พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 137 (เล่ม 54)

๔. อรรถกถาสุนทรีนันทาเถรีคาถา
คาถาว่า อาตุรํ อสุจึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อสุนทรี
นันทา.
เล่ากันว่า แม้พระเถรีชื่อสุนทรีนันทาองค์นี้ก็บังเกิดในเรือนตระกูล
ในพระนครหังสวดี เธอรู้ความแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็น
พระศาสดาทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีทั้งหลายผู้
ได้ฌาน จึงสร้างสมบุญญาธิการปรารถนาตำแหน่งนั้น สั่งสมกุศลท่องเที่ยว
ในเทวโลกและมนุษยโลกอยู่หนึ่งแสนกัป ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในศากย-
ราชตระกูล พระญาติทั้งหลายตั้งนามให้เธอว่า นันทา.
กาลต่อมา รู้กันทั่วไปว่า นันทาผู้สวยงามและสาวงามของชนบท ใน
ห้อง ๑๒ ศอกที่มือมิดไม่ต้องใช้ประทีป ดุจพระเถรีภัททกาปิลานี สว่างด้วย
แสงสว่างของสรีระ เป็นผู้ทรงยศงดงามด้วยคุณตั้งร้อยกว่าแสงสว่างเหล่านั้น.
นางสุนทรีนันทานั้น เธอพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายบรรลุ
ความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงให้นันท-
กุมารและราหุลกุมารบวชแล้วเสด็จไป เมื่อพระเจ้าสุทโธทนมหาราชเสด็จปริ-
นิพพานแล้ว เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีและพระพิมพาราหุลมารดาบวชแล้ว
เธอคิดว่า พระเชษฐภาคา ของเราทรงละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บวชเป็น
พระพุทธเจ้าผู้อัครบุคคลในโลก แม้ราหุลกุมารพระโอรสของพระองค์ก็บวช
เจ้านันทราชภัสดาของเราก็ดี พระมหาปชาบดีโคตมีพระมารดาก็ดี ราหุลมารดา
พระภคินีก็ดี ก็บวชกันหมดแล้ว บัดนี้เราจักทำอะไรในเรือน เราจักบวช
เธอไปสำนักภิกษุณี บวชด้วยความรักพวกพระญาติ ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 138 (เล่ม 54)

ฉะนั้น ถึงบวชแล้วก็ยังเกิดความเมาอาศัยรูป ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้า ด้วย
คิดว่าพระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรงแสดงโทษในรูปโดยอเนกปริยาย
เรื่องทั้งหมดเป็นต้นดังที่กล่าวนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องของพระ-
อภิรูปนันทาเถรีที่กล่าวมาแล้ว ส่วนความแปลกกันดังนี้ เมื่อพระเถรีเห็นรูป
หญิงที่พระศาสดาทรงเนรมิต ถูกชราครอบงำแล้วโดยลำดับ จึงมนสิการเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตได้มุ่งตรงกัมมัฏฐาน พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น
เมื่อทรงแสดงธรรมเป็นสัปปายะแก่เธอได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้ว่า
แน่ะนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย
ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มี
อารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้ฉันใด
ร่างกายของเธอนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายของเธอนั่นฉันใด
ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่น
เหม็นฟุ้งไป ที่พวกชนพาลเพลิดเพลินกันยิ่งนัก เมื่อ
เธอพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลาง
คืนกลางวัน ต่อนั้นจักแทงตลอด แล้วเห็นได้ด้วย
ปัญญาของตน.
พระเถรีนั้น ส่งญาณไปตามแนวพระธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผล พระศาสดาเมื่อตรัสบอกกัมมัฏฐานเพื่อประโยชน์แก่มรรคเบื้องบน
แก่พระเถรีนั้น เพื่อทรงแสดงว่า แน่ะนันทา ในสรีระนี้ไม่มีสาระแม้มีประ-
มาณน้อยเลย กายนี้มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่อยู่ของชราเป็นต้น เป็น
เพียงกองกระดูกเท่านั้น ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ในธรรมบทว่า

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 139 (เล่ม 54)

รูปนี้อันธรรมดาสร้างขึ้นให้เป็นนคร แห่งกระดูก
มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่ตั้งแห่งชรา มัจจุ
มานะ และมักขะ.
เวลาจบเทศนา พระเถรีนั้นได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระ
นามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายก
ของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า
ผู้ฉลาดในเทศนาวิธี ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรง
ช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามได้ ได้ทรงให้หมู่ชนข้ามพ้นไป
เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาอันเคราะห์แสวงทาประ-
โยชน์แก่สรรพสัตว์ ทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้ง
หมดไว้ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล
ว่างจากพวกเดียรถีย์ งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้ง
หลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่ พระองค์ทรงเป็น
พระมหามุนีมีพระวรกายสูง ๘ ศอก มีพระรัศมีงาม
ดังทองคำที่มีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒
ประการ มีพระชนมายุแสนปี พระองค์ดำรงอยู่โดย
กาลเท่านั้นได้ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นไปเป็นอันมาก
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีในพระนคร
หังสวดี มีความรุ่งเรื่องด้วยรัตนะต่างๆ เพียบพร้อม
ไปด้วยความสุขเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหา-
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๕ นันทาเถรีอปทาน.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 140 (เล่ม 54)

วีระเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟังพระธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่ง
เป็นอมตะ ครั้งนั้นข้าพเจ้าเลื่อมใสได้นิมนต์พระพุทธ-
เจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์แล้ว ถวาย
มหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน ข้าพเจ้าได้ซบ
เศียรลงใกล้พระวีระเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วย
พระสงฆ์ ปรารถนาตำแหน่งอันเป็นเลิศของเหล่า
ภิกษุณีที่ได้ฌาน ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยัง
ไม่ได้ฝึก ทรงเป็นสรณะของโลกสาม เป็นผู้ใหญ่ทรง
นรชนไว้ให้ดี ทรงพยากรณ์ว่า เธอจักได้ตำแหน่งที่
ปรารถนาดีแล้วนั้น แต่กัปนี้ไปหนึ่งแสนกัปพระ-
ศาสดาพระนามว่าโคตมะ มีพระสมภพในวงศ์พระ
เจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็น
ทายาทในธรรมของพระองค์จักเป็นโอรสอันธรรมเนร-
มิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่านันทาครั้ง
นั้นข้าพเจ้าได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มี
จิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายก
พิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรม
ที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยเจตนาอันแน่วแน่ ข้าพเจ้าละ
ร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจาก
ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วได้ไปชั้นยามาจากชั้นยามาไปชั้น
ดุสิต จากชั้นดุสิตไปชั้นนิมมานรดี จากชั้นนิมมานรดี
ไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 141 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าเกิดในภพใด ๆ ก็ได้ครองตำแหน่งมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ และของพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติ
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความสุขในที่ทุก
สถาน ท่องเที่ยวไปในกัปมิใช่น้อย ในภพหลังที่มา
ถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะใน
กรุงกบิลพัสดุ์ มีรูปสมบัติที่ประชาชนพากันสรรเสริญ
ราชตระกูลนั้นเห็นข้าพเจ้ามีรูปงามดังดวงอาทิตย์จึงพา
กันชื่นชม เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีนามว่า นันทา
เป็นผู้มีลักษณะงามบวร ในกรุงกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นนคร
ที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธรา ปรากฏว่า
ข้าพเจ้างามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระเชษฐภาดาเป็นพระ
พุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็น
พระอรหันต์เหมือนกัน ข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว
พระมารดาทรงตักเตือนว่า แน่ะลูกรักลูกเกิดในศากย-
ตระกูล เป็นพระกนิษฐภคินีของพระพุทธเจ้า เมื่อเว้น
จากนันทกุมารเสียแล้ว ลูกจักได้ประโยชน์อะไรใน
เรือนเล่า รูปถึงมีความเป็นหนุ่มสาวก็มีความแก่เป็น
อวสาน รู้กันว่าไม่สะอาด เมื่อยังไม่มีโรค ก็มีโรค
ในที่สุด ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด รูปของลูกนี้ แม้
จะงามจับใจน่าใคร่ดังดวงจันทร์ เมื่อตกแต่งด้วยเครื่อง
ประดับก็ยิ่งมีสิริงามเปล่งปลั่ง เป็นที่กำหนดหมาย
เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลาย คล้ายทรัพย์ที่เป็นสาระ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 142 (เล่ม 54)

ของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความสรรเสริญ
เพราะบุญทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญไว้ เป็นที่ชื่นชมแห่ง
วงศ์โอกกากราช โดยกาลไม่นานนัก ชราก็จักมาย่ำยี
ลูกจงละเรือนและรูปที่บัณฑิตตำหนิ ประพฤติพรหม-
จรรย์เถิด ข้าพเจ้ายังหลงใหลในความเป็นสาวแห่งรูป
ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็บวชเป็นบรรพ
ชิตด้วยร่างกาย แต่มิได้บวชด้วยใจ ข้าพเจ้าระลึกถึง
ตัวเอง จึงพากเพียรเล่าเรียนฌานเป็นอันมาก พระ
มารดาก็ตรัสเตือนให้ประพฤติธรรม แต่ข้าพเจ้ามิได้
ขวนขวายในเรื่องนั้น ลำดับนั้นพระพิชิตมารผู้ทรง
พระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าซึ่งมีผิวหน้า
ดังดอกบัว ทรงเนรมิตหญิงงามน่าทัศนางามรุ่งเรือง
มีรูปงามกว่าข้าพเจ้าเสียอีกให้ข้าพเจ้าเห็น ด้วยอานุ-
ภาพของพระองค์เพื่อให้ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในรูป ข้าพ-
เจ้าเป็นคนสวย เห็นหญิงนั้นซึ่งมีร่างกายสวยยิ่งกว่า
จึงคิดว่า เราเห็นหญิงมนุษย์ดังนี้ มีผลดี และเป็น
ลาภนัยน์ตาของเรา เชิญเถิดแม่คนงาม แม่จงบอกสิ่ง
ที่ต้องประสงค์แก่ฉัน แม่จงบอกตระกูลชื่อและโคตร
ของแม่ ซึ่งเป็นที่รักของแม่แก่ฉันเถิด เวลานี้ไม่ใช่
เวลาแห่งปัญหานะคนสวย แม่จงให้ฉันอยู่บนตักอวัย-
วะทั้งหลายของฉันจะทับอยู่ จงให้ฉันหลับสักครู่เถิด
ต่อแต่นั้นแม่คนสวย พึงนอนเอาศีรษะไว้บนตักของ

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 143 (เล่ม 54)

ฉัน ของแข็งที่หยาบมากตกลงที่หน้าผากของเธอบวม
ปูดขึ้นทันทีแล้วแตก มีสิ่งโสโครกหนองและเลือด
ไหลออก หน้าแตกมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างซากศพ ทั่วตัว
ขึ้นพอง มีสีเขียว เธอมีอวัยวะทั้งปวงสั่นเท้า หายใจถี่
เสวยทุกข์ของตน คร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร เพราะ
เธอประสบทุกข์ ข้าพเจ้าจึงมีทุกข์ ต้องทุกขเวทนา
จมลงในมหาทุกข์ ขอเธอจงเป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนของฉัน
หน้าที่งามของเธอหายไปไหน จมูกที่โด่งงามของเธอ
หายไปไหน ริมฝีปากที่งามเหมือนสีลูกมะพลับสุกของ
เธอหายไปไหน วงหน้าที่งามดังดวงจันทร์และลำคอที่
คล้ายแท่งทองคำของเธอหายไปไหน ใบหูของเธอที่
เป็นดังพวงดอกไม้ ก็มีสีหมดสวยเสียแล้ว ถันทั้งคู่
ของเธอที่เหมือน ดอกบัวตูม เพียงดังหม้อน้ำมนต์
พราหมณ์ แตกแล้วมีกลิ่นเหม็นเหมือนศพเน่า เธอมี
สะเอวกลม มีตะโพผึ่งผาย บัดนี้เต็มไปด้วยสิ่งชั่ว
ทราม โอ รูปไม่เที่ยง อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้ง
หมดมีกลิ่นเหม็นเน่า น่ากลัว น่าเกลียด เหมือน
ซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นที่ยินดีของพวกพาลชน
ครั้งนั้นพระภาดาของข้าพเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระมหา-
กรุณาทรงเป็นนายกของโลก ทอดพระเนตรเห็นข้าพ-
เจ้ามีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า แน่ะนันทา
เธอจงดูรูปที่กระสับกระส่าย เปื่อยเน่าดังซากศพ จง

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 144 (เล่ม 54)

อบรมจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภสัญ-
ญา รูปนี้เป็นฉันใด รูปเธอก็เป็นฉันนั้น รูปเธอเป็น
ฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้มีกลิ่นเน่าฟุ้งไป พวก
คนพาลยินดียิ่งนัก พวกบัณฑิตผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อม
พิจารณาเห็นรูปนั้นเป็นอย่างนั้น ทั้งกลางคืนกลางวัน
เหตุนั้นเธอจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญา
ของตน ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิตแล้ว
มีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น แลได้บรรลุพระอร-
หัตแล้ว ในกาลนั้นข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่ไหน ๆ ก็มีฌาน
เป็นเบื้องหน้า พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสม-
บัตินั้น ได้ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายได้หมดแล้ว
ตัดเครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือกเป็นผู้ไม่มีอาส-
วะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า
เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า
ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ-
เจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้
กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ พร้อมด้วยคาถา ๓ คาถาที่พระศาสดาทรงแสดงว่า
อาตุรํ อสุจึ ปูตึ เป็นต้น เป็นอุทานว่า

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 145 (เล่ม 54)

เมื่อข้าพเจ้านั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดย
อุบายอันแยบคาย ได้เห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอก
ตามความเป็นจริง ทีนั้น ข้าพเจ้าจึงเบื่อหน่ายในกาย
และคลายกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่
เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมตํ อเวกฺขนฺตี รตฺตินฺทิวมตนฺ-
ทิตา ตโต สกาย ปญฺญาย อภินิพฺพิชฺฌ ทกฺขิสํ ความว่า พวกบัณฑิต
เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน คือตลอดกาลทั้งปวง พิจารณา
ค้นคว้ากายนั้นคือมีสภาพกระสับกระส่ายเป็นต้น เป็นอย่างนั้น คือโดยประการ
ที่กล่าวแล้วว่า รูปนี้เป็นฉันใด รูปเธอก็เป็นฉันนั้นเป็นต้น ด้วยญาณจักษุ
ซึ่งเป็นส่วนเบื้องต้น มีความผูกใจเป็นปุเรจาริกว่า เราส่งสุตามยญาณซึ่งมี
เสียงผู้อื่นเป็นเหตุ เบื่อหน่ายเพราะทำการแยกฆนะความเป็นก้อน ตามความ
เป็นจริง เพราะเหตุนั้น คือเพราะนิมิตนั้นเกิดในตน จักดู คือ จักเห็นด้วย
ภาวนามยปัญญาของตน ได้อย่างไรหนอ.
เพราะเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตสฺสา เม อปฺป-
มตฺตาย ดังนี้ คำนั้นมีเนื้อความว่า เมื่อข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท
เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย คือด้วยปัญญาที่
เห็นแจ้งถึงอนิจจลักษณะเป็นต้น เห็นกายนี้ กล่าวคือขันธปัญจก ทั้งภายใน
และภายนอก โดยแบ่งเป็นสันดานของตนและสันดานของผู้อื่น ตามความ
เป็นจริง.
ทีนั้น คือหลังจากที่เห็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในกาย คือเบื่อ
หน่ายแล้วในอัตภาพ เพราะประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ข้าพเจ้าคลาย

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 146 (เล่ม 54)

กำหนัด คือถึงความคลายกำหนัดในสันดานในภายในโดยพิเศษทีเดียว ข้าพเจ้า
เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะบรรลุที่สุดแห่งการปฏิบัติอัปปมาทธรรมตามที่เป็น
จริง เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เพราะถอนสังโยชน์ขึ้นได้หมดแล้ว
เป็นผู้สงบระงับและดับสนิทแล้วแล.
จบ อรรถกถาสุนทรีนันทาเถรีคาถา
๕. นันทุตตราเถรีคาถา
[๔๔๓] ข้าพเจ้าไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์
และเทวดา ไปสู่ท่าน้ำแล้วลงดำน้ำ ข้าพเจ้าสมาทาน
วัตรเป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอนบน
แผ่นดิน ไม่บริโภคภัตตาหารในราตรี แต่ยังยินดีการ
ตกแต่งและการประดับ บำรุงกายนี้ด้วยการอาบน้ำ
และขัดสี ถูกกามราคะครอบงำแล้ว ต่อมา ข้าพเจ้า
ได้ศรัทธาในพระศาสนา บวชเป็นบรรพชิต เห็นกาย
ตามความเป็นจริง จึงถอนกามราคะได้ ตัดภพความ
อยากและความปรารถนาได้ทั้งหมด ไม่เกาะเกี่ยวด้วย
กิเลสเครื่องประกอบทุกอย่าง บรรลุความสงบใจแล้ว.
จบ นันทุตตราเถรีคาถา

146