พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 7 (เล่ม 54)

เป็นพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
มีความเลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึง
ขออนุญาตสามี บิดามารดา และญาติของตน ๆ บวชถวายชีวิตในพระศาสนา
และครั้นบวชแล้วเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ ได้รับโอวาทในสำนักของ
พระศาสดาด้วยของพระเถระเหล่านั้นด้วย เพียรพยายามอยู่ ไม่นานนักก็ได้
บรรลุพระอรหัต ก็คาถาทั้งหลายที่พระเถรีภาษิตในที่นั้น ๆ ด้วยอำนาจเปล่ง
อุทานเป็นต้นเหล่านั้น ภายหลังพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายร่วมกันยกขึ้นสู่สังคีติ
จัดเป็นเอกนิบาตเป็นต้น คาถาเหล่านี้ชื่อเถรีคาถา การแบ่งคาถาเหล่านั้นเป็น
นิบาตเป็นต้น ได้กล่าวไว้แล้วให้หนหลังนั่นแล บรรดานิบาตเหล่านั้น เอก
นิบาตเป็นนิบาตแรก แม้ในเอกนิบาตนั้น คาถานี้ว่า
ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวร
นุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของ
ท่านสงบแล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ ดังนี้
เป็นคาถาแรก คาถานั้นเกิดขึ้นอย่างไร
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล กุลธิดาคนหนึ่งเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะ นิมนต์พระศาสดา ในวันที่
สองให้สร้างมณฑปกิ่งไม้ ลาดทราย ผูกเพดานข้างบน บูชาด้วยของหอมและ
ดอกไม้เป็นต้นแล้วให้คนไปกราบทูลกาลแด่พระศาสดา พระศาสดาเสด็จไปที่
มณฑปนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ กุลธิดานั้นถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า อังคาสด้วยของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตแล้วให้พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จลดพระหัตถ์ลงจากบาตร ครองไตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุโมทนาแก่นางแล้วเสด็จหลีกไป กุลธิดานั้นทำบุญตลอดอายุ เวลาสิ้น

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 8 (เล่ม 54)

อายุบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเองตลอด ๑ พุทธันดร
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี พอรู้
เดียงสาก็เกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึงบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา บวช
เป็นภิกษุณีอยู่สองหมื่นปี ตายทั้งที่เป็นปุถุชนบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติใน
สวรรค์ตลอด ๑ พุทธันดรบังเกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล กรุงเวสาลี ในพุทธุป-
ปาทกาลนี้ คนทั้งหลายเรียกเธอว่า เถริกา เพราะมีรูปร่างล่ำสัน เธอเจริญ
วัย บิดามารดาให้แก่ขัตติยกุมารผู้มีชาติเสมอกันโดยตระกูลและประเทศเป็นต้น
เธอบูชาสามีเหมือนเทวดาอยู่ ได้ศรัทธาในพระศาสนาคราวพระศาสดาเสด็จ
กรุงเวสาลี ย่อมาเธอได้ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เกิด
ชอบใจบรรพชา บอกแก่สามีว่า จักบวช สามีไม่อนุญาต แต่เพราะเธอสร้าง
บุญบารมีมา เธอพิจารณาธรรมตามที่ได้ฟัง กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม
ประกอบวิปัสสนาอยู่เนือง ๆ.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเธอหุงหาอาหารอยู่ในครัวใหญ่ เปลวไฟใหญ่ได้
ตั้งขึ้น เปลวไฟนั้นทำให้ภาชนะที่สิ้นเกิดเสียงเปรี๊ยะ ๆ เธอเห็นดังนั้นจึงยึด
ข้อนั้นแหละเป็นอารมณ์ ใคร่ครวญความไม่เที่ยงที่ปรากฏขึ้นอย่างดียิ่ง จาก
นั้นได้ยกความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นในครัวนั้น เจริญวิปัสสนา ขวน
ขวายโดยลำดับ ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผลตามลำดับแห่งมรรค ตั้งแต่นั้นมา
เธอไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับ เมื่อสามีถามว่า ที่รัก เหตุไรเดี๋ยว
นี้เธอจึงไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับเหมือนเมื่อก่อน นางจึงบอกว่า
ตนไม่ควรอยู่เป็นคฤหัสถ์ แล้วขออนุญาตบวช สามีนำเธอไปสำนักของพระ-
มหาปชาบดีโคตมีด้วยบริวารใหญ่ กล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดบวชให้
นางนี้เถิด เหมือนวิสาขอุบาสกนำธรรมทินนาไปฉะนั้น. ครั้งนั้น พระ-

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 9 (เล่ม 54)

มหาปชาบดีโคตมีให้นางบรรพชาอุปสมบทแล้ว นำไปวิหารแสดงแก่พระศาสดา
เมื่อทำอารมณ์ที่เห็นตามปกตินั่นเองให้แจ่มแจ้งแก่นาง ตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนเถรี เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่มแล้ว
พักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอสงบแล้ว
เหมือนผักดองแห่งอยู่ในหม้อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ แสดงภาวนปุงสกะ. บทว่า สุปาหิ
เป็นคำสั่ง. บทว่า เถริเก เป็นคำเรียก. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา
เป็นคำประกอบด้วยความมักน้อย. บทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค เป็น
คำประกาศผลการปฏิบัติ. บทว่า สุกฺขฑากํ ว เป็นคำแสดงความไม่มีสาระ
แห่งกิเลสที่พึงให้สงบ. บทว่า กุมฺภิยํ เป็นคำแสดงความไม่เที่ยงคือว่างเปล่า
ของหม้อที่ใส่ผักดองนั้น.
อนึ่ง บทว่า สุขํ นี้ เป็นชื่อของสิ่งที่ปรารถนา ความว่า มีสุขปราศ
จากทุกข์. ก็บทว่า สุปาหิ นี้ เป็นคำแสดงการผ่อนอิริยาบถสี่ ความว่า เพราะ
ฉะนั้น ท่านจงสำเร็จอิริยาบถทั้งสี่ตามสบายทีเดียว คือจงอยู่อย่างสบาย. บทว่า
เถริเก นี้เป็นบทประกาศชื่อของพระเถรีนั้นก็จริง แต่ก็มีความว่า ถึงความเป็น
ผู้มั่นในพระศาสนาที่มั่น เพราะภาวะที่รู้ตามเนื้อความได้เป็นส่วนมาก คือ
ประกอบด้วยธรรมมีศีลเป็นต้นอันมั่น. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา
ความว่า จงเอาท่อนผ้าบังสุกุลทำจีวรปกปิดสรีระ คือนุ่งและห่มผ้านั้น. หิ
ศัพท์ในบทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค มีเนื้อความว่า เหตุ อธิบายว่า
เพราะกามราคะที่เกิดในสันดานของท่านสงบแล้ว คือถูกเผาด้วยไฟคืออนาคามิ-
มรรคญาณ บัดนี้ท่านจงเผาราคะที่ยังเหลืออยู่นั้นด้วยไฟคือมรรคญาณอันเลิศ
พักผ่อนให้สบายเถิด. บทว่า สุกฺขฑากํ ว กุมฺภิยํ ความว่า ย่อมสงบเหมือน
ผักดองเล็กน้อย ในภาชนะร้อนนั้น เขาเคี่ยวด้วยเปลวไฟแรงร้อนแห้งไป.

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 10 (เล่ม 54)

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อเอาผักดองเจือน้ำ ขึ้นตั้งเคี่ยวบนเตา เมื่อน้ำยัง
มีอยู่ ผักดองนั้นย่อมเดือดพล่าน แต่เมื่อหมดน้ำ ย่อมสงบนิ่งฉันใด กามราคะ
ในสันดานของท่านสงบแล้ว ท่านจงทำกิเลสแม้ที่เหลืออยู่ให้สงบแล้ว พักผ่อน
ให้สบายเถิด ฉันนั้น.
พระเถรีบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในเวลาจบ
คาถา เพราะอินทรีย์แก่กล้าและเพราะพระศาสดาเทศนาไพเราะ เพราะเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราสร้างมณฑปถวายพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ
และได้ถวายพระสถูปอันบวรแด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์
มนุษย์ เราไปในที่ใด ๆ เป็นชนบทก็ตาม นิคมและราช-
ธานีก็ตาม ย่อมมีคนบูชาในที่นั้น ๆ ทุกแห่ง นี้เป็นผล
ของการทำบุญ เราเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดเราถอน
ได้แล้ว เราตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ เราได้บรรลุวิชชา
สามตามลำดับ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์
ทั้งแปดและอภิญญาหก เราทำให้แจ้งแล้ว เราปฏิบัติ
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีเมื่อเปล่งอุทานได้ภาษิตคาถา
นั้นทีเดียว เหตุนั้น คาถานี้จึงได้เป็นคาถาของพระเถรีนั้น.
ด้วยคาถาที่พระเถรีกล่าวในที่นั้น เป็นอันกำหนดราคะได้อย่างไม่
เหลือ เพราะบรรลุความสงบนั้นได้ด้วยมรรคอันเลิศ. และที่กล่าวถึงความสงบ

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 11 (เล่ม 54)

กิเลสทั้งหมดในที่นี้ ก็ด้วยความสงบราคะนั่นเอง ฉะนั้นพึงเห็นข้อนั้น เพราะ
กิเลสธรรมทั้งหมดสงบได้ เพราะตั้งอยู่ร่วมกัน. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า
โมหะใดเกิดร่วมกับอุทธัจจะและวิจิกิจฉา อัน
เรารู้แล้ว โมหะนั้นก็รวมกันกับราคะ เพราะตั้งอยู่
ร่วมกันโดยการละ.
เหมือนอย่างว่า ความสงบแห่งสังกิเลสทั้งปวงท่านกล่าวไว้ในที่นี้ ฉัน
ใด แม้ในที่ทุกแห่งท่านก็กล่าวความสงบแห่งสังกิเลสเหล่านั้น ฉันนั้น ฉะนั้น
พึงทราบโดยที่สงบกิเลสได้สำเร็จในตอนต้น ด้วยตทังคปหานะละด้วยองค์นั้นๆ
ในขณะแห่งสมถะและวิปัสสนาด้วยวิกขัมภนปหานะละด้วยข่มไว้ ในขณะแห่ง
มรรคด้วยสมุจเฉทปหานะละด้วยถอนขึ้น ในขณะแห่งผลด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ
ละด้วยสงบระงับ ความสำเร็จแห่งปหานะทั้งสี่ พึงทราบด้วยความสงบนั้น.
บรรดาปหานะทั้งสี่นั้น ความสำเร็จแห่งสีลสัมปทา ท่านแสดงด้วยตทังคปหา-
นะ ความสำเร็จแห่งสมาธิสัมปทา ท่านแสดงด้วยวิกขัมภนปหานะ ความสำเร็จ
แห่งปัญญาสัมปทาท่านแสดงด้วยปหานะนอกนี้ โดยความสำเร็จคือบรรลุด้วย
ปหานะ. พระโยคาวจรยังการบรรลุสัจฉิกิริยา และการบรรลุปริญญาให้สำเร็จ
เหมือนยังการบรรลุภาวนาให้สำเร็จนั่นเอง เพราะไม่มีสิ่งนั้น ในเมื่อสิ่งนั้นไม่
มีแล บัณฑิตพึงทราบว่า สิกขา ๓ ท่านประกาศด้วยความสำเร็จคือการบรรลุ ๔
ความงาม ๓ อย่างท่านประกาศด้วยการปฏิบัติ วิสุทธิ ๗ ที่บริบูรณ์ท่าน
ประกาศด้วยคาถานี้. พระเถรีองค์หนึ่งไม่มีใครรู้จัก คือไม่ปรากฏชื่อแล ะโคตร
เป็นต้น อธิบายว่า ภิกษุณีผู้เป็นเถรี ถึงพร้อมด้วยลักษณะองค์หนึ่งได้ภาษิต
คาถานี้.
จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 12 (เล่ม 54)

๒. มุตตาเถรีคาถา
[๔๐๓] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวสอน นางมุตตา
สิกขมานา ด้วยพระคาถานี้เนืองๆ อย่างนี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น
แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด.
จบ มุตตาเถรีคาถา
๒. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
คาถานี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น
แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด ดังนี้
เป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่อมุตตา.
นางมุตตานั้นได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนตระกูล
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระ
ศาสดาเสด็จไปในถนน มีใจเลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้ว

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 13 (เล่ม 54)

นอนคว่ำแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ด้วยกำลังปีติ นางบังเกิดในเทว-
โลกด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเอง ใน
พุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี มีชื่อว่า
มุตตา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เวลามีอายุ ๒๐ ปี นางจึงบวช
เป็นสิกขมานาในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ให้พระมหาปชาบดีโคตมี
นอกกัมมัฏฐานแล้วเจริญวิปัสสนา วันหนึ่งกลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรคือ
กิจในการฉันแก่ภิกษุณีผู้เป็นเถรีทั้งหลายแล้วไปที่พักกลางวัน นั่งในที่ลับ
เริ่มมนสิการวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฏีมีกลิ่น
หอมนั่นแหละ ทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งต่อหน้าของ
นางสิกขมานามุตตานั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส
เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
แล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุด
พ้นแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุตฺเต เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น.
บทว่า มุญฺจสฺสุ โยเคหิ ความว่า จงพ้นจากโยคะสี่มีกามโยคะเป็นต้น ด้วย
มรรคปฏิบัติ คือจงเป็นผู้มีจิตพ้นจากโยคะเหล่านั้น. เหมือนอย่างอะไร. บทว่า
จนฺโท ราหุคฺคหา อิว ความว่า เหมือนพระจันทร์ถูกอสุรินทราหูจับด้วยหัตถ์
พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน ได้แก่ ด้วยจิตที่พ้น
ด้วยดี ด้วยสมุจเฉทวิมุตติ ด้วยอริยมรรค. ก็บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน นี้
เป็นตติยาวิภัตติ ลงในลักษณะอิตถัมภูต (แปลว่ามี). บทว่า อนณา ภุญฺช
ปิณฺฑกํ ความว่า จงเป็นผู้ไม่มีหนี้ เพราะละหนี้คือกิเลสเสียได้ พึงบริโภค

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 14 (เล่ม 54)

ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยว่า ผู้ใดไม่ละกิเลสทั้งหลายบริโภคปัจจัยที่
พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีหนี้บริโภค เหมือนอย่างที่ท่าน
พระพากุละ กล่าวไว้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้มีหนี้บริโภคก้อนข้าวของชาว
แว่นแคว้น ถึง ๗ วันทีเดียว ฉะนั้นบรรพชิตในพระศาสนา พึงละหนี้คือกาม
ฉันทะเป็นต้น เป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธาเถิด. บทว่า
ปิณฺฑกํ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ใจความคือปัจจัย ๔. บทว่า อภิณฺหํ
โอวทติ ความว่า ชำระอุปกิเลสให้บริสุทธิ์ด้วยการถึงอริยมรรค ให้โอวาท
โดยส่วนมาก.
นางสิกขมานามุตตานั้นตั้งอยู่ในพระโอวาทนั้น ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกณฑัญญะ
ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสาร-
วัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่ในถนน ข้าพเจ้าออกจากเรือน
นอนคว่ำ พระโลกเชษฐ์ได้อนุเคราะห์เหยียบบนศรีษะ
แล้ว พระผู้นำโลกได้เสด็จไป ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น
ข้าพเจ้าได้ไปสู่ภพชั้นดุสิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ
ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมา
เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดี
แล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชาสามตามลำดับ
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณ
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๔. สังกมนกาเถรีอปทาน.

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 15 (เล่ม 54)

วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปดและอภิญญา
หก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอน
ของพระพุทธเจ้าแล้ว.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว นางสิกขมานามุตตา นั้น ได้เปล่งคาถา
นั้นแล. บทว่า สิกฺขมานา ได้แก่ ผู้มีสิกขาบริบูรณ์. ต่อมา นางได้กล่าว
คาถานั้นแหละในเวลาปรินิพพานแล.
จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
๓. ปุณณาเถรีคาถา
[๔๐๔] ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มด้วยธรรม
ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง
ทำลายกองแห่งความมืดด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด.
จบปุณณาเถรีคาถา
๓. อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา
คาถาว่า ปุณฺเณ ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับนาง
สิกขมานาชื่อปุณณา.
นางสิกขมานาชื่อปุณณาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เมื่อ
โลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่ง

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 16 (เล่ม 54)

เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในที่นั้น มีใจเลื่อมใส บูชาพระปัจเจกพุทธ-
เจ้านั้นด้วยดอกอ้อ ยืนประคองอัญชลี ด้วยบุญกรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ใน
สุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล
กรุงสาวัตถี มีชื่อว่าปุณณา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย นางอยู่มา
อายุ ๒๐ ปี ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ได้ศรัทธาขอบรรพ-
ชาเป็นสิกขมานา เริ่มวิปัสสนา.
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นเอง ทรงเปล่งพระรัศมี
ตรัสพระคาถานี้แก่เธอว่า
ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มไปด้วยธรรม
ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง
ทำลายกองแห่งความมืด ด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺเณ เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น.
บทว่า ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จงบริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗.
ร อักษรในบทว่า จนฺโท ปณฺณรเสริว ทำหน้าที่เชื่อมบทเหมือนพระจันทร์
บริบูรณ์ด้วยส่วนที่ ๑๖ ของเดือนทั้งหมด ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ คือในวันเดือน
เพ็ญ. บทว่า ปริปุณฺณาย ปญฺญาย ได้แก่ ด้วยปัญญาที่สัมปยุตด้วย
อรหัตมรรค ชื่อว่าบริบูรณ์ เพราะทำกิจ ๑๖ อย่างให้สนบูรณ์. บทว่า
ตโมกฺขนฺธํ ปทาลย ความว่า จงทำลาย คือจงถอนกองโมหะโดยไม่เหลือ
กิเลสทั้งหมดย่อมเป็นอันทำลายแล้วพร้อมกับการทำลายกองโมหะนั่นแล.
นางสิกขมานาปุณณานั้น ฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุ
พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
๑. ขุ. นฬมาลิกาเถรีอปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๔๕.

16