พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 477 (เล่ม 53)

ควันของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ควันของพระเถระเบียดเบียน
นาคราช. ลำดับนั้น นาคราชจึงโพลงไฟ. ฝ่ายพระเถระกล่าวว่า จะมี
แต่ไฟในร่างกายของท่านเท่านั้นก็หาไม่ แม้ของเราก็มี จึงโพลงไฟ.
ไฟของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ไฟของพระเถระเบียดเบียน
นาคราช. นาคราชคิดว่า พระองค์นี้กดเราเข้ากับเขาสิเนรุ แล้วบังหวน
ควันและทำให้ไฟโพลง จึงสอบถามว่า ผู้เจริญ ท่านเป็นใคร. พระเถระ
ตอบว่า นันทะ เราแหละคือโมคคัลลานะ. นาคราชกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ
ท่านจงดำรงอยู่โดยภิกขุภาวะของตนเถิด.
พระเถระจึงเปลี่ยนอัตภาพนั้น แล้วเข้าไปทางช่องหูขวาของนาค-
ราชนั้น แล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้ายแล้วออกทางช่องหู
ขวา. อนึ่ง เข้าทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่อง
จมูกซ้ายแล้วออกทางช่องจมูกขวา. ลำดับนั้น นาคราชได้อ้าปาก.
พระเถระจึงเข้าทางปากแล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้อง ทางด้านทิศตะวัน
ออกบ้าง ด้านทิศตะวันตกบ้าง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ
เธอจงใส่ใจ นาคมีฤทธิ์มากนะ. พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ อิทธิบาท ๔ ข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำ
ให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจวัตถุที่ตั้ง ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมไว้แล้ว
ปรารภไว้ดีแล้ว. นันโทปนันทะจงยกไว้เถิด พระเจ้าข้า, นาคราชเช่น
กับนันโทปนันทะ ตั้งร้อยก็ดี ตั้งพันก็ดี ตั้งแสนก็ดี ข้าพระองค์ก็พึง
ทรมานได้.
นาคราชคิดว่า เมื่อตอนเข้าไป เราไม่ทันเห็น ในเวลาออกใน
บัดนี้ เราจักใส่เขาในระหว่างเขี้ยวแล้วเคี้ยวกินเสีย ครั้นคิดแล้วจึงกล่าว

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 478 (เล่ม 53)

ว่า ขอท่านจงมาเถิดขอรับ อย่าเดินไป ๆ มา ๆ ในภายในท้อง ทำ
ข้าพเจ้าให้ลำบากเลย. พระเถระได้ออกไปยืนข้างนอก. นาคราชเห็นว่า
นี้คือเขาละ จึงพ่นลมทางจมูก. พระเถระเข้าจตุตถฌาน แม้ขุมขนของ
พระเถระ ลนก็ไม่สามารถทำให้ไหวได้. นัยว่า ภิกษุทั้งหลายที่เหลือ
สามารถทำปาฏิหาริย์ทั้งมวลได้ จำเดิมแต่ต้น แต่พอถึงฐานะนี้ จักไม่
สามารถสังเกตได้รวดเร็วอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นทรมานนาคราช.
นาคราชคิดว่า เราไม่สามารถเพื่อจะทำแม้ขุมขนของสมณะนี้ให้
ไหวได้ด้วยลมจมูก สมณะนั้นมีฤทธิ์มาก, พระเถระจึงละอัตภาพนิรมิต
รูปครุฑ แสดงลมครุฑไล่ติดตามนาคราชไป, นาคราชจึงละอัตภาพนั้น
นิรมิตรูปมาณพน้อยแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผมขอถึงท่านเป็น
สรณะ ไหว้เท้าพระเถระ, พระเถระกล่าวว่า นันทะ พระศาสดาเสด็จ
มาแล้ว ท่านจงมา พวกเราจักได้ไป. ท่านทรมานนาคราชทำให้หมด
พยศแล้วได้พาไปยังสำนักของพระศาสดา. นาคราชถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึง
พระองค์เป็นสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงเป็นสุขเถิด
นาคราช ดังนี้แล้ว อันหมู่ภิกษุห้อมล้อม ได้เสด็จไปยังนิเวศน์ของท่าน
อนาถบิณฑฑิกเศรษฐี.
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไร
พระองค์จึงเสด็จมาสาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะและ
นันโทปนันทะได้ทำสงครามกัน . ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลว่า ก็ใคร
แพ้ ใครชนะ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 479 (เล่ม 53)

ชนะ นันทะแพ้. อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ตามลำดับแห่ง
เดียวตลอด ๗ วัน ข้าพระองค์จักกระทำสักการะแก่พระเถระ ๗ วัน
แล้วได้กระทำมหาสักการะแก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด
๗ วัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พึงแสดงเนื้อความโดยการทรมาน
นันโทปนันทนาคราช.
บทว่า โย เอตมภิชานาติ ความว่า ย่อมรู้วิโมกข์ตามที่กล่าวนี้
ด้วยอำนาจกระทำการถูกต้อง.
บทว่า น เว อคฺคิ เจตยติ อหํ พาลํ ฑหามิ ความว่า ไฟ
ย่อมไม่จงใจอย่างนี้ คือย่อมไม่กระทำประโยคคือความพยายามเพื่อจะเผา
แต่คนพาลคิดว่า ไฟนี้มีความร้อนน้อย จึงถูกต้องไฟที่ลุกโพลงประหนึ่ง
ว่าจะไม่ดับ จึงถูกไฟไหม้ ดูก่อนมาร พวกเราก็เหมือนอย่างนั้นนั่นแล
ประสงค์จะแผดเผา ประสงค์จะเบียดเบียนหามิได้ แต่ท่านนั่นแหละ
มากระทบกระทั่งพระอริยสาวกผู้เช่นกับกองไฟ ชื่อว่า ผู้มาแล้วอย่างนั้น
เพราะอรรถว่า มีการมาอย่างนั้นเป็นต้น จักเผาตนเอง คือจักไม่พ้นจาก
ทุกข์อันเกิดจากการแผดเผา.
บทว่า อปุญฺญํ ปสวติ แปลว่า ย่อมได้เฉพาะบาปมิใช่บุญ.
บทว่า น เม ปาปํ วิปจฺจติ ความว่า บาปยังไม่ให้ผลแก่เรา ดูก่อน
มาร เหตุไรหนอ ท่านจึงสำคัญอย่างนี้ว่า บาปนี้ไม่มี.
บทว่า กโรโต เต จียเต ปาปํ ความว่า บาปที่ท่านกระทำ
อยู่โดยส่วนเดียว ย่อมเข้าไปก่อความฉิบหาย ความทุกข์ตลอดกาลนาน.
บทว่า มาร นิพฺพินฺท พุทฺธมฺหา ความว่า ท่านจงเบื่อหน่าย คือ

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 480 (เล่ม 53)

เหนื่อยหน่ายกรรมของผู้อื่น จากพุทธสาวกผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔. บทว่า
อาสํ มากาสิ ภิกฺขุสุ ความว่า ท่านอย่าได้ทำความหวังนี้ว่า เราทำ
ร้าย คือเบียดเบียนภิกษุทั้งหลาย.
บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนั้น. บทว่า มารํ อตชฺเชสิ ความว่า
ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระกล่าวว่า ดูก่อนมาร ท่านจงเหนื่อย
หน่าย ฯ ล ฯ ในภิกษุทั้งหลาย. บทว่า เภสกฬาวเน ได้แก่ ในป่าอัน
มีชื่ออย่างนี้. บทว่า ตโต ได้แก่ เหตุคุกคาม. บทว่า โส ทุมฺมโน
ยกโข ความว่า มารนั้นเสียใจได้หายไปในที่นั้นนั่นแหละ. คือได้ถึง
การมองไม่เห็น, ก็คาถานี้ท่านตั้งไว้ในคราวสังคายนาพระธรรมวินัย.
ก็คำใดในที่นี้ท่านไม่จำแนกความไว้ในระหว่าง ๆ คำนั้นง่ายทั้งนั้น เพราะ
อรรถว่ามีนัยดังกล่าวไว้ในหนหลัง.
พระมหาเถระนี้ คุกคามมารอย่างนี้แล้ว ได้กระทำอุปการะแก่
เหล่าสัตว์ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่น ๆ เช่นเที่ยวไปในเทวดา และเที่ยว
ไปในนรกเป็นต้น ในเวลาหมดอายุก็ปรินิพพานไป และเมื่อจะปรินิพพาน
แม้จะได้ตั้งปณิธานไว้ที่ใกล้บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี ตั้ง
แต่นั้นได้กระทำบุญอันใหญ่ยิ่งไว้ในภพนั้น ๆ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งสาวก-
บารมี ก็ถูกพวกโจรที่เหล่าเดียรถีย์ส่งไปเบียดเบียน เพราะกรรมเก่า
ที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจบาปกรรมที่ทำไว้ในระหว่าง กระทำความลำบากแก่
ร่างกายมิใช่น้อย จึงได้ปรินิพพาน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ใน
อปทานว่า๑ :-
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 481 (เล่ม 53)

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็น
พระโลกเชษฐ์ เป็นนระผู้องอาจ อันเทวดาและภิกษุ
สงฆ์แวดล้อม ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระชินเจ้า เสด็จลงจากภูเขา
หิมวันต์นั้นแล้วเสด็จเที่ยวจาริกไป ทรงอนุเคราะห์หมู่
สัตว์เสด็จเข้าถึงกรุงพาราณสี. พระมหามุนีผู้นำโลก
แวดล้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ ทรงส่องทิศทั้งปวงให้
สว่างไสวไพโรจน์.
ในคราวนั้น เราเป็นคฤหบดีอันสหายผู้มีมหิทธิฤทธิ์
นามว่าสรทะส่งไป ได้เข้ารูปเฝ้าพระศาสดา. ครั้นแล้ว
ได้ทูลนิมนต์พระตถาคตสัมพุทธเจ้านำเสด็จไปยังที่อยู่
ของตน ทำการบูชาพระมหามุนีอยู่, เวลานั้นเรายัง
พระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ
ผู้เสด็จเข้ามาพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและ
น้ำ.
พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นพระสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุ-
โมทนาแล้ว ประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชาพระสงฆ์และได้บูชา
พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้น
จักไปสู่เทวโลก จักเสวยเทวรัชสมบัติ ๗๗ ครั้ง จัก
เสวยราชสมบัติในแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 482 (เล่ม 53)

และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับ
ไม่ถ้วนจักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น. ในกัปอันนับไม่
ได้แต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคตมะโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักอุบัติขึ้นใน
โลก ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์
จักเป็นบุตรพราหมณ์ มีนามว่า โกลิตะ ภายหลังอัน
กุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้วเขาจักออกบวช จักได้เป็นพระ-
สาวกองค์ที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม.
จักปรารภความเพียร มีใจสงบถึงความยอดเยี่ยมแห่ง
ฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะจัก
ปรินิพพาน.
เราอาศัยมิตรชั่ว ตกอยู่ในอำนาจของกามราคะ มี
ใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ได้ฆ่ามารดาและบิดา. เรา
เข้าถึงกำเนิดใด ๆ จะเป็นนรกหรือมนุษย์ก็ตาม เพราะ
ความเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกรรมอันลามก ต้องเป็นผู้มี
ศีรษะแตกตาย นี้เป็นผลกรรมครั้งสุดท้ายของเรา ภพ
สุดท้ายย่อมดำเนินไป ผลกรรมเช่นนี้จักมีแก่เราในเวลา
ใกล้จะตายแม้ในที่นี้.
เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่. แม้
แผ่นดินอันลึกซึ้งหนา ใคร ๆ กำจัดได้ยาก เราผู้ถึง

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 483 (เล่ม 53)

ความยอดเยี่ยมแห่งฤทธิ์ พึงทำให้ไหวได้ด้วยนิ้วหัวแม่มือ
ซ้าย. เราไม่เห็นอัสมิมานะ เราไม่มีมานะ เรากระทำ
ความเคารพยำเกรง แม้ที่สุดในสามเณร.
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราสั่งสมกรรมใด
เราได้บรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้ถึงความสิ้นอาสวะ
แล้ว. คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ ฯ ล ฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถา
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาเถรคาถา สัฏฐินิบาต.

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 484 (เล่ม 53)

เถรคาถา มหานิบาต
๑. วังคีสเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระวังคีสเถระ
พระวังคีสเถระ เมื่อบวชแล้วใหม่ ๆ ได้เห็นสตรีหลายคนล้วนแต่
แต่งตัวเสียงดงาม พากันไปวิหาร ก็เกิดความกำหนัดยินดี เมื่อบรรเทา
ความกำหนัดยินดีได้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๙ คาถาสอนตนเอง ความว่า
[๔๐๑] ความตรึกทั้งหลาย กับความคะนองอย่างเลวทราม
เหล่านี้ได้ครอบงำเราผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต เหมือนกับ
บุตรของคนสูงศักดิ์ซึ่งมีธนูมาก ทั้งได้ศึกษาวิชาธนูศิลป์
มาอย่างเชี่ยวชาญ ยิงลูกธนูมารอบ ๆ ตัวเหล่าศัตรู ผู้
หลบหลีกไม่ทันตั้งพันลูกฉะนั้น. ถึงแม้หญิงจะมามากยิ่ง
กว่านี้ ก็จักทำการเบียดเบียนเราไม่ได้ เพราะเราได้ตั้ง
อยู่ในธรรมเสียแล้ว ด้วยว่าเราได้สดับทางอันเป็นที่ให้
ถึงนิพพานของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระ-
อาทิตย์อย่างชัดแจ้ง ใจของเราก็ยินดีในทางนั้นแน่นอน
ดูก่อนมารผู้ชั่วร้าย ถ้าท่านยังเข้ามารุกรานเราผู้เป็นอยู่
อย่างนี้ ท่านก็จะไม่ได้เห็นทางของเราตามที่เราทำไม่ให้
ท่านเห็น.
ภิกษุควรละความไม่ยินดี ความยินดี และความตรึก
อันเกี่ยวกับบุตรและภรรยาเป็นต้นเสียทั้งหมดแล้ว ไม่
ควรจะทำตัณหาดังป่าชัฏในที่ไหน ๆ อีก เพราะไม่มี

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 485 (เล่ม 53)

ตัณหาดังป่าชัฏ ชื่อว่าเป็นภิกษุ. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งอาศัยแผ่นดินก็ดี อยู่ในอากาศก็ดี และมีอยู่ใต้แผ่นดิน
ก็ดี เป็นของไม่เที่ยงล้วนแต่คร่ำคร่าไปทั้งนั้น ผู้ที่แทง
ตลอดอย่างนี้แล้ว ย่อมเที่ยวไปเพราะเป็นผู้หลุดพ้น ปุถุ-
ชนทั้งหลายหมกมุ่นพัวพันอยู่ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง
โผฏฐัพพะที่มากระทบ และอารมณ์ที่ได้ทราบ ภิกษุควร
เป็นผู้ไม่หวั่นไหว กำจัดความพอใจในเบญจกามคุณ
เหล่านี้เสีย เพราะผู้ใดไม่ติดอยู่ในกามคุณเหล่านี้ บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี. มิจฉาทิฏฐิซึ่งอิงอาศัยทิฏฐิ
๖๒ ประการ เป็นไปกับด้วยความตรึก อันไม่เป็นธรรม
ตั้งลงมั่น ในความเป็นปุถุชน. ในกาลไหน ๆ ผู้ใดไม่
เป็นไปในอำนาจของกิเลส ทั้งไม่กล่าวถ้อยคำหยาบคาย
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ. ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีใจมั่นคงมา
นมนานแล้ว ไม่ลวงโลก มีปัญญารักษาตน ไม่มีความ
ทะเยอทะยาน เป็นมุนี ได้บรรลุสันติบทแล้ว หวังคอย
เวลาเฉพาะปรินิพพาน.
เมื่อพระวังคีสเถระกำจัดมานะที่เป็นไปแก่ตนไว้แล้ว เพราะอาศัย
คุณสมบัติ คือความมีไหวพริบของตน จึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาต่อไปอีก
ความว่า
ดูก่อนท่านผู้สาวกของพระโคดม ท่านจงละทิ้งความ
เย่อหยิ่งเสีย จงละทิ้งทางแห่งความเย่อหยิ่งให้หมดเสีย

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 486 (เล่ม 53)

ด้วย เพราะผู้หมกมุ่นอยู่ในทางแห่งความเย่อหยิ่ง จะ
ต้องเดือดร้อนอยู่ตลอดกาลช้านาน. หมู่สัตว์ผู้ยังมีความ
ลบหลู่คุณท่าน ถูกมานะกำจัดแล้วไปตกนรก หมู่ชนคน
กิเลสหนา ถูกความทะนงตัวกำจัดแล้ว พากันตกนรก
ต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดกาลนาน กาลบางครั้ง ภิกษุปฏิบัติ
ชอบแล้ว ชนะกิเลสด้วยมรรค จึงไม่ต้องเศร้าโศก ยังกลับ
ได้เกียรติคุณ และความสุข บัณฑิตทั้งหลายเรียกภิกษุ
ผู้ปฏิบัติชอบอย่างนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม. เพราะเหตุนั้น
ภิกษุในศาสนานี้ไม่ควรมีกิเลสเครื่องตรึงใจ ควรมีแต่
ความเพียรชอบ ละนิวรณ์แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ และละ
มานะโดยไม่เหลือแล้ว เป็นผู้สงบระงับ บรรลุที่สุดแห่ง
วิชชาได้. ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ และจิตใจ
ของข้าพเจ้าก็เร่าร้อนเพราะกามราคะเหมือนกัน ดูก่อน
ท่านผู้สาวกของพระโคดม ขอพระคุณจงกรุณาบอกธรรม
เครื่องดับความเร่าร้อนด้วยเถิด.
ท่านพระอานนทเถระกล่าวคาถา ความว่า
จิตของท่านเร่าร้อนก็เพราะความสำคัญผิด เพราะ-
ฉะนั้น ท่านจงละทิ้งนิมิตอันงามซึ่งประกอบด้วยราคะเสีย
ท่านจงอบรมจิตให้มีอารมณ์อันเดียว ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว
ด้วยการพิจารณาสิ่งทั้งปวงว่าเป็นของไม่สวยงาม จง
อบรมกายคตาสติ จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย

486