่อมา
มีโยนิโสมนสิการเกิดขึ้น เกิดความสังเวช เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วย
ศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ เที่ยวไป
ด้วยเหตุนั้น ๆ ข้าพเจ้าละประโยชน์อันเยี่ยมแล้วถือ
เอาประโยชน์อันเลว ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่รู้
ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อข้าพเจ้านั่งในที่อยู่
ได้เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว ตกอยู่
ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราน้อย ถูกชราและ
พยาธิย่ำยี กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน ไม่ใช่เวลาที่เรา
จะประมาท เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเห็นตามความเป็น
จริงถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้ง
หลาย จึงได้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำ
สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิจรึหํ เตน เตน ลาภสกฺการอุสฺ-
สุกา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวาย คือประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้ว
ในลาภและสักการะ เที่ยวไปด้วยเหตุนั้น ๆ คือด้วยเหตุที่เกิดลาภมีกล่าว
พาหุสัจธรรมเป็นต้น.

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 152 (เล่ม 54)

บทว่า ริญฺจิตฺวา ปรมํ อตฺถํ ความว่า ละ คือสละประโยชน์สูง
สุด มีฌานวิปัสสนามรรคและผลเป็นต้น. บทว่า หีนมตฺถํ อเสวิหํ ความ
ว่า ข้าพเจ้าได้ถือเอาประโยชน์อันเลว คือลามก เพราะเป็นอามิสกล่าวคือ
ปัจจัยสี่ ด้วยการแสวงหาโดยไม่แยบคาย. บทว่า กิเลสา นํ วสํ คนฺตวา
ความว่า ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งหลาย มีมานะความถือตัว มทะความมัว
เมา และตัณหาความอยากเป็นต้น. บทว่า สามญฺญตฺถํ นิรชฺชิหํ ความว่า
ข้าพเจ้าไม่รู้ คือไม่ทราบหน้าที่ของสมณะ.
บทว่า นิสินฺนาย วิหารเก ความว่า เมื่อข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องซึ่ง
เป็นที่อยู่ ได้เกิดความสังเวช หากจะถามว่า เกิดความสังเวชอย่างไร
ตอบว่า เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อุมฺมคฺคปฏิปนฺนามฺหิ ความว่า พระศาสนานี้ก็เพื่อปรินิพพานโดยไม่ถือ
มั่นเท่านั้น เราบวชในพระศาสนานั้นแล้วไม่มนสิการกัมมัฏฐาน เป็นผู้ปฏิบัติ
ผิดทางของพระศาสนานั้น บทว่า ตณฺหาย วสมาคตา ความว่า ตกอยู่ใน
อำนาจของความอยากที่เกิดแต่ปัจจัย.
บทว่า อปฺปกํ ชีวิตํ มยฺหํ ความว่า ชีวิตของเราน้อย คือนิด
หน่อยคือเร็ว เพราะไม่มีกำหนดเวลา และมีอันตรายมาก. บทว่า ชรา พฺยาธิ
จ มทฺทติ ความว่า ชราและพยาธิย่อมย่ำยี คือบดขยี้กายนั้น เหมือนภูเขา
กลิ้งบดขยี้ไปโดยรอบ. ปาฐะว่า มทฺทเร ก็มี. บทว่า ปุรายํ ภิชฺชติ
กาโย ความว่า กายนี้ย่อมทำลายไปข้างหน้า ประกอบความว่า เพราะกาย
นั้นมีการแตกทำลายโดยส่วนเดียว ฉะนั้นจึงไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท กาลนี้
เว้นขณะทั้งแปด เป็นขณะที่เก้า ซึ่งไม่ควรที่จะประมาท พระเถรีนั้นมีความ
สังเวชดังนี้.

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 153 (เล่ม 54)

บทว่า ยถาภูตมเวกฺขนฺตี ความว่า เกิดความสังเวชอย่างนี้แล้ว
เริ่มเจริญวิปัสสนา พิจารณาตามความเป็นจริง ด้วยมนสิการถึงอนิจจลักษณะ
เป็นต้น เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า พิจารณาอะไร พระเถรีจึงกล่าวว่า พิจารณา
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าพิจารณาความเกิด
และความดับแห่งอุปาทานขันธ์ห้า ซึ่งมีประเภทครบห้าสิบ โดยนัยเป็นต้นว่า
เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด ดังนี้ ด้วยอุทยัพยานุปัสสนาญาณ ขวนขวาย
เจริญวิปัสสนา ได้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสและภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
ตามลำดับมรรค คือได้เป็นผู้ออกแล้วจากภพทั้งสาม ด้วยความเพียรทั้งกาย
และใจ และด้วยมรรคด้วยประการฉะนี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถามิตตากาฬีเถรีคาถา

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 154 (เล่ม 54)

๗. สกุลาเถรีคาถา
[๔๔๕] เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเรือน ฟังธรรมของภิกษุ
แล้วได้เห็นพระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมปราศจากธุลี
เป็นเครื่องถึงความสุข ไม่จุติ ข้าพเจ้าจึงละบุตรธิดา
ทรัพย์และข้าวเปลือก โกนผมบวชเป็นบรรพชิต
ข้าพเจ้าเป็นสิกขมานาอยู่๑ เจริญมรรคเบื้องบน จึงละ
ราคะ โทสะ และอาสวะทั้งหลายที่ตั้งอยู่ร่วมกับราคะ
โทสะนั้นได้ ข้าพเจ้าอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว ระลึก
ชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ หมดมลทิน
อบรมแล้วอย่างดี ข้าพเจ้าเห็นสังขารทั้งหลายเป็น
อนัตตา เป็นของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็น
สภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็น ดับ
สนิทแล้ว.
จบ สกุลาเถรีคาถา
๑. สิกขมานา หญิงผู้กำลังศึกษา, สามเณรีผู้มีอายุถึง ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีจะครบบวชเป็นภิกษุณี
ภิกษุณีสงฆ์สวดให้สิกขาสมมติ คือตกลงให้สมาทานสิกขาบท ๖ ประการ ตั้งแต่ปาณาติปาตา
เวรมณี จนถึง วิกาลโภชนา เวรมณี ให้รักษาอย่างเคร่งครัดไม่ขาดเลย ตลอดเวลา ๓ ปีเต็ม
(ถ้าล่วงข้อใดข้อหนึ่ง ต้องสมาทานตั้งต้นไปใหม่อีก ๒ ปี) ครบ ๒ ปี ภิกษุณีสงฆ์จึงทำพิธี
อุปสมบทให้ ขณะที่สมาทานสิกขาบท ๖ ประการอย่างเคร่งครัดนี้เรียกว่า นางสิกขมานา.

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 155 (เล่ม 54)

๗. อรรถกถาสกุลาเถรีคาถา
คาถาว่า อคารสฺมึ วสนฺตีหํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
สกุลา.
ได้ยินว่า พระเถรีชื่อสกุลาองค์นี้เกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้าอานันท-
ราช ในพระนครหังสวดี ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามปทุมุตตระ
เป็นภคินีต่างพระมารดาของพระศาสดา มีนามว่า นันทา เธอรู้ความแล้ว วัน
หนึ่งฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง
ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีตาทิพย์ เกิดอุตสาหะกระทำกรรมคือการกระ
ทำที่ยิ่ง ได้กระทำปณิธานปรารถนาตำแหน่งนั้นแม้เอง เธอกระทำกุศลกรรม
โอฬารมาก ตลอดชีวิตในอัตภาพนั้นเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นแล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ
เกิดในตระกูลพราหมณ์ บวชเป็นปริพาชก ถือลัทธิเที่ยวไปผู้เดียวเที่ยวไปอยู่
วันหนึ่งเที่ยวภิกขาน้ำมัน ได้น้ำมันแล้ว เอาน้ำมันนั้นทำการบูชาด้วยประทีป
ตลอดคืนยังรุ่งที่เจดีย์ของพระศาสดา เธอจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ เป็นผู้มีทิพยจักษุบริสุทธิ์ดี ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกเท่านั้นตลอด
พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี มีนาม
ว่า สกุลา. นางสกุลานั้นรู้ความแล้ว ได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกาในคราวพระศาสดา
ทรงรับพระวิหารเชตวัน เวลาต่อมาได้ฟังธรรมในสำนักของพระเถระขีณาสพ
องค์หนึ่ง เกิดสังเวช บวชแล้วเริ่มเจริญวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ไม่นานนักก็
ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๔ สกุลาเถรีอปทาน.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 156 (เล่ม 54)

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงเป็น
นายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นบุรุษ
อาชาไนย ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติ
เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ แก่สัตว์
ทั้งปวง ในโลกกับทั้งเทวโลก พระองค์ทรงยศอันเลิศ
มีพระสิริ ทรงมีเกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง บูชากันทั่วโลก
มีพระคุณปรากฏไปทุกทิศ พระองค์ทรงข้ามพ้นความ
สงสัย ทรงล่วงเลยความเคลือบแคลง มีความดำริใน
พระหทัยสมบูรณ์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด
ทรงทำบรรดาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงเป็นนระที่สูง
สุด ตรัสบอกบรรดาที่ยังไม่มีใครบอก ทรงยังธรรม
ที่ยังไม่เกิดให้เกิด พระองค์ทรงเป็นนระผู้องอาจ
ทรงรู้แจ้งมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็นพระ-
พระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคา ทรงเป็นผู้ฝึกที่ประเสริฐ
สุดกว่านายสารถีทั้งหลาย ทรงเป็นนาถะประกอบด้วย
พระมหากรุณา เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรม
ถอนเหล่าสัตว์ ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม ครั้งนั้น
ข้าพเจ้าเกิดเป็นเจ้าหญิงนันทนา ในพระนครหังสวดี
มีรูปสวย รวยทรัพย์ เป็นที่พึงใจ มีสิริ เป็นราชธิดา
ของพระราชาผู้ใหญ่พระนามว่า อานันทะ เป็นผู้งด-
งามอย่างยิ่ง เป็นพระภคินีต่างพระมารดา แห่ง

156