พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 537 (เล่ม 53)

บทว่า อกุโตภยํ ความว่า ในพระนิพพาน ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ
และท่านผู้บรรลุนิพพานแล้ว ย่อมไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ เพราะเหตุนั้น
พระนิพพานจึงชื่อว่าไม่มีภัยแต่ที่ไหน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตเรียกว่านาค เพราะเหตุทั้งหลายดังกล่าว
แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า พระองค์ไม่ทรงทำบาป เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงมีพระนามว่านาค แล.
บทว่า อิสีนํ อิสิสตฺตโม ความว่า เป็นพระฤาษีผู้สูงสุดแห่งพระ-
ฤาษี คือสาวกพุทธะและปัจเจกพุทธะ, อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็นฤาษี
องค์ที่ ๗ แห่งพระฤาษีทั้งหลาย นับตั้งแต่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า มหาเมโฆว ได้แก่ เป็นเสมือนมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีป
ทั้ง ๔.
บทว่า ทิวา วิหารา แปลว่า จากที่เร้น.
บทว่า สาวโก เต มหาวีร ปาเท วนฺทติ วงฺคีโส นี้ พระเถระ
บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะประกาศการบรรลุคุณวิเศพของตน จึงกล่าว
ไว้.
คาถา ๔ คาถามีคำเริ่มต้นว่า อุมฺมคฺคปถํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงว่า พระองค์ตรัสถามว่า วังคีสะ คาถาเหล่านี้เธอตรึก
มาก่อน หรือว่าปรากฏขึ้นโดยพลันทันใด, พระวังคีสะทูลว่า ปรากฏ
แจ่มแจ้งขึ้นทันทีทันใด จึงตรัสไว้. ก็เพราะเหตุไรจึงได้ตรัสอย่างนั้น ?
ได้ยินมาว่า เพราะได้เกิดการสั่งสนทนาขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ว่า พระ-
วังคีสะไม่ได้ร่ำเรียน ไม่กระทำกิจด้วยการอุเทศ ด้วยการสอบถาม และ

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 538 (เล่ม 53)

ด้วยโยนิโสมนสิการ ไฉนจึงประพันธ์คาถา เที่ยวพรรณนาบทกลอน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า พวกภิกษุเหล่านี้ไม่รู้
ปฏิภาณสมบัติของพระวังคีสะ เราจักให้รู้จักปฏิภาณสมบัติของวังคีสะนี้
จึงตรัสถามโดยนัยมีอาทิว่า วังคีสะ เหตุไรหนอ ดังนี้.
บทว่า อุมฺมคฺคปถํ ได้แก่ ทางเกิดกิเลสมิใช่น้อย. จริงอยู่ ที่
เรียกว่า ทาง เพราะเป็นทางที่วัฏฏะประกอบสร้างไว้.
บทว่า ปภิชฺช ขีลานิ ได้แก่ ทำลายตาปูตรึงใจมีราคะเป็นต้น
๕ อย่าง เที่ยวไป.
บทว่า ตํ ปสฺสถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นพระวังคีสะนั้น ผู้รู้
แล้ว ผู้ครอบงำและตัดกิเลสแล้วเที่ยวไปอย่างนั้น.
บทว่า พนฺธปมุญฺจกรํ แปลว่า กระทำการปลดเครื่องผูก.
บทว่า อสิตํ แปลว่า ไม่อาศัยแล้ว.
บทว่า ภาคโส ปฏิภชฺช ได้แก่ กระทำการจำแนกธรรมโดยส่วน
มีสติปัฏฐานเป็นต้น. บาลีว่า ปวิภชฺช ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า จำแนก
แสดงธรรมโดยส่วน ๆ มีอุเทศเป็นต้น คือโดยประการ.
บทว่า โอฆสฺส ได้แก่ โอฆะ ๔ มีกามโอฆะเป็นต้น.
บทว่า อเนกวิหิตํ ความว่า บอก คือได้กล่าวทางอันนำไปสู่อมตะ
หลายประการด้วยอำนาจสติปัฏฐานเป็นต้น หรือด้วยอำนาจกรรมฐาน
๓๘ ประการ.
บทว่า ตสฺมึ จ อมเต อกฺขาเต ความว่า เมื่อวังคีสะนั้นบอกทาง
อมตะ คืออันนำอมตะมาให้นั้น.
บทว่า ธมฺมทสา แปลว่า ผู้เห็นธรรม.

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 539 (เล่ม 53)

บทว่า ฐิ ตา อสํหิรา ได้แก่ เป็นผู้อันใครๆ ให้ง่อนแง่นคลอน
แคลนไม่ได้ ดำรงอยู่.
บทว่า อติวิชฺฌ แปลว่า รู้แจ้งแล้ว.
บทว่า สพฺพฐิตีนํ ได้แก่ ซึ่งที่ตั้งแห่งทิฏฐิ หรือที่ตั้งแห่งวิญญาณ
ทั้งปวง.
บทว่า อติกฺกมมทฺทส ได้แก่ ได้เห็นพระนิพพานอันเป็นตัวล่วง
พ้น.
บทว่า อคฺคํ ได้แก่ ธรรนอันเลิศ, บาลีว่า อคฺเค ดังนี้ก็มี อธิบาย
ว่า เป็นที่หนึ่งกว่าเขา.
บทว่า ทสทฺธานํ ความว่า แสดงธรรมอันเลิศแห่งพระเบญจวัคคีย์
หรือแสดงก่อนกว่าเขา คือแต่เบื้องต้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผู้รู้ว่า ธรรมนี้ท่านแสดงดี
จึงไม่ควรทำความประมาท ฉะนั้น จึงควรสำเหนียกตาม อธิบายว่า พึง
ศึกษาสิกขา ๓ ตามลำดับวิปัสสนา และตามลำดับมรรค.
คาถา ๓ คาถา มีค่าเริ่มต้นว่า พุทฺธานุพุทฺโธ พระวังคีสเถระ
กล่าวชมเชยท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานุพุทฺโธ แปลว่า ตรัสรู้ตาม
พระพุทธะทั้งหลาย. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้สัจจะ ๔ ก่อน
ภายหลังพระเถระตรัสรู้ก่อนกว่าเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้
ตรัสรู้ตามพระพุทธะทั้งหลาย. ชื่อว่าเถระ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์
เป็นต้นอันมั่น อธิบายว่า เป็นผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 540 (เล่ม 53)

บทว่า ติพฺพนิกฺกโม แปลว่า ผู้มีความเพียรมั่นคง.
บทว่า สุขวิหารานํ แปลว่า ผู้มี่ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน.
บทว่า วิเวกิานํ ได้แก่ วิเวกทั้ง ๓.
บทว่า สพฺพสฺสตํ ความว่า สิ่งใดอันสาวกทั้งปวงจะพึงบรรลุ สิ่ง
นั้นอันท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้บรรลุตามแล้ว.
บทว่า อปฺปมตฺตสฺส สิกฺขโต แปลว่า เป็นผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่.
บทว่า เตวิชฺโช เจโตปริยโกวิโท ความว่า บรรดาอภิญญา ๖
พระอัญญาโกณฑัญญเถระกล่าวแต่อภิญญา ๔ อภิญญา ๒ นอกนี้พระ-
เถระไม่กล่าวไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระก็เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ทีเดียว.
เพราะเหตุที่ท่านพระวังคีสะเห็นพระเถระผู้มาจากสระฉัททันตะ ในป่า
หิมวันต์ แสดงความเคารพอย่างยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวายบังคม
อยู่ มีใจเลื่อมใส เมื่อจะชมเชยพระเถระเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงกล่าวคาถานี้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระโกณฑัญญะผู้เป็น
ทายาทของพระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา ดังนี้.
คาถา ๓ คาถามีคำเริ่มต้นว่า นคสฺส ปสฺเส ดังนี้ เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ประทับอยู่
ณ ประเทศกาลศิลา ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระพิจารณาดูจิตของภิกษุ
เหล่านั้นอยู่ จึงเห็นวิมุตติ คืออรหัตผล. ท่านพระวังคีสะเห็นดังนั้น
เมื่อจะชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระเถระทั้งหลาย จึงได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคสฺส ปสฺเส ความว่า ที่กาลศิลา
ประเทศข้างภูเขาอิสิคิลิ.
บทว่า อาสีนํ แปลว่า นั่งแล้ว.

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 541 (เล่ม 53)

บทว่า เจตสา ได้แก่ ด้วยเจโตปริยญาณของตน.
บทว่า จิตฺตํ เนสํ สมเนฺวสํ ได้แก่ แสวงหาจิตของภิกษุขีณาสพ
เหล่านั้น.
บทว่า อนุปริเยติ แปลว่า ย่อมกำหนดโดยลำดับ.
ผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวงอย่างนี้ คือผู้ถึงพร้อม ได้แก่ประกอบ
ด้วยองค์ทั้งปวง คือด้วยสัตถุสมบัติที่กล่าวว่า ผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
และด้วยสาวกสมบัติที่กล่าวว่า มีวิชชา ๓ ผู้ละมัจจุ ดังนี้.
จริงอยู่ ด้วยบทว่า มุนึ นี้ ท่านกล่าวการตรัสรู้ไญยธรรมอย่างสิ้น
เชิงของพระศาสดา ด้วยญาณกล่าวคือโมนะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
สงเคราะห์ทศพลญาณเป็นต้นด้วยอนาวรณญาณ, ท่านแสดงญาณสัมปทา
ของพระศาสดานั้น ด้วยอนาวรณญาณนั้น.
ด้วยบทว่า ทุกฺขสฺส ปารคุํ นี้ ท่านแสดงปหานสัมปทา และ
แสดงอานุภาวสัมปทาเป็นต้นของพระศาสดาด้วยบททั้งสองนั้น.
ด้วยบททั้งสองว่า เตวิชฺชา มจฺจุหายิโน นี้ ท่านแสดงสมบัติของ
สาวกของพระศาสดา โดยแสดงญาณสมบัติของสาวกทั้งหลาย และโดย
แสดงการบรรลุนิพพานธาตุของสาวก.
จริงอย่างนั้น เพื่อจะกระทำเนื้อความตามที่กล่าวให้ปรากฏชัด ท่าน
จึงกล่าวว่า พากันเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
ผู้ทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระอาการเป็นอันมาก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกาการสมฺปนฺนํ ได้แก่ ทรงถึง
พร้อมด้วยพระอาการเป็นอันมาก อธิบายว่า ทรงประกอบด้วยพระคุณ
คืออาการมิใช่น้อย.

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 542 (เล่ม 53)

คาถาว่า จนฺโท ยถา ดังนี้เป็นต้น พระเถระได้เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้อันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ กับพวกเทวดาและนาคหลายพันห้อม
ล้อมอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีคัคคราใกล้จัมปานคร ทรงไพโรจน์ด้วยวรรณะ
และพระยศของพระองค์ เกิดความโสมนัส เมื่อจะสดุดี จึงได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺโท ยถา วิคตวลาหเก นเภ
ความว่า ในฤดูใบไม้ร่วง พระจันทร์เพ็ญย่อมไพโรจน์ในอากาศอันปราศ-
จากเมฆฝน คือพ้นจากสิ่งเศร้าหมองอื่น เช่นกับเมฆและน้ำค้างเป็นต้น
ฉันใด (และ) เหมือนพระอาทิตย์ปราศจากมลทิน อธิบายว่า ภาณุ
คือพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน โดยปราศจากสิ่งเศร้าหมองมีเมฆฝน
เป็นต้นนั้นนั่นแหละ ย่อมไพโรจน์ ฉันใด.
บทว่า เอวมฺปิ องฺคีรส ตฺวํ ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระภาค-
เจ้า ผู้ทรงโชติช่วง ด้วยความโชติช่วงอันเปล่งออกจากพระอวัยวะ แม้
พระองค์ก็ฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ยิ่ง คือย่อมไพโรจน์ล่วงโลกพร้อมทั้ง
เทวโลกด้วยพระยศของพระองค์.
คาถา ๑๐ คาถา มีคำว่า กาเวยฺยมตฺตา ดังนี้เป็นต้น พระวังคีสะ
บรรลุพระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะประมาณพระคุณของ
พระศาสดาและคุณของตน ได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเวยฺยนตฺตา ความว่า เป็นผู้ประมาณ
ได้ คือผู้อันเขานับถือยกย่องทำให้เกิดคุณความดีด้วยกาพย์ คือด้วยการ
แต่งกาพย์.
บทว่า อทฺทสาม แปลว่า ได้เห็นแล้ว.

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 543 (เล่ม 53)

บทว่า อทฺธา๑ โน อุทปชฺชถ ความว่า ในพระรัตนตรัยเกิดขึ้น
เพื่ออุดหนุนแก่พวกข้าพระองค์ตลอดกาลนาน.
บทว่า วจนํ ได้แก่ ธรรมกถาอันประกอบด้วยสัจจะ.
บทว่า ขนฺเธ อายตนานิ จ ธาตุโย จ ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒
และธาตุ ๑๘. ในฐานะนี้ พึงกล่าวกถาว่าด้วยขันธ์เป็นต้น กถานั้นท่าน
ให้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล เพราะเหตุนั้น พึงทราบโดยนัย
ดังกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล.
บทว่า วิทิตฺวาน ได้แก่ รู้ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น โดยการ
จำแนกรูปเป็นต้น และโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า เย เต สาสนการกา ความว่า พระตถาคตทั้งหลายอุบัติ
ขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เหล่าสัตว์เป็นอันมาก ผู้กระทำตามคำสอนของ
พระตถาคตทั้งหลาย.
บทว่า เย นิยามคตทฺทสา มีโยชนาว่า นิยามคตะ ก็คือนิยาม
นั่นเอง, ภิกษุและภิกษุณีเหล่าใดได้เห็น คือได้บรรลุสัมมตนิยาม พระมุนี
คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงบรรลุพระโพธิญาณ คือพระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้นหนอ.
บทว่า สุเทสิตา ความว่า ทรงแสดงดีแล้ว ทั้งโดยย่อและพิสดาร
สมควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์.
บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕. ชื่อว่าอริยสัจ เพราะ
อรรถว่าเป็นธรรมอันไม่มีข้าศึก อันผู้ใคร่ประโยชน์ตน พึงกระทำ คือ
คุณชาตอันกระทำความเป็นพระอริยะ หรือเป็นสัจจะของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้เป็นอริยะ.
๑. บาลีว่า สทฺธา.

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 544 (เล่ม 53)

บทว่า ทุกฺขํ เป็นต้น เป็นบทแสดงสรุปอริยสัจเหล่านั้น, ในที่นี้
พึงกล่าวอริยสัจจกถา, อริยสัจจกถานั้น ท่านให้พิสดารโดยประการทั้งปวง
ในวิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค
นั้นนั่นแล.
บทว่า เอวเมเต ตถา ความว่า อริยสัจธรรมมีทุกข์เป็นต้นนี้ เป็น
ของจริง คือของแท้ไม่เป็นอย่างอื่น โดยประการอย่างนั้น คือโดย
ประการที่เป็นทุกข์เป็นต้น.
บทว่า วุตฺตา ทิฏฺฐา เม เต ยถา ตถา ความว่า พระศาสดา
ตรัสแล้วโดยประการใด ข้าพระองค์ก็เห็นแล้วโดยประการนั้น เพราะ
แทงตลอดอริยสัจเหล่านั้นอย่างนั้นด้วยอริยมรรคญาณ. ประโยชน์ของตน
ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คือข้าพระองค์กระทำให้แจ้งพระอรหัต
แล้ว และแต่นั้น ข้าพระองค์ได้กระทำคำสอนของพระพุทธเจ้า คือของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จแล้ว ได้แก่ตั้งอยู่แล้วในพระโอวาทและอนุศาสน์.
บทว่า สฺวาคตํ วต เม อาสิ ความว่า การมาดีหนอ ได้มีแก่
ข้าพระองค์แล้ว.
บทว่า มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ได้แก่ ในสำนัก คือในที่ใกล้พระ-
สัมพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา.
บทว่า อภิญฺญาปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ได้บรรลุบารมี คือความสูงสุด
แห่งอภิญญาทั้ง ๖. จริงอยู่ เพื่อจะเปิดเผยเนื้อความที่กล่าวไว้นั่นแหละ
ด้วยบทนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ชำระโสตธาตุให้หมดจด.
คาถา ๑๒ คาถามีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ สตฺถารํ ดังนี้ พระวังคีส-
เถระเมื่อจะทูลว่าอุปัชฌาย์ของตนปรินิพพานแล้ว จึงกล่าวไว้. จริงอยู่

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 545 (เล่ม 53)

ในเวลาที่ท่านพระนิโครธกัปปเถระปรินิพพาน ท่านพระวังคีสะไม่ได้อยู่
พร้อมหน้า. ก็ความรำคาญทางมือเป็นต้นของท่านพระนิโครธกัปปเถระ
นั้น พระวังคีสะนั้นเคยเห็นแล้ว และก็ด้วยอำนาจแห่งวาสนาที่อบรมไว้
ในชาติก่อน ความรำคาญทางมือเป็นต้นเช่นนั้น ย่อมมีแม้แก่พระขีณาสพ
ทั้งหลาย เหมือนอย่างท่านพระปิลินทวัจฉะร้องเรียกด้วยวาทะว่า คนถ่อย
ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระวังคีสะเกิดความปริวิตกขึ้นว่า อุปัชฌาย์ของ
เราปรินิพพานหรือไม่หนอ. จึงได้ทูลถามพระศาสดา. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า พระวังคีสะเมื่อจะทูลถามว่า พระอุปัชฌาย์ปรินิพพาน (หรือ
เปล่า) จึงกล่าว (คาถา) ไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ ผู้สั่งสอนเวไนยสัตว์
ทั้งหลายด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นต้น.
บทว่า อโนมปญฺญํ ความว่า ความลามกเล็กน้อย ท่านเรียกว่า
โอมะ ต่ำทราม, ผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม ชื่อว่าอโนมปัญญะ อธิบายว่า ผู้มี
ปัญญามาก.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ได้แก่ เห็นประจักษ์ชัด อธิบายว่า ใน
อัตภาพนี้ทีเดียว.
บทว่า วิจิกิจฺฉานํ ได้แก่ ผู้ตัดความสงสัย หรือความปริวิตกเห็น
ปานนั้น.
บทว่า อลฺคาฬเว ได้แก่ ในวิหารกล่าวคืออัตตาฬวเจดีย์.
บทว่า ญาโต แปลว่า ปรากฏแล้ว.
บทว่า ยุสสฺสี ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยลาภและสักการะ.
บทว่า อภินิพฺพุตตฺโต ได้แก่ ผู้มีสภาพสงบระงับ คือมีจิตไม่เร่าร้อน.

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 546 (เล่ม 53)

บทว่า ตยา กตํ ได้แก่ ผู้มีนามอันท่านตั้งว่า นิโครธกัปปะ
เพราะเป็นผู้นั่งอยู่โคนต้นนิโครธอันพร้อมด้วยร่มเงาเช่นนั้น. ดังนั้น ท่าน
จึงกล่าวเอาโดยประการที่ตนกำหนดไว้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียก
ท่านอย่างนั้น เพราะเป็นผู้นั่งเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ตรัสเรียก แม้
เพราะท่านบรรลุพระอรหัตที่โคนต้นนิโครธนั้น.
ด้วยบทว่า พฺราหฺมณสฺส นี้ พระเถระกล่าวหมายชาติกำเนิด. ได้
ยินว่า ท่านพระนิโครธกัปปเถระออกบวชจากตระกูลพราหมณ์มหาศาล.
บทว่า นมสฺสํ อจรึ แปลว่า นมัสการอยู่.
บทว่า มุตฺยเปโข ได้แก่ ผู้ดำรงอยู่แล้วในพระนิพพาน.
พระวังคีสะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทฬฺหธมฺมทสฺสี ผู้ทรงเห็น
ธรรมอันมั่นคง. จริงอยู่ พระนิพพาน ชื่อว่าธรรมอันมั่นคง เพราะ
อรรถว่าไม่แตกทำลาย และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นและทรงแสดง
พระนิพพานนั้น.
เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละ โดยพระนามทางพระโคตรว่า
พระศากยะ ดังนี้บ้าง.
ด้วยบทว่า มยมฺปิ สพฺเพ นี้ พระเถระกล่าวแสดงตนรวมทั้งบริษัท
ทั้งหมด.
เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแหละว่า สมันตจักขุ ผู้มีพระจักษุ
รอบคอบ ดังนี้บ้าง ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ.
บทว่า สมวฏฺฐิตา แปลว่า ตั้งลงโดยชอบ คือทำความคำนึงตั้ง
อยู่แล้ว.

546