พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 87 (เล่ม 54)

๔. อรรถกถาทันติกาเถรีคาถา
คาถาว่า ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อทันติกา.
แม้พระเถรีชื่อทันติกาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เกิดใน
กำเนิดกินนรที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ในเวลาที่ว่างพระพุทธเจ้า วันหนึ่งกินรี
นั้นเที่ยวเล่นกับเหล่ากินนร ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนั่งอยู่ที่โคนไม้
แห่งหนึ่ง พอเห็นก็มีใจเลื่อมใส เข้าไปหาบูชาด้วยดอกสาละ ไหว้แล้วหลีกไป
ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาท-
กาลนี้ เกิดในเรือนพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าโกศล กรุงสาวัตถี
รู้ความแล้วเป็นอุบาสิกาได้ศรัทธาในกาลรับพระเชตวัน ภายหลังบวชในสำนัก
ของพระมหาปชาบดีโคตมี อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งฉันอาหารแล้วขึ้นเขา
คิชฌกูฏ นั่งพักกลางวันเห็นช้างเหยียดเท้าเพื่อให้คนขี่ช้างขึ้น ทำเรื่องนั้นแหละ
ให้เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง
หลาย เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ข้าพเจ้าเป็นกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ใน
กาลนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
ธุลี ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส
ดีใจ ปลื้มใจ กระทำอัญชลี ถือเอาดอกสาละบูชาพระ
สยัมภู ด้วยธรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความตั้งใจมั่น
ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้า
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๖ นฬมาลิการตรีอปทาน.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 88 (เล่ม 54)

ได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ สิ่งที่ใจปรารถนา
บังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามที่ปรารถนา ข้าพเจ้าได้เป็น
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้าเป็นผู้
สร้างสรรค์ตนเองท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย ข้าพ-
เจ้ามีบุญกุศลได้บวชเป็นบรรพชิต วันนี้ข้าพเจ้าเป็น
ปูชารหบุคคลในศาสนาของพระศากยบุตร วันนี้ข้าพ-
เจ้ามีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจชั่วช้า มีอาสวะทั้งปวง
หมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทร-
กัปนี้ ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธะใด ด้วยพุทธบูชา
นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกสาละ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัส ได้
กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวันบนภูเขาคิชฌกูฏ
ได้เห็นช้างลงสู่แม่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำ ที่ฝั่งนที นาย
หัตถาจารย์ถือขอให้สัญญาว่า จงให้เท้า ช้างได้เหยียด
เท้าออก นายหัตถาจารย์ก็ขึ้นช้าง ข้าพเจ้าเห็นช้างที่
ไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อได้รับการฝึกแล้ว ก็อยู่ใน
อำนาจของพวกมนุษย์ หลังจากเห็นช้างนั้น ข้าพเจ้า
เข้าป่าทำจิตให้เป็นสมาธิ เพราะกิริยาของช้างนั้น
เป็นเหตุ.

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 89 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคํ โอคาหมุตฺติณฺณํ ความว่า
ช้างทำการลงคือลงในแน่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า
โอคยฺห อุตฺติณฺณํ ลงแล้วขึ้น ดังนี้ ม อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. บทว่า
นทีตีรมฺหิ อทฺทสํ ความว่า ได้เห็นที่ฝั่งแห่งแม่น้ำจันทภาคา.
บทว่า ปุริโส เป็นต้นที่กล่าวเพื่อแสดงความนี้ว่า ทำอะไร.
บาทคาถาว่า เทหิ ปาทนฺติ ยาจติ ในคาถานั้น ความร่า ให้สัญญาเหยียด
เท้าเพื่อขึ้นหลัง ว่าจงให้เท้า ก็ผู้ให้สัญญาตามที่ฝึกกัน ไว้ ท่านกล่าวในที่นี้ว่า
ยาจติ.
บทว่า ทิสฺวา อทนฺตํ ทมิตํ ความว่า ตามปกติช้างที่ไม่เคยฝึก
มาก่อน บัดนี้ได้รับการฝึกที่นายหัตถาจารย์ฝึกด้วยการศึกษาสำหรับช้าง
ประกอบความว่า ฝึกเช่นไรจึงอยู่ในอำนาจของมนุษย์ทั้งหลาย เห็นช้างที่พวก
มนุษย์บังคับนั้น ๆ. บทว่า ขลุ ในบทว่า ตโต จิตฺตํ สมาเธสึ ขลุ
ตาย วนํ คตา เป็นนิบาตลงในอรรถห้ามความอื่น ความว่า หลังจากนั้น
คือจากที่เห็นช้าง ข้าพเจ้าไปยังวนะคือป่า ทำจิตให้เป็นสมาธิทีเดียว ด้วย
กิริยาของช้างนั้นเป็นเหตุอย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่า ช้างแม้นี้ชื่อว่าเป็นดิรัจฉาน
ยังถึงการฝึกด้วยความสามารถของผู้ฝึกช้างได้ เหตุไรจิตของเราผู้เป็นมนุษย์
จึงจักไม่ถึงการฝึก ด้วยความสามารถของพระศาสดาผู้ฝึกคนเล่า ดังนี้ เกิด
ความสังเวชเจริญวิปัสสนา ทำจิตของข้าพเจ้าให้เป็นสมาธิด้วยอรหัตมรรคสมาธิ
คือทำกิเลสให้สิ้นไปโดยประการทั้งปวงด้วยสมาธิอันแน่วแน่.
จบ อรรถกถาทันติกาเถรีคาถา

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 90 (เล่ม 54)

๕. อุพพิริเถรีคาถา
พระศาสดาตรัสถามว่า
[๔๓๔] แน่ะอุพพิริ เธอคร่ำครวญอยู่ในป่าว่าลูกชีวา
เอ๋ย เธอจงรู้จักตน ธิดาของเธอที่มีชื่อว่า ชีวา ทั้งหมด
มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ถูกเผาอยู่ในป่าช้านี้ บรรดา
ธิดาเหล่านั้น เธอเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน.
นางอุพพิริทูลว่า
ลูกศรคือความโศกที่เห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้วใน
หทัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้แล้ว ข้า-
พระองค์บรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระองค์
ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ข้าพระองค์ถอน
ลูกศรคือความโศกขึ้นแล้ว หมดความอยาก ดับรอบ
แล้ว ข้าพระองค์เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นนัก
ปราชญ์กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ.
จบ อุพพิริเถรีคาถา
๕. อรรถกถาอุพพิริเถรีคาถา
คาถาว่า อมฺม ชีวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่ออุพพิริ.
แม้พระเถรีชื่ออุพพิรินี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 91 (เล่ม 54)

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในพระนคร-
หังสวดี รู้ความแล้ว วันหนึ่งเมื่อบิดามารดาไปเรือนอื่นเพื่อร่วมงานมงคล
ตนเองไม่มีเพื่อนถูกละไว้ในเรือน ในเวลาใกล้ภิกขาจารแล้ว เห็นพระเถระขี-
ณาสพองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเข้ามาใกล้ประตูเรือน
ประสงค์จะถวายภิกษาจึงกล่าวว่า นิมนต์ท่านเข้ามาในที่นี้เจ้าข้า เมื่อพระเถระ
เข้าเรือนแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ปูลาดอาสนะด้วยพรม
ที่ทำด้วยขนแกะเป็นต้นถวาย พระเถระนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ นางรับบาตรใส่
บิณฑบาตจนเต็มแล้ววางในมือพระเถระ พระเถระอนุโมทนาแล้วหลีกไป ด้วย
บุญกรรมนั้น นางเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพย์สมบัติโอฬารในดาว-
ดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายเท่า
นั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงสาวัตถี ได้นาม
ว่า อุพพิริ เป็นหญิงมีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อมใส เมื่อเจริญวัยแล้ว นาง
ถูกนำไปสู่พระตำหนักส่วนพระองค์ของพระเจ้าโกศล ล่วงไป ๒-๓ ปี ได้ธิดา
คนหนึ่ง ญาติพี่น้องทั้งหลายไปตั้งชื่อธิดานั้นว่า ชีวา พระเจ้าโกศลทอด
พระเนตรเห็นธิดาของนาง ทรงมีพระทัยยินดี ได้พระราชทานอภิเษกด้วย
แผ่นดินมีพืชอุดม แต่ธิดาของนางได้ตายเสีย ในเวลาที่เที่ยววิ่งไปวิ่งมาได้
มารดาไปป่าช้าที่เขาเอาร่างของธิดาไปทิ้ง คร่ำครวญอยู่ทุกวัน.
วันหนึ่ง นางไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่หน่อยหนึ่ง ก็
ไปยืนที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีคร่ำครวญถึงลูก พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น ประทับนั่ง
ในพระคันธกุฏิอย่างเดิมนั่นเอง แสดงพระองค์ตรัสถามว่า เธอบ่นเพ้อเพราะ
เหตุไร นางกราบทูลว่า บ่นเพ้อถึงลูกสาวของข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดา
ตรัสว่า ที่ป่าช้านี้เขาเผาลูกสาวของเธอประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน บรรดาลูกสาว

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 92 (เล่ม 54)

เหล่านั้น เธอบ่นเพ้อถึงคนไหน ดังนี้แล้ว ทรงแสดงที่เผาศพของลูกสาว
เหล่านั้น ตรงนั้น ๆ แล้วตรัสพระคาถาครึ่งว่า
แน่ะอุพพิริ เธอคร่ำครวญอยู่ในป่าว่า ลูก
ชีวาเอ๋ย เธอจงรู้จักตน ธิดาของเธอที่มีชื่อว่าชีวา ทั้ง
หมดมีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ถูกเผาอยู่ในป่าช้านี้
บรรดาธิดาเหล่านั้น เธอเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺม ชีวา เป็นคำเรียกธิดาตามชื่อ
ที่ใกล้เคียงมารดา อนึ่งคำนี้เป็นคำแสดงอาการบ่นเพ้อของนาง. บทว่า วนมฺหิ
กนฺทสิ แปลว่า คร่ำครวญอยู่กลางป่า. บทว่า อตฺตานํ อธิคจฺฉ อุพฺพิริ
ความว่า แน่ะอุพพิริ เธอจงรู้จัก คือจงรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งตัวของเธอ
นั่นแหละก่อน. บทว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ แปลว่า แปดหมื่นสี่พัน.
บทว่า สพฺพา ชีวสนามิกา ความว่า ธิดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด มีชื่อ
เหมือนกันว่า ชีวา. บทว่า เอตมฺหาฬาหเน ทฑฺฒา แปลว่า เผาในป่า
ช้านี้. บทว่า ตาสํ กมนุโสจสิ ความว่า บรรดาธิดาประมาณ ๘๔,๐๐๐
คนที่มีชื่อว่าชีวาเหล่านั้นเธอเศร้าโศก คือถึงความเศร้าโศกถึงคนไหน เมื่อ
พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว นางส่งญาณไป
ตามกระแสพระเทศนาปรารภวิปัสสนา ด้วยความไพเราะแห่งเทศนาของพระ-
ศาสดา และด้วยความสมบูรณ์แห่งเหตุของตน นางยืนอยู่อย่างนั้นแหละ
ขวนขวายวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ซึ่งเป็นผลเลิศตามลำดับมรรค
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวได้ในอปทานว่า๑
ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเป็นช่างกรองดอกไม้อยู่ใน
พระนครหังสวดี บิดามารดาของข้าพเจ้าท่านไปทำงาน
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๔ เอกาสนทายิกาเถรีอปทาน.

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 93 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าได้เห็นพระสมณะกำลังเดินไปตามถนนในเวลา
เที่ยงวัน ข้าพเจ้าได้ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะ
ด้วยผ้าที่ทำด้วยขนแกะอันวิจิตรเป็นต้นแล้วมีจิตเลื่อม
ใส ดีใจ ได้กล่าวคำนี้ว่า ภูมิภาคร้อนแรง แก่กล้า
เวลาเที่ยงวัน ลมก็ไม่พัด และเวลานี้ก็จวนจะเลยเวลา
แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาดถวายแด่
ท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบนอาสนะของ
ดิฉันเถิด พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้
นั่งบนอาสนะนั้น ข้าพเจ้ารับบาตรของท่านแล้ว ได้
ถวายบิณฑบาตตามที่หุงต้มไว้ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น
และเพราะความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง
มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรม
สร้างไว้ให้ข้าพเจ้านั้นสวยงาม สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง
๓๐ โยชน์ ได้สร้างขึ้นอย่างดีเพราะการถวายอาสนะ
บัลลังก์ของข้าพเจ้ามีหลายอย่าง ต่าง ๆ ชนิด สำเร็จ
ด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้วผลึกก็มี ด้วย
แก้วปัทมราคก็มี บัลลังก์ของข้าพเจ้าปูลาดด้วยนวม
ก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่ง
เป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอด้วยไหม ประดับแก้วอัน
วิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนสัตว์ข้างบนด้านเดียวก็มี
เมื่อใดข้าพเจ้าต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้นข้าพเจ้า
เพรียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุกสนานไปยังที่ที่ข้าพเจ้า

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 94 (เล่ม 54)

ปรารถนา พร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ข้าพเจ้า
ได้เป็นมเหสีของเทวราช ๘๐ องค์ เป็นมเหสีของพระ
เจ้าจักรพรรดิ ๗๐ องค์ เมื่อข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวอยู่ใน
ภพน้อยภพใหญ่ ได้โภคะมากมาย ข้าพเจ้าไม่บกพร่อง
โภคะเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้า
ท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือเทวโลกและมนุษยโลก
ภพอื่น ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืน
เดียว ข้าพเจ้าเกิดแต่ในสองตระกูล คือตระกูลกษัตริย์
และตระกูลพราหมณ์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูงทุก ๆ
ภพ นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ความโทมนัสที่
ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อนข้าพเจ้าไม่รู้จัก ความเป็น
ผู้ไม่มีวรรณะ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะ
ผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงข้าพเจ้า หญิงค่อม
และเด็กรับใช้มีมาก ข้าพเจ้าจากคนหนึ่งไปยังอีกคน
หนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนม
พวกหนึ่งให้ข้าพเจ้าอาบน้ำ พวกหนึ่งให้รับประทาน
ข้าว พวกหนึ่งประดับตกแต่งข้าพเจ้า พวกหนึ่งคอย
ทำให้ข้าพเจ้ายินดีทุกเมื่อ พวกหนึ่งไล้ทาของหอม
นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในมณฑป
ก็ตาม ที่โคนไม้ก็ตาม ในเรือนว่างก็ตาม บัลลังก์ดัง
จะรู้ความดำริของข้าพเจ้า ย่อมปรากฏขึ้น นี้เป็น
อัตภาพสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพหลังกำลังเป็นไป
แม้วันนี้ข้าพเจ้าก็ได้สละราชสมบัติบวชเป็นบรรพชิต

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 95 (เล่ม 54)

ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ให้ทานใดในกาล
นั้น ด้วยทานนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่ง
อาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้ง
หลายขึ้นหมดแล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพัน
เหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมา
เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดี
แล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำ
สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิ-
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำ
ให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้ว.
ครั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว เมื่อประกาศคุณวิเศษที่ตนบรรลุ ได้กล่าวสอง
คาถาเหล่านี้ว่า
ลูกศรคือความโศกที่เห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้ว
ในหทัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้แล้ว
ข้าพระองค์บรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระ-
องค์ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ข้าพระองค์
ถอนลูกศรคือความโศกขึ้นแล้ว หมดความอยาก ดับ
รอบแล้ว ข้าพระองค์เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็น
มักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็น
สรณะ.

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 96 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺพุหิ วต เม สลฺลํ ทุทฺทสํ
ททยนิสฺสิตํ ความว่า ข้าพระองค์ได้ถอนขึ้นแล้วหนอ คือได้นำออกแล้ว
หนอ ซึ่งความโศกและความยาก ที่ได้ชื่อว่า สัลละ ลูกศร เพราะให้เกิด
ความเบียดเบียน เพราะถอนออกไปได้ยาก และเพราะแทงอยู่ในภายในที่เห็น
โดยแน่นอนได้ยาก เพราะมิได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ ที่เสียบอยู่ในใจของของข้า-
พระองค์. บทว่า ยํ เม โสกปเรตาย ประกอบความว่า เพราะข้าพระองค์
ได้บรรเทา คือนำออกโดยไม่เหลือ ซึ่งความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระองค์
ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงถอนลูกศรคือความโศกที่
เสียบอยู่ในหทัยของข้าพระองค์ได้แล้ว.
บทว่า สาชฺช อพฺพูฬฺหสลฺลาหํ ความว่า วันนี้ ข้าพระองค์นั้น
ได้ถอนลูกศรคือความอยากขึ้นได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว เพราะเหตุนั้นแหละ
จึงเป็นผู้หมดความอยาก ดับรอบแล้ว. บทว่า มุนึ ความว่า ข้าพระองค์
เข้าถึง คือเข้าไปใกล้ด้วย รู้ด้วย เสพด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูด้วย
ซึ่งโลกุตรธรรม ๙ อย่าง จำแนกเป็นมรรค ผล และนิพพาน ที่พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้นทรงแสดงไว้ด้วย ซึ่งพระสงฆ์กล่าวคือหมู่พระอริยบุคคล ๘ ผู้
ดำรงอยู่ในโลกุตรธรรมนั้นด้วย ว่าเป็นสรณะ คือเป็นที่ต้านทาน เป็นที่
เร้น เป็นที่พึ่ง เพราะประกอบด้วยพระรัตนตรัยที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้น และ
เพราะทำวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นให้พินาศ.
จบ อรรถกถาอุพพิริเถรีคาถา

96