พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 67 (เล่ม 54)

เธอเสวยสมบัติแล้วไม่มีกังวล จักบวช เธอกำหนดรู้
อาสวะทั้งหมดแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน พระ
สัมพุทธเจ้าพระนามติสสะเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก
เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้แล้ว ทรงเหาะขึ้นสู่นภากาศ
เหมือนพญาหงส์บินร่อนอยู่ในอัมพรฉะนั้น ทาน
ข้าพเจ้าถวายดีแล้วทีเดียว ยัญสมบัติข้าพเจ้าบูชาดีแล้ว
ข้าพเจ้าถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง ถึงบทอันไม่หวั่นไหว
แล้ว ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าทำกรรมใดไว้
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้
เป็นผลแห่งการถวายภิกษา ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระอภัยเถระบุตรของตนเมื่อกล่าวธรรมได้
ภาษิตคาถาใด ๆ เป็นโอวาท เธอได้กล่าวอ้างคาถานั้น ๆ แหละแม้เองเป็น
อุทานว่า
ข้าแต่แม่ ท่านจงพิจารณากายนี้ ซึ่งไม่สะอาด
มีกลิ่นเหม็นเน่า เบื้องบนลงนาจนจดพื้นเท้า เบื้อง
ล่างขึ้นไปจนจดปลายผม. เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ถอน
ราคะทั้งปวงได้ ตัดความเร่าร้อนได้ เราเป็นผู้มีความ
เย็น ดับสนิทแล้ว.
บรรดาสองคาถานั้น คาถาแรกมีเนื้อความย่อเท่านี้ว่า ข้าแต่แม่
ปทุมวดี ท่านจงพิจารณาสรีระนี้ ชื่อว่ากายเพราะเป็นที่รวมของสิ่งที่น่าเกลียด
ทั้งหลาย ชื่อว่าไม่สะอาดเพราะเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ชื่อว่ามี
กลิ่นเหม็นเน่าเพราะกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งทุกเวลา แต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องบนแต่

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 68 (เล่ม 54)

ปลายผมลงมาเบื้องต่ำ ด้วยญาณจักษุ ก็คาถานี้เป็นคาถาที่บุตรกล่าวให้โอวาท
แก่พระเถรีนั้น. พระเถรีฟังคาถานั้นแล้วบรรลุพระอรหัต เปล่งอุทานกล่าว
คาถาที่หนึ่งนั้นแหละ เป็นการบูชาอาจารย์เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติของตน จึง
กล่าวคาถาที่สองว่า เอวํ วิหรมานาย เป็นต้น.
ในคาถาที่สองนั้น บทว่า เอวํ วิหรมานาย ความว่า เมื่อเราตั้ง
อยู่ในโอวาทที่พระอภัยเถระผู้เป็นบุตรให้แล้วโดยนัยว่า อุทฺธํ ปาทตลา
เป็นต้น เห็นกายทุกส่วนว่าไม่งาม มีจิตแน่วแน่กำหนดรูปธรรมชนิดมหาภูต-
รูปและอุปาทายรูปในกายนั้น และอรูปธรรมมีเวทนาเป็นต้นที่เนื่องด้วยรูป
ธรรมนั้น ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาด้วยอนิจจานุปัสสนาญาณเป็นต้นในกาย
นั้น. บทว่า สพฺโพ ราโค สมูหโต ความว่า ราคะทั้งหมดเราถอนคือ
ขุดขึ้นแล้วด้วยอรหัตมรรค ตามลำดับมรรคที่สืบต่อด้วยมรรค ด้วยวุฏฐาน-
คามินีวิปัสสนา. บทว่า ปริฬาโห สมุจฺฉินฺโน ความว่า ต่อจากนั้นแหละ
ความเร่าร้อนคือกิเลสทั้งหมด เราตัดได้โดยชอบทีเดียว และเพราะตัดความ
เร่าร้อนคือกิเลสนั้นได้นั่นเอง เราจึงเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทด้วยสอุปาทิ-
เสสนิพพานธาตุ.
จบ อรรถกถาอภยมาตุเถรีคาถา

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 69 (เล่ม 54)

๙. อภยาเถรีคาถา
[๔๒๘] ดูก่อนอภยา ปุถุชนข้องอยู่ในกายใด กายนั้น
มีสภาพแตกดับ เรามีสติรู้สึกตัว จักทอดทิ้งกายนี้
เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วใน
ความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
จบ อภยาเถรีคาถา
๙. อรรถกถาอภยาเถรีคาถา
คาถาว่า อภเย ภิทุโร กาโย เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
อภยา เป็นสหายของพระอภัยมาตุเถรี.
แม้พระเถรีชื่ออภยานี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล รู้ความแล้ว
ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอรุณราช วันหนึ่งพระเจ้าอรุณราชได้ประทาน
ดอกอุบลหอม ๗ ดอกแก่เธอ เธอรับดอกอุบลเหล่านั้นแล้วนั่งคิดว่า เรา
ประดับ ดอกอุบลเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร อย่ากระนั้นเลย เราจักเอาดอก
อุบลเหล่านี้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระราชนิ-
เวศน์ในเวลาภิกขาจาร เธอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส ต้อนรับ
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางค
ประดิษฐ์ ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 70 (เล่ม 54)

พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกรุงอุชเชนี รู้ความแล้ว เป็น
สหายของพระอภัยมาตุเถรี เมื่อพระอภัยมาตุเถรีบวช เธอเองก็บวชด้วยความ
สิเนหาพระเถรีนั้น อยู่ในกรุงราชคฤห์กับพระเถรีนั้น วันหนึ่งได้ไปป่าสีตวัน
เพื่อดูอสุภ พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎินั้นเอง ทรงทำอารมณ์ที่เธอ
เคยประสบมาไว้ต่อหน้า ประกาศความเป็นศพขึ้นพองเป็นต้นแก่เธอ เธอ
เห็นดังนั้น ยืนสลดใจอยู่ พระศาสดาทรงแผ่รัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับ
นั่งอยู่ต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านั้นว่า
ดูก่อนอภยา ปุถุชนข้องอยู่ในกายใด กาย
นั้น มีสภาพแตกดับ เรามีสติรู้สึกตัวจักทอดทิ้งร่างกาย
นี้ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้ว
ในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
เวลาจบคาถา พระเถรีนั้นได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้
ในอปทานว่า๑
ในพระนครอรุณวดีมีกษัตริย์พระนามว่าอรุณ-
ราช ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของท้าวเธอ ข้าพเจ้าร้อยพวง-
มาลัยอยู่ ได้ถือดอกอุบลมีกลิ่นหอมเหมือนทิพย์ นั่ง
อยู่ในปราสาทอันประเสริฐ คิดขึ้นในขณะนั้นเอง
อย่างนี้ว่า เราจะได้ประโยชน์อะไรที่เอาพวงมาลัย
เหล่านี้ประดับบนศีรษะของเรา เราเอาบูชาในพระ
ญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดจะประเสริฐกว่า
คนทั้งหลายเขาพากันบูชานับถือพระสัมพุทธเจ้า เรา
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๘ สัตตอุปปลมาลิกาเถรีอปทาน.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 71 (เล่ม 54)

จะนั่งใกล้ประตู จักบูชาพระมหามุนีสัมพุทธเจ้าใน
เวลาที่เสด็จมา พระพิชิตมารงามดังต้นรกฟ้า หรือดัง
พญาไกรสรมฤคราช พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จมาตาม
ถนน ข้าพเจ้าเห็นพระรัศมีของพระพุทธองค์แล้ว ร่า
เริง สลดใจ ยังไม่ทันถึงประตู ก็บูชาพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด ข้าพเจ้าทำดอกอุบลบานเต็มที่ ๗ ดอก
เป็นที่กันแดดในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้นกันแดดอยู่
เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริง
ดีใจ ปลื้มใจ ประคองอัญชลี ทำจิตให้เลื่อมใสใน
กาลนั้น ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหมือนศีรษะของ
ข้าพเจ้า เขากั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ กลิ่นทิพย์หอม
ฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก บางครั้งเมื่อ
หมู่ญาตินำข้าพเจ้าไป ครั้งนั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ก็
กันแดดไว้ตลอดไปถึงบริษัทของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้
เป็นมเหสีของเทวราช ๗๐ องค์ เป็นอิสระในที่ทั้ง
ปวง ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์ ชนทั้งปวงประพฤติตาม
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีวาจาน่าเชื่อถือ ผิวพรรณของข้าพ-
เจ้าเหมือนดอกอุบล และกลิ่นหอมฟุ้งไป ข้าพเจ้าไม่
รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า
ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ บรรลุ
อภิญญาบารมี นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าฉลาดในสติปัฎฐาน มีสมาธิฌานเป็นโคจร

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 72 (เล่ม 54)

ขวนขวายสัมมัปปธาน นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธ
เจ้า ความเพียรของข้าพเจ้านำเอาธุระน้อยใหญ่ไป
นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ข้าพเจ้ามี
อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ในกัป
ที่ ๓๑ แค้ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าเอาดอกไม้บูชา จึงไม่รู้จัก
ทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผา
กิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามคำสอนของ
พระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระอภยาเถรีได้เปลี่ยนคาถาเหล่านั้นแหละกล่าว
เป็นอุทาน.
บรรดาบทเหล่านั้น พระอภยาเถรีเรียกตนเองด้วยบทว่า อภเย.
บทว่า ภิทุโร แปลว่า มีสภาพแตกทำลาย ความว่า ไม่เที่ยง. บทว่า
ยตฺถ สตฺตา ปุถุชฺชนา ความว่า อันธปุถุชนเหล่านี้ ข้อง ติด คือติดอยู่
แล้วในกายใด ที่มีเวลาแตกทำลายเป็นปกติ เพราะสภาวะไม่สะอาด มีกลิ่น
เหม็น น่าเกลียด และปฏิกูล. บทว่า นิกฺขิปิสฺสามิมํ เทหํ ความว่า
เราไม่เพ่งเล็งเพราะไม่ยึดถืออีก จักซัด คือจักทิ้งร่างกาย คือกายที่เปื่อยเน่านี้.
ในคาถานั้น ท่านกล่าวเหตุ ด้วยบทว่า สมฺปชนา ปติสฺสตา.
บทว่า พหูหิ ทุกฺขธมฺเมหิ อธิบายว่า อันความทุกข์ไม่น้อยมีชาติ
และชราเป็นต้นถูกต้องแล้ว. บทว่า อปฺปมาทรตาย ความว่า ยินดีแล้วใน
ความไม่ประมาท กล่าวคือความไม่อยู่ปราศจากสติ เพราะได้ความสลดใจ
ด้วยความเป็นผู้หยั่งลงสู่ทุกข์นั้นนั่นเอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
ในคาถานี้มีปาฐะโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสว่า

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 73 (เล่ม 54)

ท่านพึงยินดีในความไม่ประมาท จงทอดทิ้ง
กายนี้ จงถึงความสิ้นตัณหา จงปฏิบัติคำสอนของ
พระพุทธเจ้า.
ก็คาถานี้ พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคีติตามทำนองที่พระเถรีกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อปฺปมาทรตาย เต ความว่า ท่านพึงเป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่
ประมาท.
จบ อรรถกถาอภยาเถรีคาถา
๑๐. สามาเถรีคาถา
[๔๒๙] เราทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่
ได้ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง
เรานั้นถอนตัณหาขึ้นแล้วในวันที่ ๘ จากวันที่ได้รับ
โอวาทของพระอานนทเถระ เราอันความทุกข์เป็น
อันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท
บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระ
พุทธเจ้าแล้ว.
จบ สามาเถรีคาถา
จบทุกนิบาต

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 74 (เล่ม 54)

๑๐. อรรถกถาสามาเถรีคาถา
คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อสามา.
แม้พระเถรีชื่อสามานี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยว
อยู่ในในสุคติทั้งหลายนั่นแล ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดี
มหาศาลในกรุงโกสัมพี มีชื่อว่า สามา. นางสามานั้นรู้ความแล้ว เป็นสหาย
รักของอุบาสิกาสามาวดี เมื่ออุบาสิกาสามาวดีตาย เกิดความสังเวช บวช
ครั้นบวชแล้วไม่อาจบรรเทาความโศกที่เกิดขึ้นเพราะนึกถึงอุบาสิกาสามาวดี จึง
ไม่อาจยึดเอาอริยมรรคไว้ได้. กาลต่อมา นางได้ฟังโอวาทของพระอานนทเถระ
ผู้นั่งอยู่บนอาสนศาลา เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัม-
ภิทาทั้งหลาย ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณา
การปฏิบัติของตน เมื่อประกาศการปฏิบัตินั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาเป็นอุทาน
ว่า
เราทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความ
สงบใจต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง เรานั้น
ถอนตัณหาขึ้นแล้วในวันที่ ๘ จากวันที่ได้รับโอวาท
ของพระอานนทเถระ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูก
ต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุความ
สิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 75 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ วิหารา
อุปนิกฺขมึ ความว่า เรานั่งมนสิการวิปัสสนาอยู่ในวิหารอันเป็นที่อยู่ของเรา
ไม่อาจทำสมณกิจให้ถึงที่สุดได้ จึงคิดว่า วิปัสสนาของเราสืบต่อกับมรรค
ไม่ได้เพราะไม่มีฤดูเป็นที่สบายหรือหนอ ได้ออกนอกวิหารซึ่งเป็นที่พักพิง ๔
ครั้ง ๕ ครั้ง รวมเป็น ๙ ครั้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลทฺธา
เจตโส สนฺตึ จิตฺเต อวสวตฺตินี ดังนี้. บทว่า เจตโส สนฺตึ ใน
คาถานั้น ท่านกล่าวหมายอริยมรรคสมาธิ. บทว่า จิตฺเต อวสวตฺตินี ความ
ว่า ทำภาวนาจิตของเราให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มีความเพียรสม่ำ
เสมอ. ได้ยินว่า พระเถรีนั้น ประคับประคองความเพียรมากเกินไป. บทว่า
ตสฺสา เม อฏฺฐมี รตฺติ ความว่า พระเถรีไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนทั้ง
กลางวัน เจริญวิปัสสนาตั้งแต่ได้รับโอวาทในสำนักของพระอานนทเถระ ออก
จากวิหารคืนหนึ่ง ๔-๕ ครั้ง ยังมนสิการให้เป็นไป ไม่บรรลุคุณวิเศษ ใน
ราตรีที่ ๘ ได้ความเพียรสม่ำเสมอ ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปตามลำดับมรรค
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตสฺสา เม อฏฺฐมี รตฺติ ยโต ตณฺหา
สมูหตา ดังนี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสามาเถรีคาถา
จบอรรถกถาทุกนิบาต

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 76 (เล่ม 54)

เถรีคาถา ติกนิบาต
ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในติกนิบาต
๑. อัญญตราสามาเถรีคาถา๑
[๔๓๐] ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ข้า-
พเจ้าไม่รู้สึกกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหน ๆ เลย ข้า-
พเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ควานสงบใจ
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้า ระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้าจึง
ได้ถึงความสังเวช ข้าพเจ้าอันความทุกข์เป็นอันมาก
ถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุ
ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ
เจ้าแล้ว วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ นับแต่วันที่ข้าพเจ้าทำ
ตัณหาให้แห้งสนิทแล้ว.
จบ อัญญตราสามาเถรีคาถา
อรรถกถาติกนิบาต
๑. อรรถกถาอปราสามาเถรีคาถา
ในติกนิบาตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คาถาว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ
สามาอีกองค์หนึ่ง
แม้พระเถรีชื่อสามาอีกองค์หนึ่งนี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระ
พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่
๑. อรรถกถา เป็น อปราสามาเถรีคาถา.

76