พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 17 (เล่ม 54)

ในกาลนั้นข้าพเจ้าเป็นกินรีที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เป็นพระ-
สยัมภู ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส
มีใจดี ปลื้มใจ กระทำอัญชลีถือเอาดอกอ้อบูชาพระ-
สยัมภู ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความตั้งใจมั่น
ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสู่หมู่เทวดาชั้นไตรทศ
ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ ได้เป็น
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้ารู้บุญ
กุศลบวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ
ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้วอาสวะทั้งหมดสิ้นรอบแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี จากนี้ไป ๙๔ กัป ข้าพเจ้าเอา
ดอกไม้บูชา ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการ
บูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า
ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
พระเถรีนั้นบรรลุพระอรหัตแล้วเปล่งคาถานั้น และคาถานี้ได้เป็น
คาถาพยากรณ์พระอรหัตของพระเถรีนั้นแล.
จบ อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา
๔. ติสสาเถรีคาถา
[๔๐๕] ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิกขา
โยคะกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำเธอ
เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป
ในโลก.
จบ ติสสาเถรีคาถา

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 18 (เล่ม 54)

๔. อรรถกถาติสสาเถรีคาถา
คาถาว่า ติสฺเส สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับ
นางสิกขมานาชื่อติสสา.
นางสิกขมานาชื่อติสสาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เพราะ
กุศลที่ได้รวบรวมไว้เป็นปัจจัย จึงบังเกิดในศากยราชตระกูล กรุงกบิลพัสดุ์
ในพุทธุปปาทกาลนี้ เจริญวัยแล้วเป็นสนมของพระโพธิสัตว์ ภายหลังได้ออก
บวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี เจริญวิปัสสนา พระศาสดาทรงเปล่ง
พระรัศมีตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ภาษิตพระคาถาแก่พระเถรีนั้นว่า
ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิขา โยคะ
กิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำ เธอ
จงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป
ในโลก
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติสฺเส เป็นคำเรียกพระเถรีนั้น. บทว่า
สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย ความว่า จงศึกษาในสิกขา ๓ อย่างมีอธิสีลสิกขาเป็นต้น
คือจงยังสิกขา ๓ ที่สัมปยุตด้วยมรรคให้ถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เหตุในการยังสิกขา ๓ เหล่านั้นให้ถึงพร้อมในบัดนี้. บทว่า มา ตํ โยคา
อุปจฺจคุํ ความว่า สมัยที่ควรประกอบเหล่านี้ คือ ความเป็นมนุษย์ ความ
ไม่บกพร่องแห่งอินทรีย์ ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ความได้ศรัทธา
อย่าล่วงเลยเธอไปเสีย อีกอย่างหนึ่ง โยคะ ๔ มีกามโยคะเป็นต้นนั่นแหละ
อย่าเข้าใกล้ คืออย่าครอบงำเธอ บทว่า สพฺพโยควิสํยุตฺตา ความว่า

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 19 (เล่ม 54)

พ้นจากโยคะทั้งหมดมีกามโยคะเป็นต้น เพราะพ้นนั้นแหละ แต่นั้นจงเป็นผู้
ไม่มีอาสวะเที่ยวไปในโลก จงอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน.
นัยมีอาทิว่า พระเถรีนั้นฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ-
อรหัต ดังนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาติสสาเถรีคาถา
๕. อัญญตราติสสาเถรีคาถา
[๕๐๖] ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรม
ทั้งหลาย ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มี
ขณะก้าวล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้า
อยู่.
จบ อัญญตราติสสาเถรีคาถา
๖. ธีราเถรีคาถา
[๔๐๗] ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่
สงบระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพาน
อันเกษมจากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเร็จเถิด.
จบ ธีราเถรีคาถา
๗. อัญญตราธีรา๑เถรีคาถา
[๔๐๘] ธีรา ภิกษุณีผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วด้วย
ธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องทรง เธอจงชนะมาร
พร้อมด้วยพาหนะแล้วทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
จบ อัญญตราธีราเถรีคาถา
๑. อรรถกถาเป็น วีรา

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 20 (เล่ม 54)

๘. มิตตาเถรีคาถา
[๔๐๙] ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง
ยินดีในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ.
จบ มิตตาเถรีคาถา
๙. ภัทราเถรีคาถา
[๔๑๐] ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง
ยินดีในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อ
บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม.
จบ ภัทราเถรีคาถา
๑๐. อุปสมาเถรีคาถา
[๔๑๑] ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็น
บ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก เธอจะชนะมาร พร้อมด้วย
พาหนะทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
จบ อุปสมาเถรีคาถา
๕. อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถาเป็นต้น
คาถาว่า ติสฺเส ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรี
ชื่อติสสา เรื่องของพระเถรีนั้นเหมือนกับเรื่องของนางสิกขมานาชื่อติสสา แต่
องค์นี้เป็นพระเถรีบรรลุพระอรหัต ก็พระเถรีนี้ฉันใด เรื่องของพระเถรี ๕
องค์ คือ พระเถรีธีรา พระเถรีวีรา พระเถรีมิตตา พระเถรีภัทรา

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 21 (เล่ม 54)

พระเถรีอุปสมา ต่อจากนี้ก็ฉันนั้นคือเป็นเช่นเดียวกันนั่นเอง พระเถรีเหล่า
นี้แม้ทั้งหมด เป็นชาวกบิลพัสดุ์ เป็นสนมของพระโพธิสัตว์ออกบวชพร้อมกับ
พระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระอรหัตด้วยคาถาเกิดจากโอภาส เว้นองค์ที่ ๗
ส่วนองค์ที่ ๗ นั้นเว้นคาถาเกิดจากโอภาส อาศัยโอวาทที่ได้ในสำนักพระศาส-
ดาไว้ก่อน ขวนขวายเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ได้กล่าวคาถาเป็น
อุทานว่า ธีรา ธีเรหิ เป็นต้น พระเถรีแม้องค์อื่น ๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรมทั้งหลาย
ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มีขณะก้าว-
ล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้าอยู่.
ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่สงบ
ระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพานอันเกษม
จากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเสร็จเถิด วีราภิกษุณีผู้มีอินทรีย์
อบรมด้วยวีรธรรมทั้งหลาย ชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี
ในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ.
ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี
ในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม.
ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็นบ่วงมาร
ที่ข้ามได้แสนยาก เธอจงชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 22 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จง
ประกอบ คือจงทำการประกอบ ด้วยธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาทั้งหลาย
และด้วยโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายอันประเสริฐ. บทว่า ขโณ ตํ มา อุปจฺจ-
คา ความว่า ขณะทั้งหมดนี้คือ ขณะเกิดในปฎิรูปเทส ขณะมีอายตนะ ๖
ไม่บกพร่อง ขณะเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ขณะได้ศรัทธา ชื่อว่าย่อมก้าวล่วง
บุคคลผู้ที่ไม่ทำการเจริญโยคะอย่างนี้นั้น ขณะนั้นอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย.
บทว่า ขณาตีตา ความว่า เพราะบุคคลเหล่าใดล่วงเลยขณะ และขณะนั้น
ล่วงเลยบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรก โศกเศร้าอยู่
คือบังเกิดในนรกนั้น เสวยทุกข์ใหญ่.
บทว่า นิโรธํ ผุเสหิ ความว่า จงถูกต้อง คือจงได้ความดับกิเลส.
บทว่า สญฺญาวูปสมํ สุขํ อาราธยาหิ นิพฺพานํ ความว่า จงทำพระ-
นิพพานที่มีความสงบระงับบาปสัญญา มีกามสัญญาเป็นต้นเป็นนิมิต เป็นสุข
อย่างยิ่ง ให้สำเร็จ.
บทว่า วีรา วีเรหิ ธมฺเมหิ ความว่า วีราภิกษุณี ผู้อบรม
อินทรีย์ คือมีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นอันตนให้เจริญแล้ว ด้วยวีรธรรม
ทั้งหลาย คือด้วยธรรมคืออริยมรรคอันสมบูรณ์ด้วยเดช ด้วยความเป็นผู้มี
ปธานคือความเพียร ชนะกิเลสมารพร้อมด้วยพาหนะกับด้วยวัตถุกามทั้งหลาย
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด เพราะไม่เกิดอีกต่อไป พระเถรีแสดงตนทำเป็น
เหมือนคนอื่น ด้วยประการฉะนี้.
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า มิตฺเต บทว่า มิตฺตรตา ความว่า
จงยินดียิ่งในกัลยาณมิตรทั้งหลาย คือจงกระทำสักการะและสัมมานะในกัลยาณ-
มิตรเหล่านั้น. บทว่า ภาเวหิ กุสเล ธมฺเม ความว่า จงเจริญธรรมคือ

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 23 (เล่ม 54)

อริยมรรค. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ได้แก่ เพื่อถึง คือบรรลุ ซึ่งพระอรหัต
ด้วย ซึ่งพระนิพพานด้วย.
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า ภเทฺร. บทว่า ภทฺรรตา ความว่า
เป็นผู้ยินดีแล้ว ยินดียิ่งแล้วในธรรมมีศีลเป็นต้นอันเจริญ. บทว่า โยคกฺเขมํ
อนุตฺตรํ ได้แก่ พระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔ ไม่มีอันตรายยอดเยี่ยม
ความว่า จงเจริญโพธิปักขิยธรรมอันเป็นกุศล เพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น
เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า อุปสเม. บทว่า ตเร โอฆํ มจฺจุเธยฺยํ
สุทุตฺตรํ ความว่า ชื่อว่า มัจจุเธยยะ บ่วงมาร เพราะเป็นที่ยึดถือของ
มัจจุ. ชื่อว่า สุทุตตระข้ามได้แสนยาก เพราะผู้ที่มิได้สร้างสมกุศลสมภาร
ไว้จะข้ามได้ยากเหลือเกิน. พึงข้าม คือ พึงใช้นาวาคืออริยมรรคข้ามโอฆะ
ใหญ่คือสังสารวัฏ. บทว่า ธาเรหิ อนฺติมํ เทหํ ความว่า จงเป็นผู้ทรงกาย
อันมีในภพสุดท้าย ด้วยความที่กายนั้นยังแข็งแรงอยู่นั่นแล.
จบ อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถา
๑๑. มุตตาเถรีคาถา
[๔๑๒] เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดย
ชอบด้วยความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง คือ
ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๓ ค่อมเพราะ
สามี ๑ เป็นผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.
จบ มุตตาเถรีคาถา

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 24 (เล่ม 54)

๑๑. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
คาถาว่า สุมุตฺตา สาธุ มุตฺตามฺหิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระ-
เถรีชื่อมุตตา.
พระเถรีชื่อมุตตาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดเป็นบุตรสาวของ
พราหมณ์ยากจนในโกศลชนบท เวลาเจริญวัย บิดามารดาได้ให้เธอแก่
พราหมณ์ค่อมคนหนึ่ง เธอไม่ชอบครองเรือนกับพราหมณ์ค่อมนั้น ขออนุญาต
เขาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา จิตของเธอพล่านไปในอารมณ์ภายนอก เธอข่มจิต
นั้นกล่าวคาถาว่า เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ เป็นต้น ขวนขวาย
วิปัสสนาบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ในอปทานว่า
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ มีจักษุ
ในธรรมทั้งปวง ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ เสด็จ
เข้าบุรีเพื่อบิณฑบาต เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้น
เสด็จมา ชาวพระนครเหล่านั้นทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี
มาร่วมกันเกลี่ยทราย กวาดถนน ยกต้นกล้วย หม้อ
มีน้ำเต็ม ธง เอาธูป จุรณ และพวงดอกไม้สักการะ
พระศาสดา ข้าพเจ้ามอบถวายมณฑป นิมนต์พระผู้
นายกวิเศษถวายมหาทาน ปรารถนาพระสัมโพธิญาณ
พระมหาวีระ พระนามปทุมุตตระผู้นำเหล่า-
สรรพสัตว์ ผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนาแล้วทรง

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 25 (เล่ม 54)

พยากรณ์ว่า เมื่อล่วงไปแสนกัป จักมีภัทรกัป เธอได้
ความสุขในภพน้อยใหญ่ทั้งหลายแล้วจักบรรลุพระโพ-
ธิญาณ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งชายและหญิง ผู้กระทำ
หัตถกรรม ทั้งหมดจักประชุมพร้อมกันในอนาคตกาล
ชนเหล่านั้นจักเป็นบริจาริกาคนรับใช้ของเธอ ในเทว-
พิภพที่เธอเกิด ด้วยวิบากแห่งธรรมนั้น และด้วยความ
ตั้งใจมั่น ย่อมเสวยทิพยสุขและมนุษย์สุขอันนับไม่ได้
พวกเราท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ตลอดกาลนาน
จากนี้ไปแสนกัป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้สุขุมาลชาติในมนุษยโลก
และเทวโลก ข้าพเจ้าได้รูป โภคะ ยศ อายุ เกียรติ
และสุขที่น่ารัก ทั้งหมดเป็นความถึงพร้อมแห่งกุศล-
กรรมที่ทำติดต่อกัน.
ครั้นถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูล
พราหมณ์ มีมือเท้าละเอียดอ่อนในนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์
ตลอดกาลทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่เห็นสิ่งที่ไม่งามบนปฐพี
ข้าพเจ้าไม่เห็นภาคพื้นที่เป็นโคลนเลนไม่สะอาด ใน
กาลไหน ๆ ข้าพเจ้า เผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า
ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทาน พระเถรีได้กล่าวคาถานี้ว่า
ราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ ด้วย
ความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่างคือ ค่อมเพราะ
ครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ เป็น

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 26 (เล่ม 54)

ผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย ถอนตัณหา
เครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺตา ได้แก่ พ้นแล้วด้วยดี. บทว่า
สาธุ มุตฺตามฺหิ ความว่า เป็นผู้พ้นดี คือโดยชอบนั่นเอง ก็เป็นผู้พ้นด้วย
ดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ จากอะไร ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ตีหิ ขุชฺเชหิ
มุตฺติยา ความว่า ด้วยความหลุดพ้นจากความคด ๓ อย่าง. บัดนี้เมื่อจะแสดง
ความคดเหล่านั้นโดยย่อ พระเถรีจึงกล่าวว่า ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะ
สาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ ดังนี้. ด้วยว่าเมื่อใส่ข้าวเปลือกในครก กลับข้าว
ไปมา และตำอยู่ด้วยสาก ย่อมต้องก้มหลังดังนั้น ท่านจึงกล่าวเหตุทั้งสองว่า
ค่อม เพราะเป็นเหตุให้ทำความค่อม อนึ่ง สามีของพระเถรีนั้นเป็นคนค่อม
ทีเดียว.
บัดนี้ พระเถรีกล่าวความพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง เป็นการแสดง
ความพ้นใด เมื่อแสดงความพ้นนั่นแหละ พระเถรีกล่าวว่า เป็นผู้พ้นแล้วจาก
ความเกิดและความตาย แล้วกล่าวถึงเหตุในเรื่องนั้นว่า ถอนตัณหาเป็นเครื่อง
นำไปสู่ภพได้แล้ว. เนื้อความของบทนั้นว่า ข้าพเจ้ามิได้พ้นเพียงความค่อม ๓
อย่างเท่านั้น ที่แท้ข้าพเจ้าพ้นแม้จากความเกิดและความตายทั้งหมด เพราะ
ตัณหาตัวที่เป็นเนตติคือนำไปสู่ภพทั้งหมด ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้วด้วยมรรคอัน
เลิศ (คืออรหัตมรรค)
จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา

26