พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 487 (เล่ม 53)

ท่านจงเจริญอนิมิตคานุปัสสนา จงตัดอนุสัยคือมานะเสีย
แต่นั้นท่านจักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไป เพราะละมานะ
เสียได้.
คราวหนึ่ง พระวังคีสเถระเกิดความปลาบปลื้มใจในสุภาษิตสูตร
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว จึงกราบทูลขึ้นในที่เฉพาะพระ-
พักตร์ด้วยคาถา ๔ คาถา ความว่า
บุคคลควรพูดแต่วาจา ที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อนเท่านั้น
อนึ่ง วาจาใดที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น วาจานั้นแลเป็นวาจา
สุภาษิต บุคคลควรพูดแต่วาจาที่น่ารักใคร่ ทั้งเป็นวาจา
ที่ทำให้ร่าเริงได้ ไม่พึงยึดถือวาจาชั่วช้าของคนอื่น พึง
กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย
ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในคำสัตย์
ทั้งที่เป็นอรรถเป็นธรรม พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด
เป็นพระวาจาปลอดภัย เป็นไปเพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อทำ
ซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจานั้นแลเป็นวาจาสูงสุดกว่า
วาจาทั้งหลาย.
ครั้งหนึ่ง พระวังคีสเถระกล่าวคาถา ๓ คาถา ด้วยอำนาจสรรเสริญ
พระสารีบุตรเถระ ความว่า
ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาลึกซึ่ง เป็นนักปราชญ์ เป็น
ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีปัญญามากแสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลาย ย่อบ้าง พิสดารบ้าง เสียงของท่านผู้กำลัง

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 488 (เล่ม 53)

แสดงธรรมอยู่ไพเราะ เหมือนกับเสียงนกสาริกา มี
ปฏิภาณปรากฏรวดเร็ว เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร
เมื่อท่านแสดงธรรมด้วยเสียงอันน่ายินดี น่าสดับฟัง
ไพเราะจับใจ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำอันไพเราะ ก็มีใจ
ร่าเริงเบิกบาน พากันตั้งใจฟัง.
ในวันเทศนาพระสูตรเนื่องในวันปวารณา ครั้งหนึ่ง พระวังคีส-
เถระเห็นพระบรมศาสดาซึ่งกำลังประทับอยู่ มีภิกษุหมู่ใหญ่ห้อมล้อม จึง
กล่าวคาถาชมเชยพระองค์ขึ้น ๔ คาถา ความว่า
วันนี้วัน ๑๕ ค่ำ เป็นวันปวารณาวิสุทธิ์ ภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ล้วนแต่เป็นผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยว
ผูกพันเสียได้สิ้น ไม่มีความทุกข์ สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว
เป็นผู้แสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐทั้งนั้น พระเจ้าจักร-
พรรดิมีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเลียบแผ่นดินอัน
ไพศาลนี้ มีมหาสมุทรเป็นอาณาเขตไปรอบ ๆ ได้ฉันใด
พระสาวกทั้งหลายผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราชได้แล้ว พา
กันเข้าไปห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงชนะสงคราม
แล้ว ผู้นำพวกชั้นเยี่ยมฉันนั้น พระสาวกทั้งมวลล้วนแต่
เป็นพุทธชิโนรส ก็ในพระสาวกเหล่านี้ไม่มีความว่างเปล่า
จากคุณธรรมเลย ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ผู้
เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้ทรงประหารลูกศร คือตัณหา
ได้แล้ว.

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 489 (เล่ม 53)

ครั้งหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ชมเชยพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมอันเกี่ยวกับเรื่องนิพพานแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย ความว่า
ภิกษุมากกว่าพัน ได้เข้าไปเฝ้าพระสุคตเจ้าผู้กำลัง
ทรงแสดงธรรมอันปราศจากธุลี คือนิพพานอันไม่มีภัย
แต่ที่ไหน ๆ ภิกษุทั้งหลายก็พากันตั้งใจฟังธรรมอัน
ไพบูลย์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าอันหมู่ภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม เป็นสง่างาม
แท้หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่านาคะ ผู้
ประเสริฐ ทรงเป็นพระฤาษีสูงสุดกว่าบรรดาฤาษี คือ
พระสาวกและพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงโปรยฝนอมฤต-
ธรรมรดพระสาวกทั้งหลาย คล้ายกับฝนห่าใหญ่ฉะนั้น
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระวังคีสสาวกของพระองค์ออก
จากที่พักกลางวัน มาถวายบังคมพระยุคลบาทของพระ-
องค์อยู่ ด้วยประสงค์จะเฝ้าพระองค์.
คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า
พระวังคีสะไม่ตั้งใจจะศึกษาเล่าเรียน พระองค์จึงตรัสพระคาถา ๔ พระ-
คาถา ความว่า
พระวังคีสะครอบงำทางผิดแห่งกิเลสมารได้แล้ว ทั้ง
ทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจได้สิ้นแล้ว จึงเที่ยวไปอยู่ เธอ
ทั้งหลายจงดูพระวังคีสะผู้ปลดเปลื้องเครื่องผูกเสียแล้ว ผู้

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 490 (เล่ม 53)

อันตัณหามานะทิฏฐิไม่อิงแอบเลย ทั้งจำแนกธรรมเป็น
ส่วน ๆ ได้ด้วยนั้น เป็นตัวอย่างเถิด พระวังคีสะได้บอก
ทางไว้หลายประการ เพื่อให้ข้ามห้วงนำคือกามเป็นต้น
เสีย ก็ในเมื่อพระวังคีสะได้บอกทางอันไม่ตายนั้นไว้ให้
แล้ว ภิกษุทั้งหลายที่ได้ฟังแล้ว ก็ควรเป็นผู้ตั้งอยู่ในความ
เป็นผู้เห็นธรรม ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรม. พระ-
วังคีสะเป็นผู้ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น แทงตลอดแล้วซึ่ง
ธรรมฐิติทั้งปวง ได้เห็นพระนิพพาน แสดงธรรมอันเลิศ
ตามกาลเวลาได้อย่างฉับพลัน เพราะรู้มาเอง และทำให้
แจ้งมาเอง. เมื่อพระวังคีสะแสดงธรรมด้วยดีแล้วอย่างนี้
จะประมาทอะไรต่อธรรมของท่านผู้รู้แจ้งเล่า เพราะเหตุ
นั้นแหละ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสอนของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจศึกษาไตรสิกขาด้วย
ปฏิปทาอันเลิศในกาลทุกเมื่อเถิด.
ครั้งหนึ่ง พระวังคีสเถระ กล่าวคาถาชมเชยท่านพระอัญญาโกณ-
ฑัญญะ ๓ คาถา ความว่า
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระ-
พุทธเจ้า มีความเพียรอย่างแก่กล้า ได้วิเวกอันเป็นธรรม
เครื่องอยู่ เป็นสุขเป็นนิตย์ สิ่งใดที่พระสาวกผู้กระทำ
ตามคำสอนของพระศาสดาพึงบรรลุ สิ่งนั้นทั้งหมด ท่าน

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 491 (เล่ม 53)

พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่ ก็บรรลุ
ตามได้แล้ว ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระมีอานุภาพ
มาก มีวิชชา ๓ ฉลาดในการรู้จิตของผู้อื่น เป็นทายาท
ของพระพุทธเจ้า ได้มาถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระบรมศาสดาอยู่.
ครั้งหนึ่ง พระวิ่งคีสเถระ เมื่อจะกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า
และพระเถระทั้งหลาย มีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น จึงได้กล่าว
คาถา ๓ คาถา ความว่า
เชิญท่านดูพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึง
ฝั่งแห่งความทุกข์ กำลังประทับอยู่เหนือยอดเขากาลสิลา
แห่งอิสิคิลิบรรพต มีหมู่สาวกผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราช
ได้แล้วนั่งเฝ้าอยู่ พระมหาโมคคัลลานเถระผู้เรื่องอิทธิ-
ฤทธิ์มาก ตามพิจารณาดูจิตของภิกษุผู้มหาขีณาสพ
เหล่านั้นอยู่ ท่านก็กำหนดได้ว่าเป็นดวงจิตที่หลุดพ้นแล้ว
ไม่มีอุปธิ ด้วยใจของท่าน ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุ
ทั้งหลายจึงได้พากันห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า โคดม ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมทุกอย่าง ทรง
เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึงฝั่งแห่งทุกข์ ทรงเต็มเปี่ยม
ด้วยพระอาการเป็นอันมาก.
คราวหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระกล่าวคาถาสรรเสริญพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ซึ่งกำลังประทับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์หมู่ใหญ่ เทวดาและนาค

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 492 (เล่ม 53)

นับจำนวนพัน ที่ริมสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้เมืองจัมปา ๑ คาถา
ความว่า
ข้าแต่พระมหามุนีอังคีรส พระองค์ไพโรจน์ล่วงโลก
นี้กับทั้งเทวโลกทั้งหมดด้วยพระยศ เหมือนกับพระจันทร์
และพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน สว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้า
อันปราศจากเมฆหมอกฉะนั้น.
คราวหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระพิจารณาดูข้อปฏิบัติที่ตนได้บรรลุ
แล้ว เมื่อจะประกาศคุณของตน จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถา ความว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์รู้กาพย์กลอน เที่ยวไปในบ้าน
โน้นเมืองนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ ได้เห็นพระสัมพุทธ-
เจ้าผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์ผู้เป็นมหามุนี เสด็จ
ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ข้า-
พระองค์ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใส เกิดศรัทธา
ข้าพระองค์ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จึงรู้แจ้งขันธ์
อายตนะ และธาตุแจ่มแจ้งแล้ว ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต
พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นมา เพื่อประโยชน์
แก่สตรีและบุรุษเป็นอันมากหนอ ผู้กระทำตามคำสั่งสอน
ของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นมุนีได้ทรงบรรลุโพธิญาณ
เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุและภิกษุณี ซึ่งได้บรรลุสัมมัตต-
นิยามหนอ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 493 (เล่ม 53)

มีพระจักษุทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์
ความดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์
ทั้งปวง อริยสัจธรรมเหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว
อย่างไร ข้าพระองค์ก็เห็นอย่างนั้น มิได้เห็นผิดเพี้ยน
ไปอย่างอื่น ข้าพระองค์บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว ทำ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว การที่ข้าพระองค์
ได้มาในสำนักของพระองค์ เป็นการมาดีของข้าพระองค์
หนอ เพราะข้าพระองค์ได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ใน
บรรดาธรรมที่พระองค์ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ข้าพระองค์
ได้บรรลุถึงความสูงสุดแห่งอภิญญาแล้ว มีโสตธาตุอัน
หมดจด มีวิชชา ๓ ถึงความเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นผู้
ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น.
ครั้งหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระนึกถึงพระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็น
พระอุปัชฌาย์ของตน ที่มรณภาพแล้วว่า จะได้สำเร็จนิพพานหรือไม่
จึงกราบทูลถามพระบรมศาสดาด้วย ๑๒ คาถา ความว่า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระศาสดา ผู้มีพระปัญญาไม่
ทราบว่า ภิกษุรูปใดมีใจไม่ถูกมานะทำให้เร่าร้อน เป็นผู้
เรืองยศ ตัดความสงสัยในธรรมที่ตนเห็นมาได้แล้ว ได้
มรณภาพลงที่อัคคาฬววิหาร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ภิกษุรูปนั้นเป็นพราหมณ์มาแต่กำเนิด มีนามตามที่พระ-

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 494 (เล่ม 53)

องค์ทรงประทานตั้งให้ว่า พระนิโครธกัปปเถระ ผู้มุ่งแต่
ความหลุดพ้น ปรารภความเพียร เห็นธรรมอันมั่นคง
ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยะทรงมี
พระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมดปรารถนาจะ
ทราบพระสาวกองค์นั้น โสตของข้าพระองค์ทั้งหลาย
เตรียมพร้อมที่จะฟังพระดำรัสตอบ. พระองค์เป็นพระ-
ศาสดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ซึ่งจะหาศาสดาอื่นเทียม
เท่ามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ขอ
พระองค์ทรงตัดความเคลือบแคลงสงสัย ของข้าพระองค์
ทั้งหลายเถิด และขอได้โปรดตรัสบอกพระนิโครธกัปป-
เถระผู้ปรินิพพานไปแล้วแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าแต่พระ-
องค์ผู้มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ใน
ท่ามกลางแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด เหมือนท้าวสักก-
เทวราชผู้มีพระเนตรตั้งพัน ตรัสบอกแก่เทวดาทั้งหลาย
ฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดชนิดใดชนิดหนึ่งในโลกนี้ ที่
เป็นทางก่อให้เกิดความหลงลืม เป็นฝ่ายแห่งความไม่รู้
เป็นมูลฐานแห่งความเคลือบแคลงสงสัย กิเลสเครื่อง
ร้อยรัดเหล่านั้น พอมาถึงพระตถาคตเจ้าย่อมพินาศไป
พระตถาคตเจ้าผู้มีพระจักษุยิ่งกว่านรชนทั้งหลาย ก็ถ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นบุรุษชนิดที่ทรงถือเอาแต่เพียง
พระกำเนิดมาเท่านั้นไซร้ ก็จะไม่พึงทรงประหารกิเลส

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 495 (เล่ม 53)

ทั้งหลายได้ คล้ายกับลมที่รำเพยพัดมาครั้งเดียว ไม่อาจ
ทำลายกลุ่มหมอกที่หนาได้ฉะนั้น โลกทั้งปวงที่มืดอยู่
แล้ว ก็จะยิ่งมืดหนักลง ถึงจะมีสว่างมาบ้าง ก็ไม่สุกใส
ได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้กระทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปรีชา เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอเข้า
ถึงพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์เข้าใจว่าทรงทำแสงสว่างให้
เกิดขึ้นได้เองเช่นนั้น ผู้เห็นแจ้ง ทรงรอบรู้สรรพธรรม
ตามความเป็นจริงได้ ขอเชิญพระองค์โปรดทรงประกาศ
พระนิโครธกัปปเถระ ผู้อุปัชฌายะของข้าพระองค์ที่
ปรินิพพานไปแล้ว ให้ปรากฏในบริษัทด้วยเถิด. พระผู้-
มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเปล่งพระดำรัส ก็ทรงเปล่งด้วย
พระกระแสเสียงกังวาน ที่เกิดแต่พระนาสิก ซึ่งนับเข้า
ในมหาบุรุษลักษณะด้วยประการหนึ่ง อันพระบุญญาธิการ
ตบแต่งมาดี ทั้งเปล่งได้อย่างรวดเร็วและแผ่วเบาเป็น
ระเบียบ เหมือนกับพญาหงส์ทองท่องเที่ยวหาเหยื่อ พบ
ราวไพรใกล้สระน้ำ ก็ชูคอป้องปีกทั้งสองขึ้นส่งเสียงอยู่
ค่อย ๆ ด้วยจะงอยปากอันแดงฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหมด
ตั้งใจตรง กำลังจะฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่ ข้า-
พระองค์จักเผยการเกิดและการตาย ที่ข้าพระองค์ละมา
ได้หมดสิ้นแล้ว จักแสดงบาปธรรมทั้งหมดที่เป็นเครื่อง

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 496 (เล่ม 53)

กำจัด เพราะผู้กระทำตามความพอใจของตน ๓ จำพวก
มีปุถุชนเป็นต้น ไม่อาจเพื่อจะรู้ธรรมที่ตนปรารถนาหรือ
แสดงได้ ส่วนผู้กระทำความไตร่ตรอง พิจารณาตาม
เหตุผลของตถาคตเจ้าทั้งหลาย สามารถจะรู้ธรรมที่ตน
ปรารถนาทั้งแสดงได้ พระดำรัสของพระองค์นี้เป็นไวยา-
กรณ์อันสมบูรณ์ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วด้วยพระปัญญา
ที่ตรง ๆ โดยไม่มีการเสียดสีใครเลย การถวายบังคม
ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อันข้าพระองค์ถวายบังคมดีแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม พระองค์ทรงทราบ
แล้วจะทรงหลงล้มไปก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระ-
วิริยะอันไม่ต่ำทราม พระองค์ตรัสรู้อริยธรรมอันประ-
เสริฐกว่าโลกิยธรรมมาแล้ว ก็ทรงทราบพระเญยยธรรม
ทุกอย่างได้อย่างไม่ผิดพลาด ข้าพระองค์หวังเป็นอย่าง
ยิ่งซึ่งพระดำรัสของพระองค์ เหมือนกับคนที่มีร่างอันชุ่ม
เหงื่อคราวหน้าร้อน ปรารถนาน้ำเย็นฉะนั้น ขอพระองค์
ทรงยังฝน คือพระธรรมเทศนาที่ข้าพระองค์เคยฟังมาแล้ว
ให้ตกลงเถิด พระเจ้าข้า ท่านนิโครธกัปปะได้ประพฤติ
พรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของท่านนั้น
เป็นประโยชน์ไม่เปล่าแลหรือ ท่านนิพพานด้วยอนุปา-
ทิเสสนิพพานแล้วหรือ ท่านเป็นพระเสขะยังมีเบญจขันธ์

496