บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า อาศัยพระนิพพาน โดยกระทำให้เป็น
อารมณ์ แล้วปรินิพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
บทว่า กงฺขติ กาลํ ความว่า รอเวลาเพื่อต้องการอนุปาทิเสส
นิพพานในกาลบัดนี้. อธิบายว่า พระเถระนั้นไม่มีกิจอะไรที่จะพึงทำ จึง
เตรียมพร้อมด้วยประการที่จักเป็นผู้เช่นนี้.
คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า มานํ ปชหสฺสุ จงละมานะ พระเถระ
อาศัยปฏิภาณสมบัติบรรเทามานะที่เป็นไปแก่ตนกล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ปชหสฺสุ ความว่า จงสละมานะ
๙ ประการ มีมานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเป็นต้น.
ด้วยบทว่า โคตม นี้ พระเถระกล่าวถึงตนให้เป็นโคตมโคตร เพราะ
ตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมโคตร.
บทว่า มานปถํ ความว่า ท่านจงละ คือจงละขาดซึ่งชาติเป็นต้น
อันหุ้มห่อตัวด้วอโยนิโสมนสิการ การใส่ใจโดยไม่แยบคาย อันเป็นฐาน
ที่ตั้งให้มานะแพร่ไป โดยการละกิเลสที่เนื่องด้วยชาติเป็นต้นนั้น.
บทว่า อเสสํ แปลว่า ทั้งหมดเลย.
บทว่า มานปถมฺหิ ส มุจฺฉิโต ความว่า ผู้ถึงความสยบอันมีวัตถุ
ที่ตั้งแห่งมานะเป็นเหตุ.
บทว่า วิปฺปฏิสารีหุวา จิรรตฺตํ ความว่า เมื่อขณะแห่งการขวน-
ขวายในทางมานะนี้ล่วงไปแล้ว จักบรรลุพระอรหัตในกาลก่อนแท้ คือ
ได้เป็นผู้เดือดร้อนว่า เราฉิบหายเสียแล้ว.
บทว่า มกฺเขน มกฺขิตา ปชา ความว่า ชื่อว่า มีมักขะลบหลู่คุณ
ท่าน เพราะยกตนข่มผู้อื่นด้วยความกล้าเป็นต้น แล้วบดขยี้ด้วยมักขะอัน