พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 77 (เล่ม 54)

น้ำจันทภาคา กินรีนั้นเที่ยวขวนขวายในการเล่นเพลินอยู่กับเหล่ากินนรในที่
นั้น อยู่มาวันหนึ่งพระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นเพื่อทรงปลูกพืชคือกุศลแก่กินรี
แม้นั้น เสด็จจงกรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ กินรีนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ร่าเริง
ยินดี ถือเอาดอกไม้ช้างน้าวไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วบูชาพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น ด้วยบุญกรรมนั้นกินรีนั้นท่องเที่ยวอยู่โนเทวโลก
และมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนตระกูลในกรุงโกสัมพี เจริญ
วัยแล้วเป็นสหายของนางสามาวดี เวลานางสามาวดีนั้นตาย เกิดความสังเวช
บวช ๒๕ พรรษายังไม่ได้สมาธิจิต ในเวลาแก้ได้โอวาทของพระสุคตแล้ว
เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวได้ในอปทานว่า๑
ข้าพเจ้าเป็นกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ครั้ง
นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระนราสภ ผู้เป็นเทพของทวยเทพ
กำลังเสด็จจงกรมอยู่ จึงได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมา
ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาวีรสัม-
พุทธเจ้าพระนามวิปัสสีผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับ
ดอกไม้ช้างน้าวซึ่งมีกลิ่นเหมือนทิพย์ทรงดมแล้ว พระ
มหาวีระ ทรงดม เมื่อข้าพเจ้ากำลังเพ่งดูอยู่ในกาลนั้น
ข้าพเจ้าประคองอัญชลี ถวายบังคมพระพุทธองค์ผู้สูง
สุดกว่าสัตว์สองเท้า ทำจิตองตนให้เลื่อมใส ต่อนั้น
ก็เดินขึ้นภูเขาไป ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้า
ได้ถวายดอกไม่ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายดอกไม้
นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ
พุทธเจ้า.
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๒ สลฬปุปผิกาเถรีอปทาน.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 78 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น
อุทานว่า
ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ข้าพ-
เจ้าไม่รู้สึกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหน ๆ เลย ข้าพ-
เจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้า
ได้ จึงถึงความสังเวช ข้าพเจ้าอันความทุกข์เป็นอัน
มากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุ
ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ
เจ้าแล้ว วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ นับแต่วันที่ข้าพเจ้าทำ
ตัณหาให้แห้งสนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส สมํ ได้แก่ความเข้าไปสงบแห่ง
จิต ความว่า มรรคสมาธิและผลสมาธิที่เกิดแต่ความสงบใจ. บทว่า ตโต ได้
แก่ จากความเป็นผู้ไม่สามารถยังอำนาจจิตให้เป็นไป. บทว่า สํเวคมาปาทึ
ความว่า แม้เมื่อพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่ ยังไม่อาจทำกิจของบรรพชิต
ให้ถึงที่สุดได้ ภายหลังจักให้ถึงได้อย่างไร ข้าพเจ้าถึงความสังเวช คือความ
สะดุ้งเพราะญาณ ดังว่ามานี้. บทว่า สริตฺวา ชินสาสนํ ได้แก่ระลึกถึง
โอวาทของพระศาสดามีอุปมาด้วยเต่าตาบอดเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วแล.
จบ อรรถกถาอปราสามาเถรีคาถา

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 79 (เล่ม 54)

๒. อุตตมาเถรีคาถา
[๔๓๑] ข้าพเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง
ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาภิกษุ ผู้มีวาจาที่ข้าพเจ้าพึงเชื่อถือ
ได้ ภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุ แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรมของภิกษุณีนั้น ได้
ปฏิบัติตามที่ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เป็นผู้เอิบอิ่มด้วย
ปีติสุข นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘
ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้ว จึงเหยียดเท้าออก.
จบ อุตตมาเถรีคาถา
๒. อรรถกถาอุตตมาเถรีคาถา
คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตตุํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่ออุตตมา.
แม้พระเถรีชื่ออุตตมาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดเป็นฆรทาสีในเรือนตระกูลของ
กุฎุมพีคนหนึ่ง ในพระนครพันธุมดี นางเจริญวัยแล้ว ทำงานขวนขวายช่วย
เหลือตายายของตนเลี้ยงชีพ สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชทรงรักษาอุโบสถในวัน
เพ็ญ เวลาก่อนอาหารทรงให้ทาน เวลาหลังอาหารเสด็จไปฟังธรรม ครั้งนั้น

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 80 (เล่ม 54)

มหาชนประพฤติสมาทานองค์อุโบสถในวันเพ็ญ เหมือนพระราชาทรงปฏิบัติ
ทีเดียว. คราวนั้น ทาสีนั้นได้มีความคิดนี้ว่า บัดนี้ ทั้งมหาราชและมหาชน
ประพฤติสมาทานองค์อุโบสถ อย่ากระนั้นเลย เราพึงประพฤติสมาทานองค์
อุโบสถในวันอุโบสถทั้งหลาย ทาสีนั้นกระทำอยู่อย่างนั้น รักษาอุโบสถศีล
บริสุทธิ์ดี บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในสุคติทั้ง
หลายนั่นแล ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเศรษฐี กรุงสาวัตถี รู้ความ
แล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระเถรีปฏาจารา เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่อาจ
ให้วิปัสสนานั้นถึงที่สุดได้ พระปฏาจาราเถรีทราบอาจาระจิตของเธอ จึงได้ให้
โอวาทเธอตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถรีนั้น ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิ-
สัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ในพระนครพันธุมดี มีกษัตริย์พระนามว่า
พันธุมะ ในวันเพ็ญท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถศีล สมัย
นั้น ข้าพเจ้าเป็นกุมภทาสีอยู่ในพระนครนั้น ในกาล
นั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระราชา จึงคิดอย่างนี้ว่า
แม้พระราชาก็ยังทรงละราชสมบัติมารักษาอุโบสถศีล
กรรมนั้นต้องมีผลแน่ หมู่ชนจึงเบิกบานใจ ข้าพเจ้า
พิจารณาทุคติและความเป็นคนยากจน โดยแยบคาย
ทำใจให้ร่าเริงแล้วรักษาอุโบสถศีล ข้าพเจ้ารักษา
อุโบสถศีลในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ
ธรรมที่ทำไว้ดีนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ข้าพเจ้าอย่างสวยงามในดาว
ดึงส์นั้น สูงขึ้นไปเบื้องบนโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วย
เรือนยอดอันประเสริฐ มีที่นั่งใหญ่ประดับไว้อย่างดี
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๑ เอกโปสถิกาเถรีอปทาน.

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 81 (เล่ม 54)

อัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
ข้าพเจ้ารุ่งโรจน์เกินเทพเหล่าอื่นในกาลทั้งปวง ได้เป็น
มเหสีของเทวราช ๖๔ องค์ ได้เป็นมเหสีของพระเจ้า-
จักรพรรดิ ๖๓ องค์ ข้าพเจ้ามีวรรณะดังวรรณะแห่ง
ทอง ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เป็นผู้ประเสริฐใน
ที่ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งอุโบสลศีล. ข้าพเจ้าได้ยานช้าง
ยานม้า ยานรถ และวอทั้งปวงนี้ นี้เป็นผลแห่ง
อุโบสถศีล. ภาชนะทอง เงิน แก้วผลึกและปัทมราค
ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้
ผ้าฝ้าย และผ้าที่มีราคามาก ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง ข้าว
น้ำ ของเคี้ยว ผ้าและเสนาสนะ ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง
นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ของหอมอย่างดี ดอกไม้ จุรณ
เครื่องลูบไล้ ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ-
ศีล. เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้นและถ้ำ
ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ข้าพเจ้า
เกิดได้ ๗ ปีก็บวชเป็นบรรพชิต บวชไม่ถึงครึ่งเดือน
ก็ได้บรรลุพระอรหัต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพ
ทั้งหมดขึ้นแล้ว อาสวะทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าทำ
กรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
ทุคติ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 82 (เล่ม 54)

ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้
เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง
ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาภิกษุณีผู้มีวาจาที่ข้าพเจ้าพึงเชื่อถือ
ได้ ภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะและ
ธาตุแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรมของภิกษุณีนั้น ได้
ปฏิบัติตามที่ท่านพร่ำสอน ข้าพเจ้าเป็นผู้เอิบอิ่มด้วย
ปีติสุข นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘
ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้ว จึงเหยียดเท้าออก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ภิกฺขุนึ อุปาคจฺฉึ ยา เม
สทฺธายิกา อหุ ความว่า ภิกษุณีใดเป็นผู้อันข้าพเจ้าพึงเชื่อ คือมีวาจาน่า
เชื่อ ข้าพเจ้านั้นเข้าไปใกล้ คือเข้าไปหาภิกษุณีนั้น ท่านกล่าวหมายถึงพระ
ปฏาจาราเถรี ปาฐะว่า สา ภิกฺขุนี อุปคจฺฉิ ยา เม สาธยิกา ดังนี้ก็มี
บ้าง ความว่า ภิกษุณีใดทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จแก่ข้าพเจ้า ภิกษุณีนั้น
คือ พระปฏาจาราเถรีได้เข้าไปหาข้าพเจ้าเพื่ออนุเคราะห์. บทว่า สา เม
ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย ความว่า พระปฏาจาราเถรีนั้นเมื่อแสดง
จำแนกขันธ์เป็นต้นว่า เหล่านี้ขันธ์ ๕ เหล่านี้อายตนะ ๑๒ เหล่านี้ธาตุ ๑๘
ได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า.
บทว่า ตสฺสา ธมฺมํ สุณิตฺวาน ความว่า ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนา
อันละเอียดสุขุม ที่แสดงให้ถึงอริยมรรคมีการจำแนกขันธ์เป็นต้น เป็นเบื้อง
ต้น ในสำนักของพระเถรีผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น. บทว่า ยถา มํ อนุสาสิ

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 83 (เล่ม 54)

สา ความว่า ตามที่พระเถรีนั้นพร่ำสอนคือกล่าวสอนข้าพเจ้า เมื่อปฏิบัติ
อย่างนั้น ข้าพเจ้าได้ยังการปฏิบัติให้ถึงที่สุด นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน.
นามว่าอย่างไร. ตอบว่า บทว่า ปีติสุขสมปฺปิตา ได้แก่ เป็นผู้พร้อม
เพรียงด้วยปีติสุขซึ่งสำเร็จด้วยฌาน. บทว่า อฏฺฐมิยา ปาเท ปสาเรสึ
ตโมกฺขนฺธํ ปทาลย ความว่า ทำลายกองโมหะไม่ให้เหลือด้วยอรหัตมรรค
ทำลายบัลลังก์เหยียดเท้าออกแล้วในวันที่ ๘, ก็การเปล่งอุทานนี้แหละ เป็นการ
พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถรีนั้น.
จบ อรรถกถาอุตตมาเถรีคาถา
๓. อัญญตราอุตตมาเถรีคาถา
[๔๓๒] โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ เป็นบรรดา
แห่งการบรรลุพระนิพพาน ข้าพเจ้าเจริญแล้วทั้งหมด
ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ข้าพเจ้าได้สุญญตสมา-
บัติและอนิมิตตสมาบัติ ตามปรารถนา ข้าพเจ้าเป็น
ธิดาเกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ยินดียิ่งแล้วใน
พระนิพพานทุกเมื่อ กามทั้งปวงทั้งเป็นของทิพย์และ
ของมนุษย์ ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว ชาติสงสารขาดสิ้น
แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
จบ อัญญตราอุตตมาเถรีคาถา

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 84 (เล่ม 54)

๓. อรรถกถาอัญญตราอุตตมาเถรีคาถา
คาถาว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นต้น เป็นคาถาของพระ-
เถรีชื่ออุตตมาอีกองค์หนึ่ง.
แม้พระเถรีชื่ออุตตมาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่าวิปัสสี บังเกิดเป็นกุลทาสี ในพระนคร
พันธุมดี วันหนึ่งกุลทาสีนั้นเห็นพระเถระขีณาสพองค์หนึ่ง ผู้เป็นสาวกของ
พระศาสดาเที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น ด้วยบุญ
กรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้
เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลตระกูลหนึ่งในโกศลชนบท รู้ความแล้วฟัง
ธรรมในสำนักของพระศาสดาผู้เสด็จจาริกไปในชนบท ได้ศรัทธา บวชไม่
นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ข้าพเจ้าเป็น กุมภทาสี อยู่ในพระนคร พันธุมดี
ข้าพเจ้าถือเอาขนมต้มส่วนของข้าพเจ้าไปที่ท่าน้ำ ได้
พบสมณะผู้มีจิตสงบ มีใจเป็นสมาธิที่หนทาง มีจิต
เลื่อมใส ดีใจ ได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น เพราะกรรม
ที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าไม่
ได้ไปสู่วินิบาตเลยตลอดเวลา ๒๙ กัป ข้าพเจ้าทำ
สมบัติแล้วได้เสวยสมบัตินั้นทุกอย่าง ข้าพเจ้าถวาย
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๓ โมทกทายิกาเถรีอปทาน.

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 85 (เล่ม 54)

ขนมต้ม ๓ ชิ้นแล้วได้บรรลุอจลบท ข้าพเจ้าเผากิเลส
แล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้
เป็นอุทานว่า
โพฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้เป็นบรรดาแห่งการ
บรรลุพระนิพพาน ข้าพเจ้าเจริญแล้วทั้งหมด ตามที่
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ข้าพเจ้าได้สุญญตสมาบัติ
และอนิมิตตสมาบัติตามปรารถนา ข้าพเจ้าเป็นธิดา
เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ยินดียิ่งแล้วในพระ-
นิพพานทุกเมื่อ กามทั้งปวงทั้งเป็นของทิพย์และของ
มนุษย์ ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว
บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺญตสฺสานิมิตฺตสฺส ลาภินีหํ
ยทิจฺฉกํ ความว่า ข้าพเจ้าได้สุญญตสมาบัติและอนิมิตตสมาบัติ ดังที่ปรารถนา
อธิบายในข้อนั้นว่า ข้าพเจ้าปรารถนาจะเข้าสมาบัติใด ๆ ในที่ใด ๆ ข้าพเจ้า
ย่อมเข้าสมาบัตินั้น ๆ ในที่นั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ อยู่ แม้ถึงจะเกิดผลทั้งสามมี
สุญญตะเป็นต้นของมรรคใดมรรคหนึ่งที่มีชื่อว่าสุญญตะและอัปปณิหิตะเป็นต้น
ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถรีองค์นี้ก็เข้าสุญญตสมาบัติและอนิมิตตสมาบัติเท่านั้น
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญฺญตสฺสานิมิตฺตสฺส ลาภินีหํ ยทิจฺฉกํ

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 86 (เล่ม 54)

ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง คำนี้ท่านกล่าวตามที่เป็นไปโดยมาก อาจารย์บางท่าน
กล่าวว่า นั่นเป็นเพียงชี้แจง.
บทว่า เย ทิพฺพา เย จ มานุสา ความว่า วัตถุกามทั้งที่นับ
เนื่องในเทวโลกทั้งที่นับเนื่องในมนุษยโลกเหล่านั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าตัดขาด
โดยชอบทีเดียว ด้วยการละฉันทราคะที่เกี่ยวเกาะวัตถุกามนั้น คือทำให้ไม่
ควรบริโภค ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุขีณาสพไม่ควรบริโภคกาม
ทั้งหลาย เหมือนเมื่อเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว.
จบ อรรถกถาอัญญตราอุตตมาเถรีคาถา
๔. ทันติกาเถรีคาถา
[๔๓๓] ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวันบนภูเขา
คิชกูฌฏ ได้เห็นช้างลงสู่แม่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำที่ฝั่ง
นที นายหัตถาจารย์ถือขอให้สัญญาว่า จงให้เท้า ช้าง
ได้เหยียดเท้าออก นายหัตถาจารย์ก็ขึ้นช้าง ข้าพเจ้า
เห็นช้างที่ไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อได้รับการฝึกแล้วก็
อยู่ในอำนาจของพวกมนุษย์ หลังจากเห็นช้างนั้น
ข้าพเจ้าเข้าป่าทำจิตให้เป็นสมาธิ เพราะกิริยาของ
ช้างนั้นเป็นเหตุ.
จบ ทันติกาเถรีคาถา

86