พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 507 (เล่ม 53)

บาทแล้ว นั่งลงในที่ใกล้พระศาสดา.
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้
ตรัสถามเราว่า ดูก่อนวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตาย
ไปแล้วว่า จะไปสุคติหรือทุคติ ด้วยวิชาพิเศษของท่าน
จริงหรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด. เมื่อเรา
ทูลรับแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงศีรษะ ๓ ศีรษะ เราได้
กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก ได้แสดงศีรษะ
ของพระขีณาสพ.
ลำดับนั้น เราหมดมานะ จึงได้อ้อนวอนขอบรรพชา
ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสดุดีพระสุคตเจ้าโดยไม่เลือก
สถานที่ ทีนั้นแหละภิกษุทั้งหลายพากันโพนทะนาว่า เรา
เป็นจินตกวี.
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นวิเศา ได้ตรัสถามเรา
เพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุ
สำหรับคนทั้งหลายผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์-
กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุ
สำหรับข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
วังคีสะ ถ้าถระนั้นท่านจงกล่าวสดุดีเรา โดยควรแก่เหตุ
ในบัดนี้.
ครั้งนั้น เราได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระ-

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 508 (เล่ม 53)

ฤาษีสูงสุด พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึง
ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราดูหมิ่นภิกษุอื่น ๆ
ก็เพราะปฏิภาณอันวิจิตร เรามีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความ
สลดใจ เพราะเหตุนั้น จึงได้บรรลุพระอรหัต.
พระผู้มีพระเจ้าภาคได้ตรัสว่า ไม่มีใครอื่นที่จะเลิศ
กว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ เหมือนดังวังคีสะภิกษุนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้.
กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เรา
ในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจาก
แล่งฉะนั้น เราเผากิเลสของเราได้แล้ว กิเลสทั้งหลาย
เราเผาเสียแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนได้แล้ว เราตัดเครื่อง
ผูกเหมือนช้างทำลายปลอก ไม่มีอาสวะอยู่. เราเป็นผู้
มาดีแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ วิชชา ๓
เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้
ทำเสร็จแล้ว. คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ เราได้ทำหำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะไปเฝ้าพระบรมศาสดา
ได้สรรเสริญ (คุณ) พระศาสดาด้วยบทหลายร้อย เปรียบเทียบกับสิ่งนั้น ๆ
ตั้งแต่ตาเห็นได้ไป คือเปรียบด้วยพระจันทร์, พระอาทิตย์, อากาศ,
มหาสมุทร, ขุนเขาสิเนรุ, พระยาสีหราช และพระยาช้าง แล้วจึงเข้าไป
เฝ้า ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ จึงทรงสถาปนา

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 509 (เล่ม 53)

ท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ. ครั้งนั้น พระสังคีติ-
กาจารย์ ได้รวบรวมคาถานี้ที่พระเถระอาศัยความคิดนั้น ๆ กล่าวไว้ใน
กาลก่อนและภายหลัง แต่การบรรลุพระอรหัต และที่พระอานันทเถระ
เป็นต้นกล่าวไว้เฉพาะพระเถระ แล้วยกขึ้นสังคายนา ความว่า
ความตรึกทั้งหลายกับความคะนองอย่างเลวทรามเหล่านี้
ได้ครอบงำเราผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต เหมือนกับบุตร
ของคนผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักแม่นธนูมาก ทั้งได้ศึกษาวิชา
ธนูศิลป์มาอย่างเชี่ยวชาญ ตั้งพันคนยิงลูกธนูมารอบตัว
ให้ศัตรูหนีไปไม่ได้ฉะนั้น. ถึงแม้พวกหญิงจักมามากยิ่ง
กว่านี้ ก็จักทำการเบียดเบียนเราไม่ได้ เพราะเราได้ตั้ง
อยู่ในธรรมเสียแล้ว. ด้วยว่าเราได้สดับทางอันเป็นที่ให้
ถึงนิพพานของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
อย่างชัดแจ้ง ใจของเราก็ยินดีในทางนั้น. ดูก่อนมารผู้
ชั่วร้าย ถ้าท่านยังเข้ามารุกรานเราผู้เป็นอยู่อย่างนี้ ท่านก็
จะไม่ได้เห็นทางของเรา ตามที่เรากระทำไม่ให้ท่านเห็น.
ภิกษุควรละความไม่ยินดี ความยินดีและความตรึก
อันเกี่ยวกับบุตรและภรรยาเสียทั้งหมด ไม่ควรทำตัณหา
ดังป่าชัฏในที่ไหน ๆ อีก เพราะผู้นั้นไม่มีตัณหาเพียงดัง
ป่าชัฏ จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัย
แผ่นดินก็ดี อากาศก็ดี อยู่ใต้แผ่นดินก็ดี ทั้งหมดล้วน
ไม่เที่ยง ย่อมคร่ำคร่าไป ผู้แทงตลอดอย่างนี้แล้วย่อม
เที่ยวไป เพราะเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว. ปุถุชนทั้งหลายหมก

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 510 (เล่ม 53)

มุ่นพัวพันอยู่ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง กลิ่นที่มา
กระทบ และอารมณ์ที่ได้ทราบ, ภิกษุควรเป็นผู้ไม่หวั่น-
ไหว กำจัดความพอใจในเบญจกามคุณเหล่านี้เสีย เพราะ
ผู้ใดไม่ติดอยู่ในเบญจกามคุณเหล่านี้ บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี. ที่นั้น มิจฉาทิฏฐิซึ่งอิงอาศัยทิฏฐิ
๖๐ ประการ เป็นไปกับด้วยความตรึกอันไม่เป็นธรรม จึง
ตั้งมั่นลงในความเป็นปุถุชน. ในกาลไหน ๆ ผู้ใดไม่เป็น
ไปตามอำนาจของกิเลส ทั้งไม่กล่าวถ้อยคำหยาบคาย
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี. ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีจิตมั่นคงตลอด
กาลนาน ไม่ลวงโลก มีปัญญารักษาตน ไม่มีความ
ทะเยอทะยานเป็นมุนี ได้บรรลุสันติบทแล้ว หวังคอย
เวลาเฉพาะปรินิพพานเท่านั้น.
ดูก่อนท่านผู้สาวกของพระโคดม ท่านจงละทิ้งความ
เย่อหยิ่งเสีย จงละทิ้งทางแห่งความเย่อหยิ่งให้หมดด้วย
เพราะผู้หมกมุ่นอยู่ในทางแห่งความเย่อหยิ่ง จะต้อง
เดือดร้อนอยู่ตลอดกาลนาน. หมู่สัตว์ผู้มีความลบหลู่คุณ
ท่าน ถูกมานะกำจัดแล้ว ย่อมตกนรก. หมู่ชนถูกความ
ทะนงตัวกำจัดแล้ว พากันตกนรก ย่อมเศร้าโศกตลอด
กาลนาน. ในกาลบางครั้ง ภิกษุผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ชนะ
กิเลสด้วยมรรค ย่อมไม่เศร้าโศก ลับจะได้เกียรติคุณ
และความสุข บัณฑิตทั้งหลายเรียกภิกษุผู้ประพฤติชอบ
อย่างนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม. เพราะเหตุนั้น ภิกษุใน

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 511 (เล่ม 53)

ศาสนานี้ ไม่ควรมีกิเลสเครื่องตรึงใจ ควรมีแต่ความ
เพียรชอบ ละนิวรณ์แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ และละมานะ
โดยไม่เหลือแล้ว เป็นผู้สงบระงับ บรรลุถึงที่สุดแห่ง
วิชชาได้.
ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ และจิตใจของข้าพเจ้า
ก็เร่าร้อนเพราะกามราคะเหมือนกัน ดูก่อนท่านผู้สาวก
พระโคดม ขอพระคุณจงกรุณาบอกธรรมเครื่องดับความ
เร่าร้อนด้วยเถิด.
จิตของท่านเร่าร้อนก็เพราะความสำคัญผิด เพราะ-
ฉะนั้น ท่านจงละสุภนิมิตอันประกอบด้วยราคะเสีย ท่าน
จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นอันเดียว ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ด้วย
การพิจารณาสิ่งทั้งปวงว่าไม่สวยงาม จงอบรมกายคตาสติ
จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย ท่านจงเจริญอนิ-
มิตตานุปัสสนา (คืออนิจจานุปัสสนา) จงตัดอนุสัยคือ
มานะเสีย แต่นั้นท่านจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป เพราะ
ละมานะได้.
บุคคลควรพูดแต่วาจาที่ไม่ทำตนให้เดือดร้อน อนึ่ง
วาจาใดไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นวาจาสุภาษิต
บุคคลควรพูดแต่วาจาที่น่ารัก ทั้งเป็นวาจาที่ทำให้ร่าเริงได้
ไม่พึงยึดถือวาจาที่ชั่วช้าของคนอื่น พึงกล่าวแต่วาจาอัน
เป็นที่รัก. คำสัตย์แลเป็นวาจาที่ไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของ
เก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในคำสัตย์ ทั้งที่เป็น

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 512 (เล่ม 53)

อรรถเป็นธรรม. พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด เป็น
พระวาจาปลอดภัย เป็นไปเพื่อบรรลุนิพพาน และเพื่อทำ
ที่สุดทุกข์ พระวาจานั้นแลเป็นพระวาจาสูงสุดกว่าวาจา
ทั้งปวง.
ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์
ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีปัญญามาก แสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลาย ย่อบ้าง พิสดารบ้าง เสียงของท่านผู้กำลัง
แสดงธรรมอยู่ ไพเราะเหมือนกับเสียงนกสาริกา เปล่ง
ขึ้นได้ชัดเจน รวดเร็ว เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร เมื่อ
ท่านแสดงธรรมอยู่ด้วยเสียงอันน่ายินดี น่าสดับฟัง
ไพเราะจับใจ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำไพเราะ ก็มีใจร่าเริง
เบิกบาน พากันตั้งใจฟัง.
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำวันนี้ เป็นวันปวารณาวิสุทธิ์ ภิกษุ
ประมาณ ๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ล้วนแต่เป็นผู้ตัดเครื่อง
เกาะเกี่ยวผูกพันเสียได้สิ้น ไม่มีความทุกข์ สิ้นภพ สิ้น
ชาติแล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐทั้งนั้น
พระเจ้าจักรพรรดิมีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเลียบ
แผ่นดินอันไพศาลนี้ มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไปรอบ ๆ
ได้ฉันใด พระสาวกทั้งหลาย ผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราช
ได้แล้ว พากันเข้ารูปห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ชนะ
สงครามแล้ว เป็นพระผู้นำชั้นเยี่ยมฉันนั้น พระสาวก

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 513 (เล่ม 53)

ทั้งมวลล้วนแต่เป็นพระชิโนรส ก็ในพระสาวกเหล่านี้
ไม่มีความว่างเปล่าจากคุณธรรมเลย ข้าพระองค์ขอถวาย
บังคมพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้ทรง
ประหารลูกศรคือตัณหาได้แล้ว.
ภิกษุนากกว่าพัน ได้เข้ารูปเฝ้าพระสุคตเจ้าผู้กำลัง
ทรงแสดงธรรมอันปราศจากธุลี คือพระนิพพาน อันไม่
มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งใจฟังธรรมอัน
ไม่มีมลทิน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าอันหมู่ภิกษุห้อมล้อม เป็นสง่างามแท้
หนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า นาคะผู้
ประเสริฐ ทรงเป็นพระฤาษีผู้สูงสุดกว่าฤาษีทั้งหลาย ทรง
โปรยฝนคืออมฤตธรรมใดพระสาวกทั้งหลายคล้ายกับฝน
ห่าใหญ่ฉะนั้น. ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระวังคีสะผู้สาวก
ของพระองค์ ออกจากที่พักกลางวันมาถวายบังคมพระ-
ยุคลบาทอยู่ ด้วยประสงค์จะเข้าเฝ้าพระองค์.
พระศาสดาตรัสว่า
พระวังคีสะครอบงำทางแห่งกิเลสมารได้แล้ว ทั้ง
ทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจดีแล้ว จึงเที่ยวไปอยู่ เธอ
ทั้งหลายจงดูพระวังคีสะผู้ปลดเปลื้องเครื่องผูกได้แล้ว ผู้
อันตัณหามานะและทิฏฐิ ไม่อิงแอบแล้ว ทั้งจำแนกธรรม
เป็นส่วน ๆ ได้ด้วยนั้น เป็นตัวอย่างเถิด. อันที่จริง พระ-
วังคีสะ ได้บอกทางไว้หลายประการ เพื่อให้ข้ามห้วงน้ำ

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 514 (เล่ม 53)

คือกามเป็นต้น ก็ในเมื่อพระวังคีสะได้บอกทางอันไม่ตาย
นั้นไว้ให้แล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฟังแล้ว ก็ควรเป็นผู้ตั้ง
อยู่ในความเป็นผู้เห็นธรรม ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน
ธรรม พระวังคีสะเป็นผู้ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น แทง
ตลอดแล้วซึ่งธรรมฐิติทั้งปวง แสดงธรรมอันเลิศตาม
กาลเวลาได้อย่างฉับพลัน เพราะรู้มาเองและเพราะทำให้
แจ้งมาเอง เมื่อพระวังคีสะแสดงธรรมด้วยดีแล้วอย่างนี้
จะประมาทอะไรต่อธรรมของท่านผู้รู้แจ้งเล่า เพราะเหตุ
นั้นแหละ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสอนของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจศึกษาไตรสิกขา ใน
กาลทุกเมื่อเถิด.
พระวังคีสะกล่าวชมพระอัญญาโกณฑัญญะว่า
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระ-
พุทธเจ้า มีความเพียรอย่างแรงกล้า ได้วิเวกอันเป็น
ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขเป็นนิตย์ สิ่งใดที่พระสาวกผู้กระทำ
ตามคำสอนของพระศาสดาจะพึงบรรลุ สิ่งนั้นทั้งหมดท่าน
พระอัญญาโกณฑัญญูเถระ ไม่ประมาทศึกษาอยู่ ก็บรรลุ
ตามได้แล้ว ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระมีอานุภาพ
มาก มีวิชชา ๓ ฉลาดในการรู้จิตของผู้อื่น เป็นทายาท
ของพระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบรม-
ศาสดาอยู่.

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 515 (เล่ม 53)

พระวังคีสะกล่าวชมพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นต้นว่า
เชิญท่านดูพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึงฝั่ง
แห่งความทุกข์ กำลังประทับอยู่เหนือยอดเขากาลสิลา
แห่งอิสิคิลิบรรพต มีหมู่สาวกผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราชได้
แล้วนั่งเฝ้าอยู่ พระมหาโมคคัลลานะผู้เรื่องฤทธิ์ตาม
พิจารณาดูจิตของภิกษุผู้มหาขีณาสพเหล่านั้นอยู่ ท่านก็
กำหนดได้ว่าเป็นดวงจิตที่หลุดพ้นแล้วไม่มีอุปธิ ด้วยใจ
ของท่าน ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลายจึงได้พากัน
ห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ทรง
สมบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมทุกอย่าง ทรงเป็นจอมปราชญ์
เสด็จถึงฝั่งแห่งทุกข์ ทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระอาการกิริยา
เป็นอันมาก.
ข้าแต่พระมหามุนีอังคีรส พระองค์ไพโรจน์ล่วงโลกนี้
กับทั้งเทวโลกทั้งปวง ด้วยพระยศ เหมือนกับพระจันทร์
และพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน สว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้า
อันปราศจากเมฆหมอกฉะนั้น.
เมื่อก่อน ข้าพระองค์รู้กาพย์กลอน เที่ยวไปบ้านโน้น
เมืองนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า
ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์ผู้เป็นพระมหามุนี ทรง
ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ๆ ได้
ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ข้าพระองค์ได้ฟัง
พระดำรัสของพระองค์แล้ว จึงรู้แจ้งขันธ์ อายตนะ

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 516 (เล่ม 53)

และธาตุได้แจ่มแจ้ง ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต พระ-
ตถาคตเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นมา เพื่อประโยชน์แก่
สตรีและบุรุษเป็นอันมากผู้กระทำตามคำสอนของพระองค์
พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้บรรลุพระโพธิญาณเพื่อประโยชน์
แก่ภิกษุและภิกษุณีเป็นอันมากหนอ ผู้ได้บรรลุสัมมัต-
นิยาม พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ มี
จักษุทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความ
ดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึง
ความสงบระงับทุกข์ เพื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย
อริยสัจธรรมเหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วอย่างไร
ข้าพระองค์ก็เห็นแล้วเหมือนอย่างนั้น ข้าพระองค์บรรลุ
ประโยชน์ของตนแล้ว กระทำตามคำสอนของพระพุทธ-
เจ้าเสร็จแล้ว การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระองค์
เป็นการมาดีของข้าพระองค์หนอ เพราะข้าพระองค์ได้
เข้าถึงธรรมอันประเสริฐในบรรดาธรรมที่พระองค์ทรงจำ-
แนกไว้ดีแล้ว ข้าพระองค์ได้บรรลุถึงความสูงสุดแห่ง
อภิญญาแล้ว มีโสตธาตุอันหมดจด มีวิชชา ๓ ถึง
ความเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นผู้ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของ
คนอื่น.
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระศาสดา ผู้มีพระปัญญาอัน
ไม่ทรามว่า ภิกษุรูปใดมีจิตไม่ถูกมานะทำให้เร่าร้อน เป็น
ผู้เรื่องยศ ตรัสความสงสัยในธรรมที่ตนเห็นได้แล้ว ได้

516