นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดในตระกูล
คฤหบดีมหาศาล กรุงราชคฤห์รู้ความแล้ว ได้ศรัทธาในกาลเสด็จเข้ากรุงราช-
คฤห์ของพระศาสดา ภายหลังบวชในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ในเวลา
แก่ ได้ขึ้นเขาคิชฌกูฎทำสมณธรรมเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ข้าพเจ้าเป็นกินรีที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ในกาล
นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เป็น
พระสยัมภู ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิต
เลื่อมใส ดีใจ ปลื้มใจ กระทำอัญชลีถือเอาดอกอ้อ
บูชาพระสยัมภู ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความ
ตั้งใจมั่น ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสู่หมู่เทวดาชั้น
ไตรทศ ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์
ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้า
มีจิตสังเวชจึงบวชเป็นบรรพชิต จากนี้ไป ๙๔ กัป
ข้าพเจ้าเอาดอกไม้บูชา ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผล
แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ก็พระเถรีนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน
ได้กล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีร่างกายผ่ายผอม เป็นไข้ทุพ-
พลภาพหนัก ต้องถือไม้เท้าไปไหน ๆ ก็จริง ถึงอย่าง
นั้นก็ยังขึ้นภูเขาได้ ข้าพเจ้าวางผ้าสังฆาฏิและคว่ำ
บาตร นั่งบนภูเขา ทำลายกองความมืดข่มตนไว้.
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๕ นฬมาลิกาเถรีอปทาน.