พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 497 (เล่ม 53)

เหลืออยู่ หรือว่าท่านเป็นพระอเสขะผู้หลุดพ้นแล้ว ข้า-
พระองค์ขอฟังพระดำรัสที่ข้าพระองค์มุ่งหวังนั้น พระเจ้า-
ข้า.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงพยากรณ์ จึงตรัสพระคาถา ๑ พระ-
คาถา ความว่า
พระนิโครธกัปปะได้ตัดขาด ซึ่งความทะยานอยาก
ในนามและรูปนี้ กับทั้งกระแสแห่งตัณหาอันนอนเนื่อง
อยู่ในสันดานมาช้านานแล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะได้
หมดสิ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยพระ-
จักษุทั้ง ๕ ได้ตรัสพระดำรัสเพียงเท่านี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอย่างนี้แล้ว ท่านพระวังคีสเถระ
ก็ชื่นชมยินดีพระพุทธภาษิตเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กราบทูลด้วยอวสานคาถา
๔ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ ข้าพระองค์นี้
ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็เลื่อมใส ทราบว่า
คำถามที่ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ พระ-
องค์ไม่หลอกลวงข้าพระองค์.
สาวกของพระพุทธเจ้า มีปกติกล่าวอย่างใด ทำ
อย่างนั้น ได้ตัดข่ายคือตัณหาอันกว้างขวาง มั่นคง ของ
พญามัจจุราชผู้เจ้าเล่ห์ ได้เด็ดขาด.

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 498 (เล่ม 53)

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระนิโครธกัปปเถระ
กัปปายนโคตร ได้เห็นมูลเหตุแห่งอุปาทาน ข้ามบ่วงมาร
ที่ข้ามได้แสนยากไปได้แล้วหนอ.
ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าบรรดาสรรพสัตว์ ข้า-
พระองค์ขอนมัสการท่านพระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็น
วิสุทธิเทพ ล่วงเสียซึ่งเทพดา อนุชาตบุตรของพระองค์
มีความเพียรมาก เป็นผู้ประเสริฐ ทั้งเป็นโอรสของ
พระองค์ผู้ประเสริฐ.
ได้ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมดนี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวังคีสเถรคาถาที่ ๑
จบมหานิบาต
ในมหานิบาตนี้ ปรากฏว่าพระวังคีสเถระผู้มีเชาว์
เฉียบแหลมองค์เดียว ไม่มีรูปอื่น ได้ภาษิตคาถาไว้ ๗๑
คาถา
พระเถระ ๒๖๔ รูป ผู้พระพุทธบุตร ไม่มีอาสวะ
บรรลุนิพพานอันเป็นแดนเกษมแล้ว พากันบันลือสีหนาท

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 499 (เล่ม 53)

ประกาศคาถาไว้รวม ๑,๓๖๐ คาถาแล้ว ก็พากันนิพพาน
ไป เหมือนกองไฟที่สิ้นเชื้อแล้วดับไป ฉะนี้แล.
จบเถรคาถา
อรรถกถามหานิบาต
อรรถกถาวังคีสเถรคาถาที่ ๑
ในสัตตตินิบาต๑ คาถาของท่านพระวังคีสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
นิกฺขนฺตํ วต มํ สนฺตํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้บังเกิดใน
ตระกูลมีโภคะมาก ในนครหังสวดี ไปวิหารฟังธรรม โดยนัยอันมีในก่อน
นั่นแล ได้เห็นพระศาสดาทรงทั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่ง
ภิกษุผู้มีปฏิภาณ จึงกระทำกรรมคือบุญญาธิการแด่พระศาสดา แล้วกระทำ
ความปรารถนาว่า แม้เราก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณใน
อนาคตกาล อันพระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว การทำกุศลจนตลอดชีวิต
ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี ได้นามว่า วังคีสะ เรียนจบไตรเพท
ได้ทำให้อาจารย์โปรดปรานแล้ว ศึกษามนต์ชื่อว่า ฉวสีสะ เอาเล็บเคาะ
ศีรษะศพ ย่อมรู้ได้ว่าสัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดโน้น.
๑. บาลีเป็นมหานิบาต.

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 500 (เล่ม 53)

พวกพราหมณ์รู้ว่า ผู้นี้จะเป็นทางหาเลี้ยงชีพของพวกเรา จึงพา
วังคีสะให้นั่งในยานพาหนะอันมิดชิด แล้วท่องเที่ยวไปยังคามนิคมและ
ราชธานี. ฝ่ายวังคีสะก็ให้นำศีรษะแม้ของคนที่ตายไปแล้วถึง ๓ ปีมา เอา
เล็บเคาะแล้วกล่าวว่า สัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดโน้น เพื่อจะตัดความสงสัย
ของมหาชน จึงให้ไปพาเอาชนนั้นมาเล่าคติ คือความเป็นไปของตน ๆ
ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงพากันเลื่อมใสยิ่งในวังคีสะนั้น.
วังคีสะนั้น อาศัยมนต์นั้น ได้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง
จากมือของมหาชน. พราหมณ์ทั้งหลายพาวังคีสะเที่ยวไปตามชอบใจ
แล้ว ได้กลับมาเมืองสาวัตถีอีกตามเดิม. วังคีสะได้สดับพระคุณทั้งหลาย
ของพระศาสดาได้มีความประสงค์จะเข้าเฝ้า. พวกพราหมณ์พากันห้ามว่า
พระสมณโคดมจักทำท่านให้วนเวียนด้วยมายา. วังคีสะไม่สนใจคำของ
พวกพราหมณ์ จึงเข้าเฝ้าพระศาสดากระทำปฏิสันถารแล้วนั่ง ณ ส่วนสุด
ข้างหนึ่ง.
พระศาสดาตรัสถามวังคีสะว่า ท่านรู้ศิลปะบางอย่างไหม ? วังคีสะ
ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้มนต์ชื่อฉวสีสะ,
ด้วยมนต์นั้น ข้าพระองค์เอาเล็บเคาะศีรษะแม้ของคนที่ตายไปถึง ๓ ปี
แล้วก็จักรู้ที่ที่เขาเกิด. พระศาสดาทรงแสดงศีรษะของผู้บังเกิดในนรก
ศีรษะหนึ่งแก่เขา ของผู้เกิดในมนุษย์ศีรษะหนึ่ง ของผู้เกิดในเทวโลก
ศีรษะหนึ่ง และของท่านผู้ปรินิพพานแล้วศีรษะหนึ่ง. วังคีสะนั้น เคาะ
ศีรษะแรกแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์นี้บังเกิดในนรก
พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ถูกต้องวังคีสะ ท่านเห็นถูกต้อง จึงตรัส
ถาม (ศีรษะต่อไป) ว่า สัตว์นี้บังเกิดที่ไหน ? เขาทูลตอบว่า บังเกิดใน

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 501 (เล่ม 53)

มนุษยโลก. ตรัสถามศีรษะต่อไปอีกว่า สัตว์นี้บังเกิดที่ไหน ? เขาทูล
ตอบว่า บังเกิดในเทวโลก รวมความว่า เขาทูลบอกสถานที่ที่สัตว์แม้
ทั้งหลายบังเกิดได้. แต่เขาเอาเล็บเคาะศีรษะของท่านผู้ปรินิพพานไม่เห็น
เบื้องต้น ไม่เห็นที่สุดเลย.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า วังคีสะ ท่านไม่สามารถหรือ ?
เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอใคร่ครวญดูก่อน แม้จะร่ายมนต์ซ้ำ ๆ แล้ว
เคาะ จักรู้ได้อย่างไรถึงคติของพระขีณาสพ ด้วยการงานภายนอก ทีนั้น
เหงื่อก็ไหลออกจากกระหม่อมของเขา เขาละอายใจจึงได้นิ่งอยู่.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า ลำบากไหม วังคีสะ. วังคีสะ
กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถ
จะรู้ที่ที่เกิดของท่านผู้นี้ ถ้าพระองค์ทรงทราบ โปรดตรัสบอก. พระศาสดา
ตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ข้อนี้ด้วย ทั้งรู้ยิ่งไปกว่านี้ด้วย แล้วได้ตรัสคาถา ๒
คาถานี้ว่า
บุคคลใดรู้แจ้งจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดย
ประการทั้งปวง เรากล่าวบุคคลนั้นผู้ไม่ข้อง ผู้ไปดีแล้ว
ผู้รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.
เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่รู้คติของ
บุคคลใด เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หมดอาสวะ ผู้เป็นพระ-
อรหันต์ว่า เป็นพราหมณ์.
วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอจง
ประทานวิชชานั้นแก่ข้าพระองค์ ดังนี้แล้วแสดงความยำเกรงนั่งอยู่ ณ ที่

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 502 (เล่ม 53)

ใกล้พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า เราให้แก่คนผู้มีเพศเหมือนกับเรา
วังคีสะคิดว่า เราควรจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเรียนเอามนต์นี้
จึงได้กล่าวกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้าบวชก็อย่า
เสียใจ ข้าพเจ้าเรียนเอามนต์นี้แล้ว จักเป็นผู้เจริญที่สุดในชมพูทวีปทั้งสิ้น
แม้ท่านทั้งหลายก็จักเจริญได้เพราะมนต์นั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอ
บรรพชา เพื่อต้องการมนต์นั้น. ก็ในเวลานั้น ท่านพระนิโครธกัปปเถระ
ได้อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสั่งพระ-
นิโครธกัปปะเถระว่า นิโครธกัปปะ เธอจงให้วังคีสะนั่นบวช. ท่าน
นิโครธกัปปะได้ให้วังคีสะนั้นบวชตามอาณัติของพระศาสดา.
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสว่า เธอจงเรียนบริวารของมนต์ก่อน
แล้วจึงตรัสบอกทวัตติงสาการกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แก่พระ
วังคีสะนั้น. พระวังคีสะนั้นสาธยายทวัตติงสาการอยู่แล จึงเริ่มตั้งวิปัสสนา
พวกพราหมณ์ได้พากันเข้าไปหาพระวังคีสะแล้วถามว่า ท่านวังคีสะผู้เจริญ
ท่านได้ศึกษาศิลปะในสำนักของพระสมณโคดมแล้วหรือ. พระวังคีสะ
กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการศึกษาศิลปะ พวกท่านไปเสียเถิด ข้าพเจ้า
ไม่มีกิจที่จะต้องทำกับพวกท่าน พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า บัดนี้ แม้ท่าน
ก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระสมณโคดม งงงวยด้วยมายา พวกเราจัก
กระทำอะไรในสำนักของท่าน ดังนี้แล้ว พากันหลีกไปตามหนทางที่มาแล้ว
นั้นแล. พระวังคีสเถระเจริญวิปัสสนา ได้ทำให้แจ้งพระอรทัต. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทานว่า๑
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๓๔.

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 503 (เล่ม 53)

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว พระศาสนาของพระองค์วิจิตรด้วยพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดาว
ในท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้ง
ทวยเทพ อสูรและนาคห้อมล้อม. ในท่านกลางหมู่ชน
ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณพราหมณ์ พระพิชิตมารผู้ถึง
ที่สุดโลก ทรงทำโลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระ-
องค์ทรงยังดอกปทุม คือเวไนยสัตว์ให้เบิกบานด้วยพระ-
ดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ
ทรงละความกลัวและความยินดีได้เด็ดขาด ถึงซึ่งธรรม
อันเกษม องอาจกล้าหาญ พระผู้เลิศโลกทรงปฏิญาณ
ฐานะของผู้เป็นโลกอันประเสริฐ และพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่
มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหน ๆ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คง
ที่พระองค์นั้น บันลือสีหนาทอันน่ากลัว ย่อมไม่มีเทวดา
และมนุษย์หรือพรหมบันลือตอบได้ พระพุทธเจ้าผู้แกล้ว-
กล้าในบริษัท ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์
พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามสงสาร ทรงประกาศพระธรรมจักร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของ
พระสาวกผู้ได้รับสมมติดีว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ
ทั้งหลาย แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอคทัคคะ.
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๓๔.

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 504 (เล่ม 53)

ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี เป็นผู้ได้รับ
สมมติว่าเป็นคนดี รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะ
เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ เราเข้าไปเฝ้าพระมหา-
วีรเจ้าพระองค์นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้ปีติ
อันประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้
นิมนต์พระสุคตผู้ทำโลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วยพระ-
สงฆ์ ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้า ใน
ครั้งนั้น เราได้หมอบกราบลงแทบพระบาททั้งสองด้วย
เศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าวสดุดีพระชินเจ้าผู้สูงสุดว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ ข้า-
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น
ฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่
พระองค์ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าแต่พระองค์ผู้
ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระ-
องค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้
เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์.
พระองค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรง
ประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายผู้กลัว เป็นผู้ที่คุ้นเคย

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 505 (เล่ม 53)

ของคนทั้งหลาย ผู้มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ของคนทั้งหลาย ผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก เราได้ชมเชย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าวสดุดี มีอาทิอย่างนี้
แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้บรรลุคติ
ของภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุด
ได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อม
ด้วยพระสาวก ให้ฉันตลอด ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของ
ตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา แล้วได้ปรารถนา
ตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ในอนาคตกาล ผู้นั้น
จักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถความปรารถนา เขาจักได้
เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ มีประมาณไม่น้อย.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม
ซึ่งสมภพในวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ
ขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดา
พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นสาวก
ของพระศาสดา มีนามว่า วังคีสะ.
เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีจิต
เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมาร
ด้วยปัจจัยทั้งหลาย ในกาลนั้นจนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะ
กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ
ร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 506 (เล่ม 53)

ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลปริพาชก เมื่อ
เราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด เราได้เป็น
ผู้รู้เวททุกคัมภีร์ แกล้วกล้าในเวทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ
มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้. เพราะเราเกิดที่
วังคชนบท และเพราะเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่า
วังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม่ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็น
ชื่อตามสมมติตามโลก.
ในเวลาที่เรารู้เดียงสา ตั้งอยู่ในปฐมวัย เราได้พบ
พระสารีบุตรเถระ ในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์ ท่าน
ถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ล่อกแล่ก พูดพอประมาณ แลดู
ชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็น
ผู้อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่
เหมือนดอกกรรณิการ์ เหมาะสม ท่านบอกแก่เราว่า
พระสัมพุทธเจ้าผู้นำโลกเป็นศาสดาของท่าน.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระผู้ฉลาด ผู้เป็นนัก-
ปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระ
ผู้คงที่ ให้ยินดีด้วยปฏิภาณอันวิจิตร เพราะทำถ้อยคำที่
ปฏิสังยุตด้วยวิราคธรรม เห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบ
ศีรษะลงแทบเท้าของท่าน แล้วกล่าวว่า ขอได้โปรดให้
กระผมบรรพชาเถิด.
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ได้นำเราไป
เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราซบเศียรลงแทบพระ-

506