พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 517 (เล่ม 53)

มรณภาพลง ณ อัคคาฬววิหาร ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ภิกษุรูปนั้น เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด มีนาม
ตามที่พระองค์ทรงตั้งให้ว่า พระนิโครธกัปปเถระ ผู้มุ่ง
ความหลุดพ้น ปรารภความเพียร เห็นธรรมอันมั่นคง
ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว. ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยะ
ทรงมีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งปวงปรารถนา
จะทราบพระสาวกองค์นั้น โสตของข้าพระองค์ทั้งหลาย
เตรียมพร้อมที่จะฟังพระดำรัสตอบ พระองค์เป็นพระ-
ศาสดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นผู้ยอด
เยี่ยม. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ขอ
พระองค์ทรงตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์
ทั้งหลายเถิด และขอได้โปรดตรัสบอกพระนิโครธกัปป-
เถระ ผู้ปรินิพพานแล้วนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าแต่
พระองค์ผู้มีจักษุรอบคอบ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอก
ในท่ามกลางแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด เหมือนท้าว
สักกเทวราชผู้มีพระเนตรตั้งพันดวง ตรัสบอกแก่เทวดา
ทั้งหลายฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดชนิดใดชนิดหนึ่งใน
โลกนี้ ซึ่งเป็นทางก่อให้เกิดความหลงลืม เป็นฝ่ายแห่ง
ความไม่รู้ เป็นมูลฐานแห่งความเคลือบแคลงสงสัย
กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น พอมาถึงพระตถาคตเจ้าก็
พินาศไป พระตถาคตเจ้าผู้มีพระจักษุนี้อันยิ่งกว่านรชน
ทั้งหลาย ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเป็นบุรุษชนิดที่ทรง

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 518 (เล่ม 53)

ถือเอาแต่เพียงพระกำเนิดมาเท่านั้นไซร้ ก็จะไม่พึงทรง
ประหารกิเลสทั้งหลายได้ คล้ายกับลมที่รำเพยพัดมาครั้ง
เดียว ไม่อาจทำลายกลุ่มเมฆหมอกที่หนาได้ฉะนั้น โลก
ทั้งปวงที่มืดอยู่แล้วก็จะยิ่งมืดหนักลง ถึงจะมีแสงสว่าง
มาบ้างก็ไม่สุกใสได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้กระทำ
แสงสว่างให้เกิดขึ้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชา เหตุ
นั้น ข้าพระองค์จึงขอเข้าถึงพระองค์ผู้ที่ข้าพระองค์เข้าใจ
ว่า ทรงทำ แสงสว่างให้เกิดขึ้นได้เองเช่นนั้น ผู้เห็นแจ้ง
ทรงรอบรู้สรรพธรรมตามความเป็นจริงได้ ขอเชิญพระ-
องค์โปรดทรงประกาศพระนิโครธกัปปเถระ ผู้อุปัชฌายะ
ของข้าพระองค์ที่ปรินิพพานไปแล้ว ให้ปรากฏในบริษัท
ด้วยเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเปล่งพระดำรัส
ก็ทรงเปล่งด้วยพระกระแสเสียงกังวานที่เกิดแต่นาสิก ซึ่ง
นับเข้าในมหาปุริสลักษณะประการหนึ่ง อันพระบุญญา-
ธิการแต่งมาดี ทั้งเปล่งได้รวดเร็ว และแผ่วเบาเป็น
ระเบียบ เหมือนกับพญาหงส์ทองท่องเที่ยวหาเหยื่อ พบ
ราวไพรใกล้สระน้ำ ก็ชูคอป้องปีกทั้งสองขึ้น ส่งเสียง
ร้องค่อย ๆ ด้วยจะงอยปากอันแดงฉะนั้น. ข้าพระองค์
ทั้งหมดตั้งใจตรง กำลังจะฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่
ข้าพระองค์จักเผยการเกิดและการตายที่ข้าพระองค์ละมา
ได้หมดสิ้นแล้ว จักแสดงบาปธรรมทั้งหมดที่เป็นเครื่อง
กำจัด เพราะผู้กระทำตามความพอใจของตน ๓ จำพวก

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 519 (เล่ม 53)

มีปุถุชนเป็นต้น ไม่อาจรู้ธรรมที่ตนปรารถนาหรือแสดง
ได้ ส่วนผู้กระทำตามความไตร่ตรอง พิจารณาตามเหตุ
ผลของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย สามารถจะรู้ธรรมที่ตน
ปรารถนาทั้งแสดงได้ พระดำรัสของพระองค์นี้เป็นไวยา-
กรณ์อันสมบูรณ์ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วด้วยพระปัญญาที่
ตรง ๆ โดยไม่มีการเสียดสีใครเลย การถวายบังคม
ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อันข้าพระองค์ถวายบังคมดีแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม พระองค์ทรงทราบ
แล้วจะทรงหลงลืมไปก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีวิริยะ
อันไม่ต่ำทราม พระองค์ตรัสรู้อริยธรรมอันประเสริฐกว่า
โลกิยธรรมแล้ว ก็ทรงทราบไญยธรรมทุกอย่างได้อย่าง
ไม่ผิดพลาด ข้าพระองค์หวังเป็นอย่างยิ่งซึ่งพระดำรัสของ
พระองค์ เหมือนกับคนที่มีร่างกายอันชุ่มเหงื่อคราวหน้า
ร้อน ย่อมปรารถนาน้ำเย็นฉะนั้น ขอพระองค์ทรงยังฝน
คือพระธรรมเทศนาที่ข้าพระองค์เคยฟังมาแล้วให้ตกลงมา
เถิด พระเจ้าข้า ท่านพระนิโครธกัปปะ ได้ประพฤติพรหม-
จรรย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของท่านนั้นเป็นประ-
โยชน์ไม่เปล่าแลหรือ ท่านนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพ-
พานแล้วหรือ ท่านเป็นพระเสขะยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่
หรือว่าท่านเป็นพระอเสขะผู้หลุดพ้นแล้ว ข้าพระองค์ขอ
ฟังพระดำรัสที่ข้าพระองค์มุ่งหวังนั้น พระเจ้าข้า.

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 520 (เล่ม 53)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า
พระนิโครธกัปปะได้ตัดขาดความทะเยอทะยานอยาก
ในนามและรูปนี้ กับทั้งกระแสแห่งตัณหาอันนอนเนื่อง
อยู่ในสันดานมาช้านานแล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะได้
หมดสิ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยพระ-
จักษุ ๕ ได้ตรัสพระดำรัสเพียงเท่านี้.
พระวังคีสะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ ข้าพระองค์นี้
ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็เสื่อมใส ทราบว่า
คำถามที่ข้าพระองค์ทูลถามแล้วไม่ไร้ประโยชน์ พระองค์
ไม่หลอกลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระ-
พุทธเจ้า มีปกติกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายคือ
ตัณหาอันสร้างขวาง มั่นคง ของพระยามัจจุราชผู้มากเล่ห์
ได้เด็ดขาด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระนิโครธ-
กัปปเถระกัปปายนโคตร ได้เห็นมูลเหตุแห่งอุปาทาน
ข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยากได้แล้วหนอ ข้าแต่พระองค์
ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอนมัสการท่าน
พระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็นวิสุทธิเทพผู้ล่วงเสียซึ่งเทพดา
ผู้เป็นอนุชาตบุตรของพระองค์ ผู้มีความเพียรมาก ผู้
ประเสริฐสุด ทั้งเป็นโอรสของพระองค์ผู้ประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น คาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า เราเป็นผู้ออกบวช
แล้ว ดังนี้ ท่านพระวังคีสะยังเป็นผู้ใหม่ บวชยังไม่นาน เห็นพวกหญิง

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 521 (เล่ม 53)

มากหลายผู้ไปวิหารตกแต่งร่างกายสวยงามก็เกิดความกำหนัด เมื่อจะ
บรรเทาความกำหนัดที่เกิดขึ้นนั้น จึงได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺขนฺตํ วต มํ สนฺตํ อคารสฺมานคาริยํ
ความว่า เราผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนอยู่.
บทว่า วิตกฺกา ได้แก่ วิตกอันลามกมีกามวิตกเป็นต้น.
บทว่า อุปธาวนฺติ ความว่า ย่อมเข้าถึงจิตของเรา.
บทว่า ปคพฺภา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความคะนอง คือทำวาง
อำนาจ. ชื่อว่าผู้หมดความอาย เพราะไม่บริหารอย่างนี้ว่า ผู้นี้ออกจาก
เรือนบวช ไม่ควรตามกำจัดผู้นี้.
บทว่า กณฺหโต แปลว่า โดยความดำ อธิบายว่า โดยความลามก.
ความที่บุตรของคนสูงศักดิ์เหล่านั้นประจักษ์แก่ตน พระเถระจึง
กล่าวว่า อิเม แปลว่า เหล่านี้.
พวกมนุษย์ผู้เลี้ยงชีวิตไม่บริสุทธิ์ มีสมัครพรรคพวกมาก ท่าน
เรียกว่า อุคคะ เพราะเป็นผู้มีกิจยิ่งใหญ่. บุตรทั้งหลายของอุคคชน
เหล่านั้น ชื่อว่าอุคคบุตร.
บทว่า มหิสฺสาสา แปลว่า ผู้มีลูกธนูมาก.
บทว่า สิกฺขิตา ได้แก่ ผู้เรียนศิลปะในตระกูลของอาจารย์ถึง ๑๒ ปี
บทว่า ทฬฺหธมฺมิโน ได้แก่ เป็นผู้มีธนูแข็ง. เรี่ยวแรง ๒,๐๐๐ แรง
ท่านเรียกทัฬธนู ธนูแข็ง. ก็เครื่องผูกสายธนูที่ต้นสาย ใช้หัวโลหะ
เป็นต้นหนัก คนที่จับด้ามแล้วยกขึ้นพ้นจากแผ่นดินชั่วประมาณหนึ่งลูกศร
ชื่อว่าทวิสสหัสสถามะ เรี่ยวแรงยก ๒,๐๐๐ แรง.

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 522 (เล่ม 53)

บทว่า สมนฺตา ปริกิเรยฺยุํ ได้แก่ ปล่อยลูกศรไปรอบด้าน. หาก
จะมีคำถามว่า มีลูกศรเท่าไร ตอบว่า ลูกศรพันหนึ่งทำให้ศัตรูหนีไม่ทัน
อธิบายว่า ลูกศรหนึ่งพันไม่ทรงหน้าคนอื่นในสนามรบ.
บุตรของคนผู้ยิ่งใหญ่ประมาณ ๑,๐๐๐ ได้ศึกษามาเชี่ยวชาญ เป็น
ผู้ยิ่งใหญ่มีธนูแข็งผู้แม่นธนู แม้ในกาลไหน ๆ ก็ไม่พ่ายแพ้ในการรบ
เป็นผู้ไม่ประมาท ยืนพิงเสารอบด้าน แม้ถ้าจะพึงยิงสาดลูกศรไปไซร้
แม้นักแม่นธนูพันคนแม้ผู้เช่นนั้น ยิงลูกศรมารอบด้าน คนที่ศึกษามาดี
แล้ว จับคันศร ทำลูกศรทั้งหมดไม่ให้ตกลงในร่างกายของตน ให้ตกลง
แทบเท้า. บรรดานักแม่นธนูเหล่านั้น นักแม่นธนูแม้คนหนึ่ง ชื่อว่ายิง
ลูกศร ๒ ลูกไปรวมกัน ย่อมไม่มี, แต่หญิงทั้งหลายยิงลูกศรคราวละ ๕ ลูก
ด้วยอำนาจรูปารมณ์เป็นต้น, เมื่อยิงไปอย่างนั้น.
บทว่า เอตฺตกา ภิยฺโย ความว่า หญิงเป็นอันมากแม้ยิ่งกว่าหญิง
เหล่านี้ ย่อมขจัดโดยภาวะที่ร่าเริงด้วยกิริยาอาการแห่งหญิงเป็นต้นของตน.
บทว่า สกฺขี หิ เม สุตํ เอตํ ความว่า เรื่องนี้เราได้ยินได้ฟังมา
ต่อหน้า.
บทว่า นิพฺพานคมนํ มคฺคํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจลิงควิปลาส,
อธิบายว่า ทางเป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. ท่านกล่าวหมายเอา
วิปัสสนา.
บทว่า ตตฺถ เม นิรโต มโน ความว่า จิตของเรายินดีแล้ว ใน
วิปัสสนามรรคนั้น.
บทว่า เอวญฺเจ มํ วิหรนฺตํ ได้แก่ เราผู้อยู่อย่างนี้ ด้วยการเจริญ
ฌานมีอนิจจลักษณะ และอสุภเป็นอารมณ์ และด้วยการเจริญวิปัสสนา.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 523 (เล่ม 53)

พระเถระเรียกกิเลสมารว่า ปาปิมะ ผู้ลามก.
บทว่า ตถา มจฺจุ กริสฺสามิ น เม มคฺคมฺปิ ทกฺขสิ มีวาจา
ประกอบความว่า เราจักกระทำมัจจุ คือที่สุด โดยประการที่ท่านไม่เห็น
แม้แต่ทางที่เราทำไว้.
คาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า อรติญฺจ ดังนี้ พระเถระเมื่อบรรเทา
ความไม่ยินดีเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในสันดานของตน ได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรตึ ได้แก่ ผู้กระสันในธรรม คือ
อธิกุศล และในเสนาสนะอันสงัด.
บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณ ๕.
บทว่า ปหาย แปลว่า ละแล้ว.
บทว่า สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ ความว่า ละได้โดยสิ้นเชิง
ซึ่งมิจฉาวิตก อันอาศัยเรือน คือที่ปฏิสังยุตด้วยบุตรและทาระ และความ
ตริถึงญาติเป็นต้น.
บทว่า วนถํ น กเรยฺย กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึงทำความอยากใน
วัตถุทั้งปวง ทั้งประเภทที่เป็นไปในภายในและภายนอก.
บทว่า นิพฺพนโถ อวนโถ ส ภิกฺขุ ความว่า ก็บุคคลใดไม่มีความ
อยากโดยประการทั้งปวง เพราะความเป็นผู้ไม่มีความอยากนั้นนั่นแหละ
ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลส เพราะไม่มีความเพลิดเพลินในอารมณ์ไหน ๆ
บุคคลชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นโดยชอบซึ่งภัยในสงสาร และเพราะ
ทำลายกิเลสได้แล้ว.
บทว่า ยมิธ ปฐวิญฺจ เวหาสํ รูปคตํ ชคโตคธํ กิญฺจิ ความว่า
รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ที่อยู่บนแผ่นดิน คือที่อาศัยแผ่นดิน ที่อยู่

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 524 (เล่ม 53)

ในอากาศ คือที่ตั้งในอากาศ ได้แก่ที่อาศัยเทวโลก มีสภาวะผู้พัง ซึ่ง
อยู่ในแผ่นดิน คือมีอยู่ในโลก อันนับเนื่องในภพทั้ง ๓ อันปัจจัย
ปรุงแต่ง.
บทว่า ปริชียติ สพฺพมนิจฺจํ ความว่า รูปทั้งหมดนั้นถูกชราครอบ-
งำ แต่นั้นแหละเป็นของไม่เที่ยง แต่นั้นแล เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พระเถระกล่าวถึงการยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ ด้วยประการฉะนี้. บางอาจารย์
กล่าวว่า นี้เป็นวิปัสสนาของพระเถระ.
บทว่า เอวํ สเมจฺจ จรนฺติ. มุตตฺตา ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย
ตรัสรู้ คือตรัสรู้เฉพาะอย่างนี้ ได้แก่ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วย
วิปัสสนา มีตนอันหลุดพ้นแล้ว คือมีอัตภาพอันกำหนดรู้แล้ว เที่ยวไป
คืออยู่.
บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในอุปธิคือขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า ชนา ได้แก่ ปุถุชนผู้บอด.
บทว่า คธิตาเส ได้แก่ มีจิตปฏิพัทธ์. ก็ในที่นี้ พระเถระเมื่อจะ
แสดงโดยพิเศษว่า พึงนำออกไปซึ่งความพอใจในอุปธิคือกามคุณ จึง
กล่าวว่า ในรูปที่ได้เห็น และเสียงที่ได้ยิน และในสิ่งที่มากระทบ
และในอารมณ์ที่ได้ทราบ.
บทว่า ทิฏฺฐสุเต ได้แก่ ในรูปที่เห็น และเสียงที่ได้ฟัง อธิบายว่า
รูปและเสียง.
บทว่า ปฏิเฆ ได้แก่ ในสิ่งที่กระทบ คือในโผฏฐัพพะ.
บทว่า มุเต ได้แก่ ในอารมณ์ที่ได้ทราบ ที่เหลือจากอารมณ์ที่
กล่าวแล้ว อธิบายว่า ในกลิ่นและรสทั้งหลาย. ในสารัตถปกาสินี ท่าน

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 525 (เล่ม 53)

กล่าวว่า ถือเอากลิ่นและรสด้วยบทว่า ปฏิฆะ ถือเอาโผฏฐัพพารมณ์ด้วย
บทว่า มุตะ.
บทว่า เอตฺถ วิโนทย ฉนฺทมเนโช ความว่า ท่านจงบรรเทา
กามฉันทะในเบญจกามคุณอันมีรูปที่เห็นเป็นต้นเป็นประเภทนี้ เมื่อเป็น
อย่างนั้น ท่านจะเป็นผู้ไม่หวั่นไหว คือไม่กำหนดในอารมณ์ทั้งปวง.
บทว่า โย เหตฺถ น ลิมฺปติ มุนิ ตมาหุ ความว่า ก็บุคคลใดย่อม
ไม่ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทาคือตัณหาในกามคุณนี้ บัณฑิตทั้งหลายย่อม
เรียกบุคคลนั้นว่า มุนี เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในโมไนยธรรม ธรรมของมุนี.
ด้วยการอธิบายว่า พระบาลีว่า อถ สฏฺฐิสิตา ถ้าว่าอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ดังนี้
อาจารย์บางพวกจึงกล่าวความหมายว่า อาศัยธรรมารมณ์ ๖๐ ประการ.
ก็พระบาลีมีว่า เป็นไปกับด้วยวิตกอันอาศัยทิฏฐิ ๖๘ ประการ, จริงอยู่
อารมณ์มีประมาณน้อย คือหย่อนหรือเกินไป ย่อมไม่นับเอาแล.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อฏฺฐสฏฺฐิสิตา ความว่า มิจฉา-
วิตกอันอาศัยทิฏฐิ ๖๒ ประการ และบุคคลผู้เป็นไปในคติแห่งทิฏฐิ เป็น
ผู้เชื่อลัทธิว่าไม่มีสัตตาวาสภูมิเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๗ ชั้น เพราะเหตุนั้น
จึงเว้นอธิจจสมุปปันนวาทะว่า เกิดผุดขึ้นโดยไม่มีเหตุ แล้วจึงกล่าวด้วย
อำนาจวาทะนอกนี้ว่า ถ้าว่าอธรรมทั้งหลายเป็นไปกับด้วยวิตก อาศัย
ทิฏฐิ ๖๐ ประการดังนี้. เพื่อจะแสดงว่า เหมือนอย่างว่าที่เรียกว่าภิกษุ
เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือกิเลสฉันใด ที่เรียกว่าภิกษุ แม้เพราะไม่มี
เครื่องฉาบทาคือทิฏฐิก็ฉันนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ดังนี้
เป็นต้น.

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 526 (เล่ม 53)

บทว่า ปุถุชฺชนตาย อธมฺมา นิวิฏฺฐา ความว่า ก็มิจฉาวิตกเหล่า
นั้น มิใช่ธรรม คือปราศจากธรรม ด้วยอำนาจยึดถือว่าเที่ยงเป็นต้น
ตั้งลงแล้ว คือตั้งลงเฉพาะแล้วในความเป็นปุถุชน คือในคนอันธพาล.
บทว่า น จ วคฺคคตสฺส กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึงเป็นไปในพวก
มิจฉาทิฏฐิมีสัสสตวาทะว่าเที่ยงเป็นต้นในวัตถุนั้น ๆ คือไม่ถือลัทธินั้น.
ส่วนในอรรถกถาท่านยกบทขึ้นดังว่า ถ้าว่าอธรรมทั้งหลายเป็นไปกับวิตก
อาศัยทิฏฐิ ๖๐ ตั้งมั่นในความเป็นปุถุชน ดังนี้แล้วกล่าวว่า ถ้าว่าวิตก
ที่ไม่เป็นธรรมเป็นอันมากอาศัยอารมณ์ ๖ ตั้งลงมั่น เพราะทำให้เกิด
และกล่าวว่าไม่พึงเป็นพรรคพวกในอารมณ์ไหน ๆ อย่างนั้น อธิบายว่า
ไม่พึงเป็นพวกกิเลสในอารมณ์ไหนๆ ด้วยอำนาจวิตกเหล่านั้น.
บทว่า โน ปน ทุฏฺฐุลฺลคาหี ส ภิกฺขุ ความว่า บุคคลใดไม่พึง
เป็นผู้มักพูดคำหยาบ คือพูดผิด เพราะถูกกิเลสประทุษร้าย และเพราะ
เป็นวาทะหยาบเหลือหลาย บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ.
บทว่า ทพฺโพ ได้แก่ ผู้มีชาติฉลาด คือเป็นบัณฑิต.
บทว่า จิรรตฺตสมาหิโต แปลว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิตั่งแต่กาลนาน
มาแล้ว.
บทว่า อกุหโก แปลว่า เว้นจากความโกหก คือไม่โอ้อวด ไม่มี
มายา.
บทว่า นิปโก แปลว่า ผู้ละเอียดละออ คือผู้เฉลียวฉลาด. บทว่า
อปิหาลุ แปลว่า ผู้หมดตัณหาความอยาก.
บทว่า สนฺตํ ปทํ อชฺฌคมา ได้แก่ บรรลุพระนิพพาน. ชื่อว่า
มุนี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรนอันเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นมุนี.

526