ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 447 (เล่ม 53)

ขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้
มีความเพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดย
ความเป็นของแปรปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความ
เพียรเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือน
นายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น.
ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกามา-
รมณ์เสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และ
เหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น ภิกษุ
ผู้มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคล
รีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับ
ไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ซึ่งได้ทรงอบรมพระองค์มาแล้ว ผู้ทรงไว้ซึ่ง
พระสรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำปราสาท
ของนางวิสาขามิคารมารดาให้หวั่นไหว ด้วยปลายนิ้วเท้า
บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน
อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วย
กำลังความเพียรอันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความ
เพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็นบุรุษ
ผู้สูงสุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกาย
อันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลายฟาดลงไปตามช่องภูเขา
เวภารบรรพต และภูเขาบัณฑวบรรพต ส่วนอาตมาเป็น

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 448 (เล่ม 53)

บุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้า
ไปสู่ช่องภูเขาเจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ
ยินดีแต่ในธรรมอันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่
ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดา
กราบไหว้ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปะผู้สงบ
ระงับ ผู้ยินดีแต่ธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
เป็นมุนี เป็นทายาทแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์ หรือเป็น
พราหมณ์สืบวงศ์ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ
ถึงพร้อมด้วยไตรเพท. ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์
เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ
ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่
ไหว้พระกัสสปะนี้เพียงครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลาเช้าเข้า
วิโมกข์ ๘ โดยอนุโลมและปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้น
แล้วเที่ยวไปบิณฑบาต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่ารุก
รานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ทำลายตนเสียเลย ท่านจง
ยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่เถิด จงรีบประนม
อัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่านอย่าแตกไปเสียเลย พระ-
โปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อ
ไว้แล้ว เดินไปสู่ทางผิดซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน พระ-

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 449 (เล่ม 53)

โปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะ
ดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึงเป็นผู้ไม่มีแก่นสาร อนึ่ง
เชิญท่านมาดูท่านพระสาบุตรผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณที่
น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลสด้วยสมาธิและปัญญา
มีจิตตั้งมั่นในภายใน เป็นผู้ปราศจากลูกศร สิ้น
สังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้ เป็นพระ-
ทักขิเณยยบุคคลผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ทั้ง
หลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรืองยศศักดิ์นับ
จำนวนหมื่น พร้อมด้วยพรหมชั้นพรหมปุโรหิต ได้
พากันมาประนมอัญชลีนมัสการพระโมคคัลลานเถระ
โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบ
น้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อม
แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้ง
หลายสิ้นไป เป็นทักขิเถยยบุคคล พระโมคคัลลาน-
เถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิด
โดยอริยชาติ ครอบงำความตายได้แล้ว ไม่ติดอยู่ใน
สังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่ในน้ำฉะนั้น พระ-
โมคคัลลานเถระรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียว เสมอ
ด้วยท้าวมหาพรหม เป็นผู้ชำนาญในคุณคืออิทธิฤทธิ์
ในจุติและอุปบัติของสัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาล
อันสมควร ภิกษุใดทรงคุณธรรมชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 450 (เล่ม 53)

และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือพระสารีบุตรเป็นผู้สูงสุดอย่าง
ยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผู้ถึง
ความชำนาญในฤทธิ์ พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้
ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่าโมคคัลลานะโดยโคตร เป็นผู้
ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็น
ปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาไม่อาศัย มี
อินทรีย์มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสทั้งสิ้นเสีย
อย่างเด็ดขาด เหมือนกับกุญชรชาติตัดปลอกที่ทำด้วย
เถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไปฉะนั้น เราคุ้นเคยกับพระ-
ศาสดา ฯ ล ฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เรา
บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการ
นั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้
มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุสันธะ แล้วหมก
ไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือเป็นนรกที่มีขอ
เหล็กตั้งร้อยและเป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทุก
แห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่า
วิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ
หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็น
สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์
ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้าก็จะ

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 451 (เล่ม 53)

ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมานทั้งหลายลอยอยู่ท่าม
กลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสีเหมือนแก้วไพฑูรย์
เป็นวิมานงดงามมีรัศมีพุ่งออกเหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มี
หมู่นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตกต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ
ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม
โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน
ภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุรูป
ใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก
ก็เห็นอยู่ ได้ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้
หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระ-
พุทธเจ้า รู้กรรมและผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน
มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะ
ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง
ทำเวชยันตปราสาทให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และ
ยังเทพเจ้าทั้งหลายให้สลดใจ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่ง
พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน
มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็
จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถามท้าวสักก-
เทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรงทราบวิมุตติ
อันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักก-
เทวราชถูกถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนา

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 452 (เล่ม 53)

ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใดเป็น
สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์
ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะ
ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหา-
พรหมว่า ดูก่อนอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิด
อยู่เหมือนเมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่บนพรหมโลก
เท่านั้น ที่ดาวดึงสพิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมี
ความเห็นผิดอยู่เหมือนก่อน คือท่านยังเห็นอยู่ว่าบน
พรหมโลกมีแสงสว่างพวยพุ่งออกได้เองหรือ ครั้น
ท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว ได้พยากรณ์ตาม
ความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์
ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือไม่ได้เห็นว่า
บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่งออกไปได้เอง ทุกวันนี้
ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับมีความเห็น
ว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรม
และผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่าน
เบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้
ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีปและปุพพ-
วิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีปและชาว
อุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 453 (เล่ม 53)

มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะ
ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะไหม้
คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้
ไหม้ตนเองฉันใด ดูก่อนมาร ท่านประทุษร้ายพระ-
ตถาคตนั้นแล้ว ก็จักเผาตนเอง เหมือนกับคนพาลถูก
ไฟไหม้ฉันนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมาร
คอยแต่ประทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบ
แต่สิ่งซึ่งไม่ใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่
เรา แน่ะมารผู้มุ่งแต่ความตาย เพราะท่านได้ทำบาป
มาโดยส่วนเดียว จะต้องเข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน
ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลาย
ผู้สาวกของพระพุทธเจ้าอีกต่อไปเลย พระมหาโมคคัล-
ลานเถระได้คุกคามมารที่ป่าเถสกฬาวันดังนี้แล้ว ลำดับ
นั้น มารนั้นเสียใจจึงได้หายไป ณ ที่นั้นเอง.
ได้ยินว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถาดังพรรณนา
มาฉะนี้แล.
โดยลำดับนี้ ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้ยกขึ้นรวบรวมไว้
เป็นหมวดเดียวกันฉะนี้แล.
บรรดาคาถาเหล่านั้น ๔ คาถามีอาทิว่า อารญฺญิกา ดังนี้ ท่าน
กล่าวด้วยอำนาจการให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย. บทว่า อารญฺญิกา
ความว่า ชื่อว่า ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เพราะการห้ามเสนาสนะใกล้บ้าน

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 454 (เล่ม 53)

แล้วสมาทานอารัญญิกธุดงค์, ชื่อว่า ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เพราะห้าม
สังฆภัตแล้วสมาทานบิณฑปาติกธุดงค์ คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑ-
บาตที่ตนได้ในลำดับเรือน. บทว่า อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ความว่า ยินดี
เฉพาะบิณฑบาตที่มาถึงในบาตร คือที่นับเนื่องในบาตร ด้วยการเที่ยว
แสวงหา ได้แก่ยินดี คือสันโดษด้วยบิณฑบาตนั้นนั่นเอง. บทว่า ทาเรมุ
มจฺจุโน เสนํ ความว่า เราจะถอนพาหนะคือกิเลสอันเป็นเสนาของมัจจุราช
จากการนำตนเข้าเป็นสหายในกิเลสอันยังความฉิบหายให้เกิด. บทว่า อชฺ-
ฌตฺตํ สุสมาหิตา ความว่า เป็นผู้ตั้งใจมั่นดีในอารมณ์อันเป็นภายใน,
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงอุบายเครื่องทำลายของมัจจุราชนั้น.
บทว่า ธุนาม ความว่า เราจะกำจัดคือ ทำลาย.
บทว่า สาตติกา ความว่า ผู้มีอันกระทำเป็นไปติดต่อ คือมีความ
เพียรเป็นไปติดต่อด้วยภาวนา.
ท่านกล่าว ๔ คาถา มีอาทิว่า อฏฺฐิกงฺกลกุฏิเก ดังนี้ ด้วย
อำนาจโอวาทหญิงแพศยาผู้เข้าใกล้เพื่อประเล้าประโลมตน. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิกงฺกลกุฏิเก ความว่า ซึ่งกระท่อมอันสำเร็จด้วย
โครงกระดูก. บทว่า นฺหารุปสิพฺพิเต ความว่า ร้อยรัดไว้โดยรอบด้วย
เส้นเอ็น ๙๐๐ เส้น ท่านแสดงไว้ว่า คนทั้งหลาย ยกท่อนไม้ผูกด้วย
เถาวัลย์เป็นต้น กระทำให้เป็นกุฏิไว้ในป่า ก็ท่านผูกด้วยโครงกระดูก
อันน่าเกลียดอย่างยิ่ง และผูกกระทำไว้ด้วยเส้นเอ็นอันน่าเกลียดอย่างยิ่ง
ทีเดียว และมันเป็นของน่าเกลียด ปฏิกูลอย่างยิ่ง.
บทว่า ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ ความว่า เต็มคือเปี่ยมไปด้วยสิ่ง

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 455 (เล่ม 53)

อันน่าเกลียดมีประการต่างๆ มีผมและขนเป็นต้น น่าติเตียนท่านผู้มี
กลิ่นเหม็นกว่านั้น คืออาการที่น่าติเตียนจงมีแก่ท่าน. บทว่า ปรคตฺเต
มมายเส ความว่า ก็สรีระนี้ เป็นที่ตั้งขึ้นของหัวฝีในเบื้องบน เป็นความ
ลำบากแก่ท่านผู้มีกลิ่นเหม็นอย่างนี้ เป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น
น่าเกลียด ถือเอาได้แต่สิ่งปฏิกูล. ท่านกระทำความสำคัญว่า กเฬวระ
เช่นนั้นนั่นแหละ และกเฬวระที่เป็นร่างกายของสุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก
และหมู่หนอนเป็นในที่อื่นว่าเป็นของเรา.
บทว่า คูถภสฺเต ความว่า เป็นเสมือนถุงหนังอันเต็มไปด้วยคูถ.
บทว่า ตโจนทฺเธ ความว่า หุ้มห่อด้วยหนัง คือสิ่งที่เป็นโทษปกปิด
ไว้เพียงผิวหนัง. บทว่า อุรคณฺฑิปิสาจินี ความว่า มีฝีที่ตั้งขึ้นที่อก
เป็นเสมือนปิศาจเพราะเป็นสิ่งที่น่ากลัว และนำมาซึ่งความพินาศ. บทว่า
ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ความว่า มีช่อง ๙ ช่อง มีแผล ๙ แห่ง
ไหลออก คือซ่าน ได้แก่หลั่งของที่ไม่สะอาดออกตลอดกาลทุกเมื่อ คือ
ตลอดคืนและวัน.
บทว่า ปริพนฺธํ ความว่า เป็นการผูกพันด้วยสัมมาปฏิบัติ. บท
ว่า ภิกฺขุ ความว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้มีกิเลสอันทำลายแล้ว
เว้นกิเลสนั้นให้ห่างไกล ไม่กระทำความสำคัญว่าเป็นของเรา. ศัพท์ว่า จ
ในบทว่า มีฬฺหํ จ ยถา สุจิกาโม นี้ เป็นเพียงนิบาต, อธิบายว่า
ผู้ชื่อว่า เป็นภิกษุ ย่อมเป็นเหมือนคนมีชาติสะอาด ปรารถนาแต่สิ่ง
สะอาดเท่านั้น อาบน้ำสระผม เห็นของสกปรก เว้นเสียให้ห่างไกล
ฉะนั้น.
บทว่า เอวญฺเจ ตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 456 (เล่ม 53)

ความว่า มหาชนพึงรู้กองแห่งของอันไม่สะอาดที่รู้กันว่า ร่างกายอย่างนี้
พึงเว้นมันเสียให้ห่างไกล คือให้ไกลทีเดียว เหมือนเรารู้ตามความเป็น
จริงฉะนั้น. บทว่า คูถฏฺฐานํว ปาวุเส อธิบายว่า เหมือนบุคคล
ผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถอันเป็นของไม่สะอาด ซึ่งเปื้อนในฤดูฝนเป็น
นิรันตรกาล พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. ก็เพราะเหตุที่ภิกษุไม่รู้ตามความ
เป็นจริง ฉะนั้น เธอจึงจมอยู่ในกองคูถคือร่างกายนั้น ยกศีรษะขึ้น
ไม่ได้.
เมื่อพระเถระประกาศโทษในร่างกายอย่างนี้แล้ว หญิงแพศยา
นั้นละอาย ก้มหน้าลง ตั้งความเคารพในพระเถระ กล่าวคาถาว่า
เรื่องนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น มหาวีระ ได้ยืนนมัสการพระเถระอยู่แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺถ เจเก ความว่า สัตว์บางพวก ย่อม
จมอยู่คือถึงความว้าเหว่ใจ เพราะมีความข้องอยู่เป็นกำลังในกายนี้ แม้มี
สภาวะเป็นของปฏิกูลปรากฏอยู่อย่างนี้. อธิบายว่า เหมือนโคแก่จมอยู่
ในเปือกตมฉะนั้น คือเหมือนโคพลิพัทตัวมีกำลังทุรพล ตกอยู่ในท้อง
เปือกตมใหญ่ ย่อมถึงความวอดวายนั่นแล.
พระเถระเมื่อแสดงกะนางอีกว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเรา ข้อปฏิบัติ
เห็นปานนี้ไร้ประโยชน์ นำมาซึ่งความคับแค้นทีเดียว จึงกล่าว ๒ คาถา
โดยนัยมีอาทิว่า อากาสมฺหิ ดังนี้. หมวดสองแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้
บุคคลใดพึงสำคัญเพื่อจะย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยเครื่องย้อมอย่างอื่น
กรรมนั้นของบุคคลนั้น เป็นบ่อเกิดแห่งความคับแค้น คือพึงนำมาซึ่ง
ความคับแค้นแห่งจิตเท่านั้น ฉันเดียวกันกับการประกอบการงานในสิ่ง
มิใช่วิสัยฉะนั้น.

456