พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 527 (เล่ม 53)

บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า อาศัยพระนิพพาน โดยกระทำให้เป็น
อารมณ์ แล้วปรินิพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
บทว่า กงฺขติ กาลํ ความว่า รอเวลาเพื่อต้องการอนุปาทิเสส
นิพพานในกาลบัดนี้. อธิบายว่า พระเถระนั้นไม่มีกิจอะไรที่จะพึงทำ จึง
เตรียมพร้อมด้วยประการที่จักเป็นผู้เช่นนี้.
คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า มานํ ปชหสฺสุ จงละมานะ พระเถระ
อาศัยปฏิภาณสมบัติบรรเทามานะที่เป็นไปแก่ตนกล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ปชหสฺสุ ความว่า จงสละมานะ
๙ ประการ มีมานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเป็นต้น.
ด้วยบทว่า โคตม นี้ พระเถระกล่าวถึงตนให้เป็นโคตมโคตร เพราะ
ตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมโคตร.
บทว่า มานปถํ ความว่า ท่านจงละ คือจงละขาดซึ่งชาติเป็นต้น
อันหุ้มห่อตัวด้วอโยนิโสมนสิการ การใส่ใจโดยไม่แยบคาย อันเป็นฐาน
ที่ตั้งให้มานะแพร่ไป โดยการละกิเลสที่เนื่องด้วยชาติเป็นต้นนั้น.
บทว่า อเสสํ แปลว่า ทั้งหมดเลย.
บทว่า มานปถมฺหิ ส มุจฺฉิโต ความว่า ผู้ถึงความสยบอันมีวัตถุ
ที่ตั้งแห่งมานะเป็นเหตุ.
บทว่า วิปฺปฏิสารีหุวา จิรรตฺตํ ความว่า เมื่อขณะแห่งการขวน-
ขวายในทางมานะนี้ล่วงไปแล้ว จักบรรลุพระอรหัตในกาลก่อนแท้ คือ
ได้เป็นผู้เดือดร้อนว่า เราฉิบหายเสียแล้ว.
บทว่า มกฺเขน มกฺขิตา ปชา ความว่า ชื่อว่า มีมักขะลบหลู่คุณ
ท่าน เพราะยกตนข่มผู้อื่นด้วยความกล้าเป็นต้น แล้วบดขยี้ด้วยมักขะอัน

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 528 (เล่ม 53)

มีลักษณะลบหลู่คุณของผู้อื่น, จริงอยู่ บุคคลลบหลู่คุณของคนอื่นด้วย
ประการใด ๆ ชื่อว่า ย่อมเช็ด คือละทิ้งคุณของตนด้วยประการนั้น ๆ.
บทว่า มานหตา ได้แก่ ผู้มีคุณความดี ถูกมานะขจัดเสียแล้ว.
บทว่า นิรยํ ปปตนฺติ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก.
บทว่า มคฺคชิโน ได้แก่ ชำนะกิเลสด้วยมรรค.
บทว่า กิตฺติญฺจ สุขญฺจ ได้แก่ เกียรติที่วิญญูชนสรรเสริญ และ
สุขอันเป็นไปทางกายและทางจิต.
บทว่า อนุโภติ แปลว่า ได้เฉพาะ.
บทว่า ธมฺมทโสติ ตมาหุ ตถตฺตํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
บุคคลนั้น ผู้ปฏิบัติชอบอย่างนั้นว่าเป็นผู้เห็นธรรม ตามเป็นจริง.
บทว่า อขิโล ได้แก่ ผู้เว้นจากกิเลสเครื่องตรึงใจ ๕ ประการ.
บทว่า ปธานวา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมัปปธานความเพียรชอบ.
บทว่า วิสุทฺโธ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีใจบริสุทธิ์ เพราะปราศจาก
เมฆ คือนิวรณ์.
บทว่า อุเสสํ ได้แก่ ละมานะทั้ง ๙ อย่างด้วยอรหัตมรรค.
บทว่า วิชฺชายนฺตกาโร สมิตาวี ความว่า พระเถระกล่าวสอนตน
ว่า เป็นผู้มีกิเลสสงบระงับแล้วโดยประการทั้งปวง ถึงที่สุดแห่งวิชชา ๓
ประการ.
ครั้นวันหนึ่ง ท่านพระอานนท์ อันราชมหาอำมาตย์คนหนึ่งนิมนต์
ในเวลาเช้า จึงไปเรือนของราชมหาอำมาตย์นั้นแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาตก
แต่งไว้ โดยมีท่านพระวังคีสะเป็นปัจฉาสมณะ. ลำดับนั้น หญิงทั้งหลาย

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 529 (เล่ม 53)

ในเรือนนั้น ประดับด้วยอลังการทั้งปวง พากันเข้าไปหาพระเถระ ไหว้
แล้วถามปัญหา ฟังธรรม.
ลำดับนั้น ความกำหนัดในวิสภาคารมณ์เกิดขึ้นแก่ท่านพระวังคีสะ
ผู้ยังบวชใหม่ไม่อาจกำหนดอารมณ์ได้ ท่านพระวังคีสะนั้น เป็นกุลบุตร
ผู้มีศรัทธา มีชาติเป็นคนตรง คิดว่าราคะนี้เพิ่มมากแก่เราแล้ว จะพึงทำ
ประโยชน์ปัจจุบัน ทั้งประโยชน์ภายภาคหน้า ให้พินาศทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่แล
เมื่อจะเปิดเผยความเป็นไปของตนแก่พระเถระ จึงกล่าวคาถาว่า กาม-
ราเคน ดังนี้เป็นต้น.
ในข้อนั้น เพื่อจะแสดงว่า แม้ถ้าความเร่าร้อนอันเกิดจากความ
กำหนัด เพราะกิเลสเบียดเบียนแม้กายได้ แต่เมื่อจะเบียดเบียนจิต ย่อม
เบียดเบียนได้นานกว่า พระเถระจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกกามราคะแผดเผา
แล้วกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าก็ถูกแผดเผา ดังนี้.
บทว่า นิพฺพาปนํ ความว่า ขอท่านจงให้โอวาทอันเป็นเหตุทำราคะ
ให้ดับ คือที่สามารถทำความเร่าร้อนเพราะราคะให้ดับ.
คาถามีว่า สญฺญาย วิปริเยสา เพราะความสำคัญผิด ดังนี้เป็นต้น
อันท่านพระอานนท์ถูกพระวังคีสะขอร้อง จึงกล่าวไว้.
บทว่า วิปริเยสา ความว่า เพราะความวิปลาส คือเพราะถือผิด-
แผก ซึ่งเป็นไปในสิ่งที่ไม่งามว่างาม.
บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ มีอันทำกิเลสให้เกิดเป็นนิมิต. บทว่า
ปริวชฺเชหิ แปลว่า จงสละเสีย.
บทว่า สุภํ ราคูปสํหิตํ ความว่า เมื่อจะเว้นสุภะ อันเป็นเหตุทำ
ราคะให้เจริญเป็นอารมณ์ พึงเว้นด้วยอสุภสัญญา กำหนดหมายว่าไม่งาม

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 530 (เล่ม 53)

พึงเว้นด้วยอนภิรติสัญญา กำหนดหมายว่าไม่น่ายินดี ในอารมณ์ทุกอย่าง
เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์เมื่อจะแสดงสัญญา แม้ทั้งสองนั้น จึง
กล่าวคำ มีอาทิว่า อสุภาย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุภาย ได้แก่ ด้วยอสุภานุปัสสนา
การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่าไม่งาม.
บทว่า จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ความว่า ท่านจงเจริญ
กระทำให้มีอารมณ์เลิศเป็นอันเดียว คือให้ตั้งมั่น ให้แอบแนบในอารมณ์
ทั้งหลาย โดยไม่มีความฟุ้งซ่านแห่งจิตของตน คือเราจักบอกอสุภานุ-
ปัสสนาที่พึงการทำได้ง่ายแก่ท่าน.
บทว่า สติ กายคตา ตฺยตฺถุ ความว่า การเจริญกายคตาสติที่กล่าว
แล้ว ท่านจงอบรมกระทำให้มาก.
บทว่า นิพฺพิทาพหุโล ภว ความว่า ท่านจงเป็นผู้มากด้วยความ
หน่ายในอัตภาพและในสิ่งทั้งปวง.
บทว่า อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ ความว่า โดยพิเศษ อนิจจานุปัสสนา
ชื่อว่า อนิมิต เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น แต่นั้นท่านจงละมานานุสัย
กิเลสอันนอนเนื่องคือมานะเสีย อธิบายว่า เมื่อจะเจริญอนิจจานุปัสสนา
นั้น จงตัดอย่างเด็ดขาดซึ่งมานานุสัย โดยการบรรลุอรหัตมรรคตามลำดับ
มรรค.
บทว่า มานาภิสมยา ได้แก่ ตรัสรู้เพราะเห็นมานะและเพราะละ
มานะ.
บทว่า อุปสนฺโต ความว่า ท่านชื่อว่าเข้าไปสงบ เพราะสงบราคะ
เป็นต้นได้ทั้งหมด จักเที่ยวไป คือจักอยู่.

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 531 (เล่ม 53)

คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า ตเมว วาจํ ดังนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงสุภาสิตสูตร พระเถระเกิดความโสมนัส เมื่อจะชมเชยพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์ จึงได้กล่าวไว้.
บทว่า ยายตฺตานํ น ตาปเย ความว่า ไม่พึงทำตนให้เดือดร้อน
คือให้ลำบากด้วยความเดือดร้อน ด้วยวาจาใดอันเป็นเหตุ.
บทว่า ปเร จ น วิหึเสยฺย ความว่า ไม่พึงเบียดเบียนทำลายคน
อื่นให้แตกกับคนอื่น.
บทว่า สา เว วาจา สุภาสิตา มีวาจาประกอบความว่า วาจานั้น
ชื่อว่าเป็นสุภาษิตโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น พึงกล่าวแต่วาจานั้นเท่านั้น
พระเถระสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยมีพระวาจาไม่ส่อเสียดด้วยคาถานี้.
บทว่า ปฏินนฺทิตา ความว่า ยินดี คือรักใคร่โดยเฉพาะหน้า คือ
ในเดี๋ยวนั้น และในกาลต่อไป ผู้สดับฟังรับเอา.
บทว่า ยํ อนาทาย ความว่า บุคคลเมื่อจะกล่าววาจาใด อย่าได้
ถือเอาคำหยาบคายอันไม่น่ารัก ไม่น่าปรารถนาของคนอื่น ย่อมแสดงแต่
วาจาที่น่ารัก อันไพเราะด้วยอรรถและพยัญชนะ.
บทว่า ตเมว ปิยวาจํ ภาเสยฺย ได้แก่ ชมเชยด้วยอำนาจวาจา
ที่น่ารัก.
บทว่า อมตา ได้แก่ ดุจน้ำอมฤต เพราะเป็นวาจายังประโยชน์ให้
สำเร็จ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า คำสัตย์แลยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารส
ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่วาจาที่เป็นประโยชน์ คือเป็นปัจจัยแก่
อมตะ คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นวาจาอมตะ.

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 532 (เล่ม 53)

บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน ความว่า ชื่อว่าสัจวาจานี้เป็นธรรม
ของเก่า คือพระพฤติเป็นประเพณี จริงอยู่ ข้อที่คนเก่าก่อนไม่พูดคำเหลาะ
แหละนี้แหละ เป็นความประพฤติของคนเก่าก่อน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า สัตบุรุษเป็นผู้ตั้งอยู่ในคำสัตย์ อันเป็นอรรถเป็นธรรม.
ในคำนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่าตั้งอยู่ในประโยชน์ตนและคนอื่น เพราะ
เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัจจะ ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ใน
ประโยชน์เท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อตฺเถ ธมฺเม นี้เป็นวิเสสนะของ
สัจจะนั่นแหละ. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในคำสัจ, ในคำสัจ
เช่นไร ? ในคำสัจที่เป็นอรรถเป็นธรรม ซึ่งเป็นที่ให้สำเร็จประโยชน์
คือไม่ทำการขัดขวางให้แก่คนอื่น เพราะไม่ปราศจากอรรถ (และ) ให้
สำเร็จธรรม คือประโยชน์อันเป็นไปในธรรมเท่านั้น เพราะไม่ปราศจาก
ธรรม. พระเถระสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยทรงมีพระวาจาสัตย์ด้วย
คาถานี้.
บทว่า เขมํ แปลว่า ปลอดภัย คือไม่มีอันตราย หากมีคำถามสอด
เข้ามาว่า เพราะเหตุไร ? ขอเฉลยว่า เพราะได้บรรลุพระนิพพานอัน
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ อธิบายว่า ชื่อว่าปลอดภัย เพราะเป็นเหตุให้ถึง
กิเลสนิพพาน และเป็นไปเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าตรัส
พระวาจาใด ชื่อว่าปลอดภัย เพราะทรงประกาศทางอันเกษม เพื่อประ-
โยชน์แก่นิพพานธาตุทั้งสองคือ เพื่อบรรลุพระนิพพาน หรือเพื่อทำที่สุด
แห่งทุกข์ วาจานั้นเท่านั้น เป็นวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย อธิบายว่า
วาจานั้นประเสริฐที่สุดกว่าวาจาทั้งปวง พระเถระเมื่อสดุดีพระผู้มีพระ-

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 533 (เล่ม 53)

ภาคเจ้า โดยมีพระดำรัสด้วยพระปรีชา ด้วยคาถานี้ จึงให้จบการสดุดีลง
ด้วยยอดคือพระอรหัต.
คาถา ๓ คาถามีอาทิว่า คมฺภีรปญฺโญ นี้ พระเถระกล่าวด้วยอำนาจ
การสรรเสริญท่านพระสารีบุตร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรปญฺโญ ความว่า ชื่อว่าผู้มีปัญญา
ลึกซึ้ง เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันละเอียด ซึ่งเป็นไปในขันธ์
และอายตนะเป็นต้นอันลึกล้ำ. ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญา
อันมีโอชาเกิดแต่ธรรม กล่าวคือเมธาปัญญา.
ชื่อว่า ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง เพราะความเป็นผู้ฉลาดในทาง
และมิใช่ทางอย่างนี้ว่า นี้ทางทุคติ นี้ทางสุคติ นี้ทางพระนิพพาน.
ชื่อว่าผู้มีปัญญามาก ด้วยอำนาจปัญญาอันถึงที่สุดแห่งสาวกบารมี-
ญาณอันใหญ่.
บทว่า ธมฺมํ เทเสติ ภิกฺขูนํ ความว่า ประกาศปวัตติ (ทุกข์)
และนิวัตติ (นิโรธ) โดยชอบ แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็เพื่อจะ
แสดงอาการเป็นไปแห่งเทศนานั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า โดยย่อบ้าง
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขิตฺเตนปิ ความว่า แสดงแม้โดยย่อ
อย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ อริยสัจ ๔ เหล่านี้. อริยสัจ ๔ เป็นไฉน ?
ทุกขอริยสัจ ๑ ฯ ล ฯ ดูก่อนผู้มีอายุ อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล, เพราะเหตุนั้น
แล ผู้มีอายุพึงกระทำความเพียรว่า นี้ทุกข์. เมื่อจำแนกอริยสัจเหล่านั้น
นั่นแหละออกแสดงแม้โดยพิสดาร โดยนัยมีอาทิว่า ก็ผู้มีอายุ ทุกขอริยสัจ

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 534 (เล่ม 53)

เป็นไฉน ? แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ดังนี้. แม้ในเทศนาเรื่องขันธ์เป็นต้น
ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สาลิกายิว นิคฺโฆโส ความว่า เมื่อพระเถระแสดงธรรม
ย่อมมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกสาลิกา ตัวได้ลิ้มรสมะม่วงสุกหวาน จึง
กระพือปีกทั้งสองแล้วเปล่งเสียงร้องอันไพเราะฉะนั้น. จริงอยู่ พระธรรม
เสนาบดีมีคำพูดไม่พร่าเครือด้วยอำนาจดีเป็นต้น, เสียงเปล่งออกประดุจ
กังสดาลที่เขาเคาะด้วยท่อนเหล็กฉะนั้น.
บทว่า ปฏิภาณํ อุทิยฺยติ ความว่า ปฏิภาณความแจ่มแจ้ง ย่อมตั้ง
ขึ้นพรั่งพรูประดุจลูกคลื่นตั้งขึ้นจากมหาสมุทร ในเมื่อท่านประสงค์จะ
กล่าว.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระสารีบุตร. บทว่า ตํ ได้แก่ กำลังแสดง
ธรรมอยู่.
บทว่า สุณนฺตี ได้แก่ เกิดความเอื้อเฟื้อว่า พระเถระกล่าวคำใด
แก่พวกเรา ๆ จักฟังคำนั้น ดังนี้ จึงฟังอยู่.
บทว่า มธุรํ แปลว่า น่าปรารถนา. บทว่า รชนีเยน ได้แก่ อัน
น่าใคร่. บทว่า สวนีเยน ได้แก่ มีความสบายหู. บทว่า วคฺคุนา
ได้แก่ มีความกลมกล่อมเป็นที่จับใจ.
บทว่า อุทคฺคจิตฺตา ได้แก่ เป็นผู้มีจิตเบิกบาน คือมีจิตไม่หดหู่
ด้วยอำนาจปีติอันประกอบความฟูใจ.
บทว่า มุทิตา ได้แก่ บันเทิงใจ คือประกอบด้วยความปราโมทย์.
บทว่า โอเธนฺติ ได้แก่ เงี่ยหูลง คือเข้าไปตั้งจิตเพื่อความรู้ทั่วถึง
จึงเงี่ยหูคอยฟังอยู่.

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 535 (เล่ม 53)

คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า อชฺช ปณฺณรเส ดังนี้ พระเถระได้เห็น
พระศาสดาประทับนั่ง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ห้อมล้อม เพื่อจะทรงแสดง
พระธรรมเทศนาปวารณาสูตร เมื่อจะสดุดี จึงกล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณรเส ความว่า ก็สมัยหนึ่ง พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในบุพพาราม ในเวลาเย็นทรงแสดงพระธรรม-
เทศนา อันเหมาะแก่กาลสมัยแก่บริษัทที่ถึงพร้อมแล้ว จึงโสรจสรงพระ-
วรกายในซุ้มสรงน้ำแล้วครองผ้า ทรงกระทำมหาจีวรเท่าสุคตประมาณ
เฉวียงบ่า ทรงประทับพิงเสากลาง ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขา
ตกแต่งไว้ในปราสาทของมิคารมารดา ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นั่งห้อม-
ล้อม ประทับนั่งในวันปวารณา ในวันอุโบสถนั้น ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕
ค่ำนี้.
บทว่า วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อต้องการความบริสุทธิ์ คือเพื่อวิสุทธิ-
ปวารณา.
บทว่า ภิกฺขู ปญฺจสตา สมาคตา ความว่า ภิกษุประมาณ ๕๐๐
รูปมาประชุมกัน ด้วยการนั่งห้อมล้อมพระศาสดา และด้วยอัธยาศัย.
บทว่า เต จ สํโยชนพนฺธนจฺฉิทา ความว่า ผู้ตัดกิเลสทั้งหลาย
อันเป็นเครื่องผูกสันดาน กล่าวคือสังโยชน์ดำรงอยู่ เพราะเหตุนั้นแหละ
จึงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ หมดสิ้นภพใหม่ เป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบาย
ว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีทุกข์อันเกิดจากกิเลส เป็นผู้มีภพใหม่
สิ้นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะแสวงหาศีลขันธ์
เป็นต้นอันเป็นของพระอเสขะ.

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 536 (เล่ม 53)

บทว่า วิชิตสงฺคามํ ความว่า ชื่อว่าผู้ทรงชนะสงคราม เพราะทรง
ชนะสงครามคือกิเลส คือเพราะทรงชนะมารและพลของมารได้เเล้ว.
บทว่า สตฺถวาหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าสัตถวาหะ
ผู้นำกองเกวียน เพราะทรงยกขึ้นรถ คืออริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
แล้วชนพาเวไนยสัตว์ทั้งหลายไป คือให้ข้ามพ้นจากสงสารกันดาร. ด้วย
เหตุนั้น สหัมบดีพรหมจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะ
สงคราม ผู้นำหมู่เกวียน ขอพระองค์โปรดเสด็จลุกขึ้น, พระสาวกทั้งหลาย
เข้าไปนั่งใกล้พระศาสดาพระองค์นั้น ผู้ทรงนำหมู่เกวียน ผู้ยอดเยี่ยม.
บทว่า เต วิชฺชา มจฺจุหายิโน มีวาจาประกอบความว่า ผู้อันพระ-
สาวกทั้งหลายเห็นปานนั้นห้อมล้อม เสด็จตามลำดับรอบ ๆ ไป ด้วยการ
เสด็จจาริกไปยังชนบท เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม
ฉะนั้น.
บทว่า ปลาโป แปลว่า ว่างเปล่า คือเว้นจากสาระในภายใน
อธิบายว่า เว้นจากศีล.
บทว่า วนฺเท อาทิจฺจพนฺธุนํ ความว่า พระเถระกล่าวว่า ข้า-
พระองค์ขอถวายบังคมพระทศพลบรมศาสดา ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระ-
อาทิตย์.
คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า ปโรสหสฺสํ ดังนี้ พระเถระเมื่อจะสดุดี
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยธรรมีกถาอัน
ปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน จึงได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า เกินกว่าพัน,
พระเถระกล่าวหมายเอาภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์.

536