พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 97 (เล่ม 54)

๖. สุกกาเถรีคาถา
[๔๓๕] พวกมนุษย์ใน กรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำ
อะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้งดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้ไปหาพระ
สุกกาเถรี ผู้แสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากันเลย
เหมือนชนเหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้านั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็น
ธรรมทำผู้ฟังให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทาง
ไกล ดื่มน้ำฝนฉะนั้น. พระสุกกาเถรีมีธรรมบริสุทธิ์
ปราศจากราคะ มีจิตตั้งมั่นชนะมารพร้อมทั้งพาหนะ
ทรงไว้ซึงร่างกายอันมีในที่สุด.
จบ สุกกาเถรีคาถา
๖. อรรถกถาสุกกาเถรีคาถา
คาถาว่า กึ เม กตา ราชคเห เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อสุกกา.
แม้พระเถรีชื่อสุกกาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดในเรือนตระกูลในพระนครพันธุมดี
รู้ความแล้วไปวิหารกับอุบาสิกาทั้งหลาย ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 98 (เล่ม 54)

ได้ศรัทธาบวชแล้วได้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปฏิภาณ เธอประพฤติพรหม-
จรรย์ในที่นั้นหลายพันปี ตายอย่างปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต.
เธอรักษาศีลในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์อย่างนี้
คือกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี แม้แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าสิขี แม้แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภูก็เหมือนกัน ได้
เป็นพหูสูต ทรงธรรม เธอบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ได้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นธรรมกถึก
เหมือนกัน.
เธอสั่งสมบุญเป็นอันมากในภพนั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้ ท่องเที่ยวอยู่
ในสุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล
กรุงราชคฤห์ ได้นามว่า สุกกา เธอรู้ความแล้วได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกาใน
คราวพระศาสดาเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ ต่อมาได้ฟังธรรมในสำนักของพระ-
ธัมมทินนาเถรี เกิดความสังเวช บวชในสำนักของพระธัมมทินนาเถรีนั้นเอง
เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
ของโลก พระนามว่าวิปัสสีมีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้ง
ซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า
เกิดในตระกูลหนึ่งในพระนครพันธุมดีได้ฟังธรรมของ
พระมุนีแล้วบวชเป็นภิกษุณี เป็นพหูสูต ทรงธรรม
มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตามพระ-
พุทธศาสนา ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสดงธรรมกถา เพื่อ
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๕ สุกกาเถรีอปทาน.

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 99 (เล่ม 54)

ประโยชน์แก่ชุมชนทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเคลื่อนจากอัต-
ภาพนั้นแล้ว เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพธิดามี
ยศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนาม
ว่าสุขี มีรัศมีดังไฟ งามสง่าอยู่ในโลกด้วยยศ ประ-
เสริฐกว่าเหล่าบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้ง
นั้น ข้าพเจ้าบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาดในพระพุทธศาสนา
ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่าง แล้วเคลื่อนจากอัตภาพ
แม้นั้นไปสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัป
นี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
เวสสภู ผู้มีธรรมดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนอย่างก่อนนั้นแล
บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพระพุทธศาสนาให้กระ-
จ่างแล้ว ไปเมืองสวรรค์ที่น่ารื่นรมย์ ได้เสวยความ
สุขมาก ในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระนามว่า
กกุสันธะ ผู้เป็นสรณะของนรชน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนอย่างก่อนนั้นแล
บวชแล้วยัง พระพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต
เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทศ
เหมือนอย่างไปที่อยู่ของตน ในภัทรกัปนี้แล พระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ
ผู้ประเสริฐกว่าเหล่าบัณฑิต สูงสุดกว่าสรรพสัตว์เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็บวชในศาสนา
ของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ยังพระ-

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 100 (เล่ม 54)

พุทธศาสนาให้กระจ่าง ในภัทรกัปนี้เหมือนกันพระมุนี
ผู้สูงสุดพระนามว่ากัสสปะ ผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก
ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ข้าพเจ้าบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็น
ปราชญ์ของนรชนแม้พระองค์นั้น ศึกษาพระสัทธรรม
แล้วชำนาญในปริปุจฉา ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้า
มีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดง
ธรรมกถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น
และด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างกาย
มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้
ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง สั่งสมรัตนะไว้
มาก. ในกรุงราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้เป็นนายก
ของโลกอันภิกษุขีณาสพพันหนึ่งเป็นบริวารสรรเสริญ
แล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ฝึกอินทรีย์แล้วพ้นขาดจากสรรพกิเลส มีพระฉวีเปล่ง
ปลั่งดังแท่งทองสิงคี พร้อมด้วยพระขีณาสพ ซึ่งเคย
เป็นชฏิลผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจาก สรรพกิเลส
เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์.
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธานุภาพนั้น และได้ฟัง
พระธรรมเป็นที่สั่งสมคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสใน
พระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมาก กาลต่อมา
ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นภิกษุณี ในสำนักของ
พระธัมมทินนาเถรี ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายในเมื่อ

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 101 (เล่ม 54)

กำลังปลงผมอยู่ บวชแล้วไม่นาน ศึกษาศาสนธรรม
ได้ทั่ว. แต่นั้นได้แสดงธรรมในสมาคมมหาชน เมื่อ
ข้าพเจ้าแสดงธรรมอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชุมชน
หลายพัน. มียักษ์ตนหนึ่งได้ทราบธรรมนั้นแล้วเกิด
อัศจรรย์ใจเลื่อมใสข้าพเจ้า ไปยังกรุงราชคฤห์. พวก
มนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้ง
ดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้าไปหาพระสุกกาเถรีผู้แสดงอมตบท
กันเลย เหมือนชนเหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มอมตบท
นั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็นธรรมทำผู้ฟัง
ให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทางไกลดื่มน้ำฝน
ฉะนั้น. ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นผู้มีความ
ชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มี
ความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและ
ทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษมีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว
บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้าแต้พระมหาวีระ ข้าพระองค์มี
ญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอน
ภพทั้งหลายได้หมดแล้วตัดเครื่องผูกพันเหมือนช้างพัง
ตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธ-
เจ้า ผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการ มาดีแล้วหนอ
ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของ
พระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 102 (เล่ม 54)

ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วได้เป็นมหาธรรมกถึก มีภิกษุณีประมาณ
๕๐๐ องค์เป็นบริวาร วันหนึ่งพระเถรีนั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ฉัน
เสร็จแล้วเข้าไปยังสำนักภิกษุณี แสดงธรรมแก่บริษัทใหญ่ที่นั่งประชุมกันอยู่
เหมือนคั้นรวงผึ้งให้คนดื่มรสน้ำผึ้ง เหมือนรดด้วยน้ำอมฤต บริษัทเงี่ยโสต
ฟังธรรมกถาของพระเถรีนั้นมีใจไม่ฟุ้งซ่าน ฟังอยู่โดยเคารพ ขณะนั้นเทวดา
ผู้สิงอยู่บนต้นไม้ท้ายที่จงกรมของพระเถรี เลื่อมใสในธรรมเทศนาจึงเข้าไป
ยังกรุงราชคฤห์ เที่ยวประกาศคุณของพระเถรีนั้นจากถนนนี้ไปตามถนนนั้น
จากสี่แยกนี้ไปสีแยกนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า
พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไรกัน
มัวดื่มน้ำผึ้งดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้าไปหาพระสุกกาเถรี
ผู้แสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากันเลย เหมือนชน
เหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
นั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็นธรรมทำผู้ฟัง
ให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทางไกลดื่มน้ำฝน
ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิ เม กตา ราชคเห มนุสฺสา
ความว่า พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไร คือขวนขวายในกิจชื่อ
อะไร. บทว่า มธุํ ปีตา ว อจฺฉเร ความว่า คนทั้งหลายถือรวงผึ้ง ดื่ม
น้ำผึ้งอยู่ เป็นผู้ปราศจากสัญญา ไม่อาจยกศรีษะขึ้นได้ฉันใด แม้พวกมนุษย์
ในกรุงราชคฤห์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เหมือนเป็นผู้ปราศจากสัญญาในธรรม.

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 103 (เล่ม 54)

สัญญา ย่อมไม่อาจยกศีรษะขึ้นได้ อธิบายว่า มัวดีดนิ้วมืออยู่อย่างเดียวเท่า
นั้น. บทว่า เย สุกฺกํ น อุปาสนฺติ เทเสนฺตึ พุทฺธสาสนํ ความว่า
ไม่เข้าไปหา คือไม่เข้าไปนั่งใกล้พระเถรีสุกกา ผู้แสดงคือประกาศคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยแน่นอน ประกอบความ
ว่า พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านั้น มัวทำอะไรกัน.
บทว่า ตญฺจ อปฺปฏิวานียํ ความว่า ซึ่งธรรมนั้นอันเป็นธรรม
ไม่นำกลับ เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นธรรมทำความชุ่มชื่น ชื่อว่า
เป็นธรรมทำผู้พึงให้ชุ่มชื่น เพราะเป็นธรรมไพเราะหรือเป็นธรรมจับใจโดย
การฟังของชนผู้ฟัง ไม่เติมของปรุงรสอาหาร มีรสมากตามปกตินั่นแหละ
เพราะเหตุนั้นเองจึงชื่อว่ามีโอชะ. บาลีว่า โอสธํ ก็มี ความว่า เป็นยา
สำหรับเยียวยาพยาธิคือวัฏทุกข์ทั้งหลาย. บทว่า ปิวนฺติ มญฺเญ สปฺปญฺญา
วลาหกมิวทฺธคู ความว่า ผู้มีปัญญา คือคนผู้เป็นบัณฑิต เหมือนย่อมดื่ม
คือย่อมฟัง ราวกะว่าดื่มอยู่ซึ่งธรรมนั้น เหมือนคนเดินทางในที่กันดารเพราะ
ขาดน้ำ ดื่มน้ำที่ไหลจากระหว่างเมฆฉะนั้น.
มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้วมีใจเลื่อมใส เข้าไปยังสำนักของพระ
เถรี ฟังธรรมโดยเคารพ กาลต่อมา ในกาลเป็นที่ปรินิพพาน ซึ่งเป็นกาล
สิ้นสุดอายุของพระเถรี พระเถรีพยากรณ์พระอรหัตผล เพื่อประกาศว่าศาสน-
ธรรมเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ได้กล่าวคาถานี้ว่า
พระสุกกาเถรีมีธรรมบริสุทธิ์ ปราศจากราคะ
มีจิตตั้งมั่น ชนะมาร พร้อมทั้งพาหนะ ทรงไว้ซึ่ง
ร่างกายอันมีในที่สุด.

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 104 (เล่ม 54)

พระสุกกาเถรีแสดงตนนั่นแหละเป็นเหมือนผู้อื่น ด้วยบทว่า สุกฺกา
ในคาถานั้น. บทว่า สุกฺเกหิ ธมฺเมหิ ได้แก่ มีธรรมบริสุทธิ์ดี คือ
โลกุตรธรรม. บทว่า วีตราคา สมาหิตา ความว่า มีราคะไปปราศแล้ว
โดยประการทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค มีจิตตั้งมั่นด้วยอรหัตผลสมาธิ. คำที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบ อรรถกถาสุกกาเถรีคาถา
๗. เสลาเถรีคาถา
มารกล่าวกะพระเสลาเถรีว่า
[๔๓๖] นิพพานอันเป็นที่สลัดออกไม่มีในโลก
ท่านจักทำประโยชน์อะไรได้ด้วยวิเวกเล่า ท่านจงบริ-
โภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้เดือด
ร้อนภายหลังเลย.
พระเสลาเถรีกล่าวว่า
กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาวครอบงำ
ขันธ์ทั้งหลายไว้ ท่านกล่าวถึงความยินดีในกามใด
บัดนี้เราไม่มีความยินดีในกามนั้นแล้ว เรากำจัดความ
เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด
ได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อน
มารผู้ทำที่สุด ตัวท่านถูกเรากำจัดแล้ว.
จบ เสลาเถรีคาถา

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 105 (เล่ม 54)

๗. อรรถกถาเสลาเถรีคาถา
คาถาว่า นตฺถิ นิสฺสรณํ โลเก เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อเสลา.
แม้พระเถรีชื่อเสลาองค์นี้ ก็ได้สร้างบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน
เรือนแห่งตระกูลในพระนครหังสวดี รู้ความแล้ว บิดามารดายกให้แก่กุลบุตร
ผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน อยู่ร่วมกับกุลบุตรนั้นอย่างสุขสบายหลายร้อยปี เมื่อ
กุลบุตรนั้นตาย แม้ตนเองก็ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว เกิดความสังเวช
แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล เที่ยวไปจากอารามนั้น ไปอารามนั้น จากวิหารนี้ไป
วิหารนั้น อยู่ตลอดเวลา ด้วยปรารถนาจักฟังธรรมในสำนักของสมพราหมณ์
วันหนึ่งเข้าไปยังต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระศาสดา นั่งคิดอยู่ว่า ถ้าพระผู้มี-
พระภาคพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เสมอด้วยผู้ที่ไม่มีใครเสมอ
เป็นผู้หาบุคคลเปรียบมิได้จริง ขอต้นโพธิ์นี้จงแสดงปาฏิหาริย์แก่ข้าพเจ้า
ต้นโพธิ์ได้สว่างโพลงในลำดับจิตตุปบาทเช่นนั้นของนางนั้นทันที กิ่งทั้งหลาย
ปรากฏเป็นทองไปหมด สว่างไสวไปทุกทิศ นางเห็นปาฏิหาริย์ดังนั้นมีใจ
เลื่อมใส แสดงความเคารพความนับถือ นั่งประคองอัญชลีไว้เหนือศีรษะอยู่
ณ ที่นั้นเอง ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ในวันที่ ๗ ได้กระทำบูชาสักการะอย่าง
โอฬาร ด้วยบุญกรรมนั้นนางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป-
ปาทกาลนี้ เกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้าอาฬวีกราช มีนามว่า เสลา เเต่คน
ทั้งหลายเรียกเธอว่า อาฬวิกา เพราะเป็นธิดาของพระเจ้าอาฬวีกราช เธอรู้
ความแล้ว เมื่อพระศาสดาทรงทรมานอาฬวกยักษ์ ประทานบาตรและจีวรไว้

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 106 (เล่ม 54)

ในมือของอาฬวกยักษ์ เสด็จเข้าพระนครอาฬวีกับอาฬวกยักษ์นั้น เธอเป็น
ทาริกาเข้าไปเฝ้าพระศาสดากับพระราชา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกา.
กาลต่อมา เธอเกิดความสังเวช บวชในหมู่ภิกษุณี ทำกิจเบื้องต้น
แล้วเริ่มเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลาย มีญาณแก่กล้าเพราะสมบูรณ์
ด้วยอุปนิสัย ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้
ในอปทานว่า๑
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นหญิงท่องเที่ยวอยู่ใน
พระนครหังสวดี ข้าพเจ้าต้องการกุศลจึงเที่ยวจาก
อารามนี้ไปอารามนั้น ได้เห็นต้นโพธิ์อันอุดมในวัน
กาฬปักษ์ ยังจิตให้เลื่อมใสในต้นโพธินั้นแล้วนั่งที่
โคนต้นโพธิ์ ตั้งจิตเคารพกระทำอัญชลีไว้เหนือศีรษะ
แสดงควานโสมนัส แล้วคิดอย่างนี้ในขณะนั้นว่า ถ้า
พระพุทธเจ้ามีพระคุณนับไม่ได้ ไม่มีบุคคลเปรียบ
เสมอไซร้ ก็ขอได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์แก่เราเถิด
ขอโพธิ์ต้นนี้จงเปล่งรัศมีเถิด ทันใดนั้นเอง ต้นโพธิ์
ก็สว่างโพลงพร้อมกับที่ข้าพเจ้านึก ได้มีรัศมีเป็นสีทอง
ล้วน สว่างไสวไปทุกทิศ ข้าพเจ้านั่งที่โคนต้นโพธิ์
นั้น ๗ คืน ๗ วัน ครั้นถึงวันที่ ๗ ข้าพเจ้าได้บูชาด้วย
ประทีป ประทีป ๕ ดวงสว่างโพลงล้อมรอบอาสนะ
ครั้งนั้นประทีปของข้าพเจ้าสว่างโพลงอยู่จนพระอาทิตย์
ขึ้น ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยความตั้งใจอัน
แน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้น
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๙ ปัญจทีปีกาเถรีอปทาน.

106