พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 127 (เล่ม 54)

อรรถกถาปัญจกนิบาต
๑. อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา๑
คาถาว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีองค์
หนึ่ง.
แม้พระเถรีองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาล
นี้ เป็นแม่นมของพระมหาปชาบดีโคตมี ในกรุงเทวทหะ เจริญแล้วแต่ไม่
ปรากฏชื่อและโคตร พระเถรีนั้นในเวลาที่พระมหาปชาบดีโคตมีบวช ตนเอง
ก็บวชด้วย ถูกกามราคะรบกวนอยู่ ๒๕ ปี ไม่ได้เอกัคคตาจิต ชั่วกาลแม้
เพียงลัดนิ้วมือ ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ ได้ฟังธรรมในสำนักของพระธัมม-
ทินนาเถรี มีใจคลายจากกามทั้งหลาย เรียนกัมมัฏฐาน ประกอบภาวนาอยู่
เนือง ๆ ไม่นานนักก็เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้
กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยังไม่ประ
สบความสงบจิตแม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเลย ข้าพเจ้า
ไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มด้วยกามราคะ ประคอง
แขนทั้งสองคร่ำครวญเข้าไปสู่วิหาร ข้าพเจ้านั้นได้เข้า
ไปหาภิกษุณีที่ข้าพเจ้าควรเชื่อถือ ภิกษุณีนั้นได้แสดง
ธรรม คือขันธ์ อายตนะ และธาตุแก่ข้าพเจ้า ข้าพ-
เจ้าฟังธรรมของท่านแล้วเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง
๑. บาลี เป็น อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา.

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 128 (เล่ม 54)

ระลึกชาติได้ ข้าพเจ้าชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว
ชำระเจโตปริยญาณและโสตธาตุให้หมดจดแล้ว แม้
ฤทธิ์ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าบรรลุธรรมเป็น
ที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำอภิญญา ๖ ให้แจ้งแล้ว ได้ปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ ได้แก่ ชั่ว
ขณะแม้เพียงลัดนิ้วมือ ความว่า ชั่วเวลาแม้เพียงดีดนิ้วมือ. บทว่า จิตฺตสฺสู-
ปสมชฺฌคํ ประกอบความว่า ไม่บรรลุความสงบแห่งจิต คือเอกัคคตาจิต
อธิบายว่า ยังไม่ได้.
บทว่า กามราเคนวสฺสุตา ความว่า มีจิตชุ่มด้วยฉันทราคะเป็น
อย่างมาก เพราะยึดไว้อย่างมั่นในวัตถุกามทั้งหลายกล่าวคือกามคุณ.
ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ ท่านกล่าวหมายเอาพระธัมมทินนาเถรี.
บทว่า เจโตปริจฺจญาณญฺจ เชื่อมความว่า และเจโตปริยญาณ
ข้าพเจ้าก็ชำระให้หมดจดแล้ว. อธิบายว่า บรรลุแล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วแล.
จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา
๒. วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา
[๔๔๐] ข้าพเจ้าเป็นผู้เมาวรรณะ รูปสมบัติ
ความสวยงาม บริวารสมบัติ และมีจิตกระด้างด้วย

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 129 (เล่ม 54)

ความเป็นสาว ดูหมิ่นหญิงอื่น ข้าพเจ้าประดับกายนี้
ให้วิจิตรงดงาม สำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ ได้ยืนอยู่ที่
ประตูเรือนหญิงแพศยา ดุจนายพรานที่คอยดักเนื้อ
ฉะนั้น ข้าพเจ้าแสดงเครื่องประดับต่าง ๆ และอวัยวะ
ที่ควรปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏ กระทำมายาหลาย
อย่างให้ขายเป็นอันมากยินดี วันนี้ข้าพเจ้านั้นมีศีรษะ
โล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาตแล้วมานั่งอยู่ที่โคน
ต้นไม่ ได้ฌานอันไม่มีวิตก ข้าพเจ้าตัดเครื่องเกาะ
เกี่ยวทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็น ของมนุษย์ ได้ทั้งหมด
ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป มีความเย็นดับสนิทแล้ว.
จบ วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา
๒. อรรถกถาวิมลาเถรีคาถา
คาถาว่า มตฺตา วณฺเณน รูเปน เป็นต้น เป็นคาถาของพระ-
เถรีชื่อวิมลา.
แม้พระเถรีชื่อวิมลาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน
พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดเป็นธิดาของหญิงผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพคนหนึ่งในกรุงเวสาลี
มีชื่อว่า วิมาลา นางวิมลาครั้นเจริญวัยแล้วก็เลี้ยงชีพอย่างนั้นเหมือนกัน
วันหนึ่งนางเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลี มีจิต
ปฏิพัทธ์จึงไปถึงที่อยู่ของพระเถระเริ่มทำการเล้าโลมมุ่งพระเถระ อาจารย์บาง
ท่านกล่าวว่า ถูกพวกเดียรถีย์ส่งไปจึงได้ทำอย่างนั้น พระเถระคุกคามแล้วได้
๑. บาลี เป็น วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา.

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 130 (เล่ม 54)

ให้โอวาทแก่นางโดยการชี้แจงถึงอสุภกัมมัฏฐานเป็นข้อสำคัญ เรื่องนั้นมีมาใน
เถรคาถาที่แล้วมานั่นแล เมื่อพระเถระให้โอวาทอย่างนั้นแล้ว นางเกิดความ
สังเวช เกิดหิริโอตตัปปะ ได้ศรัทธาในพระศาสนา เป็นอุบาสิกา เวลาต่อมาได้
บวชในหมู่ภิกษุณี เพียรพยายามอยู่ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะ
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็น
อุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นผู้เมาวรรณะ รูปสมบัติ ความ
สวยงาม บริวารสมบัติ และมีจิตกระด้างด้วยความ
เป็นสาว ดูหมิ่นหญิงอื่น ข้าพเจ้าประดับกายนี้ให้
วิจิตรงดงามสำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ ได้ยืนอยู่ที่ประตู
เรือนหญิงเพศยา ดุจนายพรานที่คอยดักเนื้อฉะนั้น
ข้าพเจ้าแสดงเครื่องประดับต่าง ๆ และอวัยวะที่ควร
ปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏ กระทำมายาหลายอย่าง
ให้ชายเป็นอันมากยินดี วันนี้ข้าพเจ้านั้นมีศีรษะโล้น
ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาตแล้ว มานั่งอยู่ที่โคนต้น
ไม้ ได้ฌานอันไม่มีวิตก ข้าพเจ้าตัดเครื่องเกาะเกี่ยว
ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำ
อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป มีความเย็น ดับสนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺต วณฺเณน รูเปน ได้แก่ ด้วย
วรรณะคือคุณ และด้วยรูปสมบัติ. บทว่า โสภคฺเคน ได้แก่ ด้วยความน่า
พึงใจ. บทว่า ยเสน ได้แก่ ด้วยบริวารสมบัติ ความว่า เป็นผูเมา คือถึง
ความเมาซึ่งได้แก่เมาวรรณะ เมารูป เมาความงาม และเมาบริวาร. บทว่า
โยพฺพเนน จุปตฺถทฺธา ความว่า กระด้างยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยความเมาในความ

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 131 (เล่ม 54)

เป็นสาว คือมีจิตกระด้าง ได้แก่มีใจไม่สงบระงับด้วยอหังการ ซึ่งมีความสาว
เป็นนิมิต. บทว่า อญฺญาสมติมญฺญิหํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ดูหมิ่นหญิง
อื่น ๆ ด้วยคุณมีวรรณะเป็นต้นของตน แม้โดยประการทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง
ข้าพเจ้าดูหมิ่น คือดูหมิ่นแล้ว ได้แก่ ได้ทำการดูหมิ่นคุณมีวรรณะเป็นต้น
ของหญิงอื่นๆ.
บทว่า วิภูสิตฺวา อิมํ กายํ สุจิตฺตํ พาลลาปนํ ความว่า
ข้าพเจ้าประดับ คือตกแต่งให้สวยงามน่าเลื่อมใส ซึ่งกายของข้าพเจ้านี้ ที่เต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาดหลายอย่าง น่าเกลียด ให้วิจิตรงดงามด้วยการประเทือง
ผิวและแต่งผมเป็นต้น ด้วยพัสตราภรณ์ทั้งหลาย สำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ โดย
ลวงคือพูดกับพวกผู้ชายโง่ ๆ ว่า ของฉัน. บทว่า อฎฺฐาสึ เวสิทฺวารมฺหิ
ลุทฺโธ ปาสมิโวฑฺฑิย ความว่า ข้าพเจ้าได้ยืนเอากายของข้าพเจ้าตามที่
กล่าวแล้วซึ่งเป็นบ่วงมารล่อเหยื่ออยู่ที่ประตูเรือนหญิงแพศยา คือที่ประตูเรือน
ของหญิงแพศยา ดุจนายพรานเนื้อดักบ่วงเนื้อมีตาข่ายผูกท่อนไม้เป็นต้น เพื่อ
ต้องการผูกมัดเนื้อทั้งหลาย.
บทว่า ปิลนฺธนํ วิทํเสนฺตี คุยฺหํ ปกาสิกํ พหุํ ความว่า
แสดงอวัยวะที่ควรปกปิดมีขา ตะโพก และก้นเป็นต้น และอวัยวะที่ควรให้
ปรากฏมีเท้าเข่าและศีรษะเป็นต้น คือแสดงอวัยวะที่ควรปกปิดให้ปรากฏ และ
เครื่องประดับคืออาภรณ์มีประการต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า อกาสึ วิวิธํ
มายํ อุชฺฌคฺฆนฺตี พหุํ ชนํ ความว่า ข้าพเจ้าหัวเราะเพื่อประเล้าประ-
โลมชายโง่เป็นอันมากที่มัวเมาความสาว ได้กระทำการล่อลวงมีอย่างต่าง ๆ คือ
มีประการต่าง ๆ ด้วยการปกปิดสภาพของสรีระ ด้วยของหอมดอกไม้และ
พัสตราภรณ์เป็นต้น และด้วยทีท่านั้น ๆ มีหัวเราะและภาวะที่มีเสน่ห์เป็นต้น.
บทว่า สาชฺช ปิณฺฑํ จริตฺวาน มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา
นิสินฺนา รุกฺขมูลมฺหิ อวิตกฺกสฺส ลาภินี ประกอบความว่า ข้าพเจ้า

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 132 (เล่ม 54)

นั้นเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างนี้ วันนี้คือเดี๋ยวนี้ได้ตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระผู้เป็นเจ้ามหาโมคคัลลานเถระ บวชในพระศาสนา มีศีรษะโล้น ห่มผ้า
สังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาต นั่งฉันภิกษาหาร คือนั่งที่โคนต้นไม้ คือบนอาสนะที่
สงัด ณ โคนต้นไม้ เป็นผู้ได้ฌานอันไม่มีวิตก ด้วยการบรรลุพระอรหัตผล
ซึ่งมีทุติยฌานเป็นบาท.
บทว่า สพฺเพ โยคา ได้แก่ เครื่องเกาะเกี่ยวแม้ทั้ง ๔ มีเครื่อง
เกาะเกี่ยวคือกามเป็นต้น. บทว่า สมุจฺฉินฺนา ความว่า ตัดทิ้งคือละโดย
ชอบทีเดียวตามสมควร ด้วยปฐมมรรคเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถาวิมลาเถรีคาถา
๓. สีหาเถรีคาถา
[๔๔๑] เมื่อก่อน ข้าพเจ้าถูกกามราคะเบียด
เบียน มีจิตฟุ้งซ่าน ทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้
เพราะไม่มนสิการโดยอุบายที่แยบคาย ข้าพเจ้าถูก
กิเลสกลุ้มรุม เป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็น
สุข ตกอยู่ในอำนาจของจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึง
ไม่ได้ความสงบจิต ข้าพเจ้าเป็นผู้ผอมเหลือง ปราศ-
จากผิวพรรณอยู่ ๗ ปี มีแต่ทุกข์ ไม่ได้ความสุขทั้ง
กลางวันกลางคืน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถือเอา
เชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่าจะผูกคอตายเสียในที่นี้

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 133 (เล่ม 54)

ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก ข้าพเจ้าทำ
บ่วงให้มั่น ผูกที่กิ่งไม้แล้วสวมบ่วงที่คอ ทันใดนั้น
จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้นจากกิเลส.
จบ สีหาเถรีคาถา
๓. อรรถกถาสีหาเถรีคาถา
คาถาว่า อโยนิโสมนสิการา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อสีหา.
แม้พระเถรีชื่อสีหาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน
พุทธุปปาทกาลนี้ เป็นธิดาของน้องสาวสีหเสนาบดี กรุงเวสาลี ญาติพี่
น้องทั้งหลายตั้งชื่อให้ว่า สีหา เพราะตั้งตามชื่อลุงของเธอ นางสีหานั้นรู้ความ
แล้ว วันหนึ่งพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่สีหเสนาบดี เธอฟังธรรมนั้นได้
ศรัทธา ขออนุญาตบิดามารดาบวช ครั้นบวชแล้วแม้เริ่มวิปัสสนาก็ไม่อาจทำ
จิตที่พล่านไปในอารมณ์อันกว้างใหญ่ภายนอกให้กลับได้ ถูกมิจฉาวิตกเบียด
เบียนอยู่ ๗ ปี ไม่ได้ความชื่นจิตจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันลามก
ของเรานี้ เราจักผูกคอตายดังนี้ ถือบ่วงคล้องที่กิ่งไม้แล้วสวมบ่วงนั้นที่คอของ
ตน น้อมจิตไปในวิปัสสนาด้วยอำนาจบุญกุศลที่ตนสั่งสมไว้ในก่อน ด้วยความ
เป็นผู้มีภพมีในที่สุด บ่วงที่ผูกได้อยู่ตรงที่คอ. พระเถรีนั้นเจริญวิปัสสนาได้
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในขณะนั้นเอง. เพราะญาณแก่
กล้าแล้ว. บ่วงที่ผูกคอไว้หลุดออกพร้อมกับเวลาที่บรรลุพระอรหัตนั่นแหละ.
พระเถรีตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 134 (เล่ม 54)

เมื่อก่อนข้าพเจ้าถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิต
ฟุ้งซ่าน ทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มน-
สิการโดยอุบายที่แยบคาย ข้าพเจ้าถูกกิเลสกลุ้มรุม
เป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุข ตกอยู่ใน
อำนาจของจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบ
จิต ข้าพเจ้าเป็นผู้ผอมเหลืองปราศจากผิวพรรณอยู่ ๗
ปี มีแต่ทุกข์ ไม่ได้ความสุขทั้งกลางวันกลางคืน
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถือเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วย
คิดว่าจะผูกคอตายเสียในที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความ
เป็นคฤหัสถ์อีก ข้าพเจ้าทำบ่วงให้มั่น ผูกที่กิ่งไม้แล้ว
สวมบ่วงที่คอ ทันใดนั้นจิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้นจาก
กิเลส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยนิสมนสิการา ได้แก่ เพราะไม่
มนสิการโดยอุบาย คือเพราะถือคลาดเคลื่อนในสิ่งที่ไม่งามว่างาม. บทว่า
กามราเคน อทฺทิตา ความว่า ถูกฉันทราคะในกามคุณทั้งหลายบีบคั้น.
บทว่า อโหสึ อุทฺทิตา ปุพฺเพ จิตฺเต อวสวตฺตินี ความว่า เมื่อก่อน
เมื่อจิตของข้าพเจ้าไม่เป็นไปในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตฟุ้งซ่าน คือมี
จิตฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ คือมีจิตไม่ตั้งมั่น. บทว่า ปริยุฏฺฐิตา กิเลเสหิ
สุขสญฺญานิวตฺตินี ความว่า อันกิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นที่ถึงความ
กลุ้มรุมครอบงำแล้ว มีปกติเป็นไปตามกามสัญญาที่เป็นไปในรูปเป็นต้นว่างาม.
บทว่า สมํ จิตฺตสฺส นาลภึ ราคจิตฺตวสานุคา ความว่า ไปตามอำนาจ
ของจิตที่สัมปยุตด้วยกามราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต คือความสงบใจ คือ

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 135 (เล่ม 54)

ความที่จิตมีอารมณ์เดียว แม้เล็กน้อย. บทว่า กิสาปณฺฑุวิวณฺณา จ ความ
ว่า เป็นผู้ผอมคือมีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหลืองขึ้น ๆ เพราะความเป็นผู้
กระสันอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นแหละจึงเป็นผู้ปราศจากผิวพรรณ คือผู้มีผิว-
พรรณไปปราศแล้ว. บทว่า สตฺต วสฺสานิ แปลว่า ตลอด ๗ ปี. บทว่า
จาริหํ แปลว่า ข้าพเจ้าเที่ยวไปแล้ว. บทว่า นาหํ ทิวา วา รตฺตึ วา
สุขํ วินฺทึ สุทุกฺขิตา ความว่า ข้าพเจ้าถึงทุกข์ ด้วยกิเลสทุกข์ใน ๗ ปี
อย่างนี้ ไม่ได้ความสุขของสมณะทั้งกลางวันทั้งกลางคืน. บทว่า ตโต ได้
แก่ เพราะไม่ได้ความสุขของสมณะในเพราะความกลุ้มรุมของกิเลส. บทว่า
รชฺชุํ คเหตฺวาน ปาวิสึ วนมนฺตรํ ความว่า ถือเชือกบ่วงเข้าไปยังราว
ป่า หากจะมีผู้ถามว่า เข้าไปทำไม (พึงตอบว่า). บทว่า วรํ เม อิธ
อุพฺพนฺธํ ยญฺจ หีนํ ปุนาจเร ความว่า เพราะข้าพเจ้าไม่อาจบำเพ็ญ
สมณธรรม พึงกลับมาประพฤติ คือพึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ คือพึงดำรงเพศที่
ทรามคือความเป็นคฤหัสถ์อีก ฉะนั้น ข้าพเจ้าผูกคอตายเสียในราวป่านี้ ดีกว่า
คือประเสริฐกว่าด้วยคุณตั้งร้อยตั้งพัน. บทว่า อถ จิตฺตํ วิมุจิจิ เม ความ
ว่า ข้าพเจ้าสวมบ่วงที่ผูกกับกิ่งไม้เข้าที่คอในกาลใด ในกาลนั้นคือในลำดับ
นั่นเอง จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้น คือได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งปวงตาม
ลำดับมรรค เพราะสืบต่อด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนาและมรรค.
จบอรรถกถาสีหาเถรีคาถา

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 136 (เล่ม 54)

๔. นันทาเถรีคาถา๑
[๔๔๒] แน่ะนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับ
กระส่ายไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น
ด้วยดี มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้
ฉันใด ร่างกายของเธอนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายของเธอ
นั่นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อย
เน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ที่พวกชนพาลเพลิดเพลินกัน
ยิ่งนัก เมื่อเธอพิจารณาร่ายกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้าน
ทั้งกลางคืนกลางวัน ต่อนั้นจักแทงตลอดแล้วเห็นได้
ด้วยปัญญาของตน เมื่อข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท
ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย ได้เห็นกายทั้งภายใน
และภายนอก ตามความเป็นจริง ที่นั้นข้าพเจ้าจึงเบื่อ
หน่ายในกาย และคลายกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่
ประมาท ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เป็นผู้สงบระงับ
ดับสนิทแล้ว.
จบ นันทาเถรีคาถา
๑. อรรถกถา เป็น สุนทรีนันทาเถรีคาถา.

136