เรื่องของพระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ก็เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อ
ติสสา ความย่อว่า พระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ประสูติในศากยตระกูล เป็น
สนมของพระโพธิสัตว์ ออกบวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระ-
อรหัตด้วยโอภาสคาถา ได้กล่าวคาถานี้เป็นอุทานด้วยตนเองทีเดียวว่า
เราเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกายวาจาและใจ ได้
ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเย็น ดับ
สนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน สํวุตา อาสึ ความว่า เป็นผู้
สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางกาย. บทว่า วาจาย ประกอบความว่า เป็น
ผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางวาจา. พระเถรีกล่าวถึงศีลสังวรแม้ด้วยบท
ทั้งสอง. บทว่า อุท ได้แก่ อถ แปลว่า และ. บทว่า เจตสา ความว่า
ด้วยสมาธิจิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเจริญวิปัสสนาด้วยสมาธิจิตนั้น.
บทว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ความว่า ถอนขึ้นซึ่งตัณหาพร้อมทั้งราก หรือ
พร้อมด้วยอวิชชา. ด้วยว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้นในภพสามที่อวิชชาปกปิดโทษไว้.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า กาเยน สํวุตา ความว่า เป็นผู้สำรวมทางกาย
ด้วยความสำรวมด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉากัมมันตะทั้งหมด ด้วยสัมมา
กัมมันตะ. บทว่า วาจาย ความว่า เป็นผู้สำรวมทางวาจาด้วยความสำรวม
ด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉาวาจาทั้งหมด ด้วยสัมมาวาจา. บทว่า เจตสา
ได้แก่ ด้วยสมาธิ. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวสัมมาสมาธิ ด้วยหัวข้อของจิต อธิบายว่า
มรรคธรรมทั้งหลายมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับลักษณะ-
มรรค ย่อมเป็นอันท่านถือเอาด้วยศัพท์คือสัมมาสมาธินั่นแล การละอสังวรมี
อภิชฌาเป็นต้นโดยไม่เหลือ ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยมรรคสังวร. เพราะ
เหตุนั้นแหละท่านจึงกล่าวว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ดังนี้. บทว่า สีติภูตามฺหิ