ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 437 (เล่ม 53)

เป็นพระทักขิเณยยบุคคล ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของ
มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรื่อง
ยศศักดิ์นับจำนวนหมื่น พร้อมด้วยพรหมชั้นพรหมปุโรหิต
ได้พากันมาประนมอัญชลีนมัสการพระโมคคัลลานเถระ
โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบ
น้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อม
แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป เป็นทักขิเณยยบุคคล พระโมคคัลลานเถระ
เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิดโดยอริย-
ชาติครอบงำความตายแล้ว ไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือน
ดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระโมคคัลลานเถระรู้แจ้ง
โลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียวเสมอด้วยท้าวมหาพรหม เป็น
ผู้ชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุปบัติของสัตว์
ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาลอันสมควร ภิกษุใดทรง
คุณธรรมชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือ
พระสารีบุตร เป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดใน
วิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผู้ถึงความชำนาญในฤทธิ์ พึง
เนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่า
โมคคัลลานะโดยโคตร เป็นผู้ชำนาญในสมาธิและวิชชา
ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็นปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้า
ผู้อันตัณหาไม่อาศัย มีอินทรีย์มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำ
คือกิเลสทั้งสิ้นเสียเด็ดขาด เหมือนกุญชรชาติตัดปลอก

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 438 (เล่ม 53)

ที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไปฉะนั้น เราคุ้นเคย
กับพระศาสดา ฯ ล ฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้
แล้ว เราบรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพ-
ชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว
มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ
และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ แล้ว
หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือเป็นนรก
ที่มีขอเหล็กตั้งร้อย และเป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะ
ตนทุกแห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวก
นามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
กกุสันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้
ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม
โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน
ภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมานทั้ง-
หลายลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสี
เหมือนแก้วไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงาม มีรัศมีพลุ่งออก
เหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มีหมู่นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตก
ต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระ-
พุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมาร
ผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้อง
ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุรูปใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้
ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ได้ทำปราสาท

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 439 (เล่ม 53)

ของนางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหวได้ ด้วยปลาย
นิ้วเท่า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและ
ผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่าน
เบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่
แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาท
ให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และยังเทพเจ้าให้สลดใจ
ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม
โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุ
นั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถาม
ท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรง
ทราบวิมุตติอันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร
ท้าวสักกเทวราชถูกถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนว
เทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใด
เป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน
มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้อง
ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหาพรหมว่า
ดูก่อนอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิดอยู่เหมือน
เมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่บนพรหมโลกเท่านั้น ที่
ดาวดึงส์พิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมีความเห็นผิดอยู่
เหมือนก่อน คือท่านยังเห็นอยู่ว่าบนพรหมโลกมีแสงสว่าง

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 440 (เล่ม 53)

พวยพุ่งออกได้เองหรือ ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหา
แล้ว พยากรณ์ตามความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่
พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน
คือไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่งออกไปได้
เอง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับ
มีความเห็นว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ
ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็น
แน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีป
และปุพพวิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีป
และชาวอุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็น
สาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์
ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะ
ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะไหม้
คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้
ไหม้ตนเองฉันใด ดูก่อนมาร ท่านประทุษร้ายพระตถาคต
นั้นแล้ว ก็จักเผาตนเองเหมือนกับคนพาลถูกไฟไหม้
ฉันนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมารคอยแต่ประ-
ทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบแต่สิ่งซึ่งมิใช่บุญ
หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา แน่ะมารผู้มุ่งแต่

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 441 (เล่ม 53)

ความตาย เพราะท่านได้ทำบาปมาโดยส่วนเดียว จะต้อง
เข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระ-
พุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของพระพุทธเจ้าอีก
ต่อไปเลย พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่า
เภสกฬาวัน ดังนี้แล้ว ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจจึงได้
หายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง.
ได้ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมด
ด้วยประการฉะนี้แล.
ในสัฏฐิกนิบาตปรากฏว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ
ผู้มีฤทธิ์มากองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาเหล่านั้นไว้
๖๐ คาถา.
จบสัฏฐิกนิบาต
อรรถกถา สัฏฐินิบาต๑
อรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถาที่ ๑
ในสัฏฐิกนิบาต คาถาของท่านพระมหาโมคคัลถามเถระ มีคำ
เริ่มต้นว่า อารญฺญิกา ปิณฺฑปาติกา ดังนี้ เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
เรื่องท่านพระมหาโมคคัลลานเถระนั้น ท่านได้กล่าวไว้แล้ว ใน
เรื่องแห่งพระธรรมเสนาบดีนั่นแล.
จริงอยู่ ในวันที่ ๗ แต่วันที่บวชแล้ว พระเถระเข้าไปอาศัย
กัลลวาลคาม ในมคธรัฐ กระทำสมณธรรม เมื่อถีนมิทธะครอบงำ ถูก
๑. บาลีเป็น สัฏฐิกนิบาต.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 442 (เล่ม 53)

พระศาสดาทรงให้สลดด้วยคำมีอาทิว่าโมคคัลลานะ โมคคัลลานะ พราหมณ์
ท่านอย่าประมาทความเป็นผู้นิ่งอันประเสริฐ ดังนี้แล้ว บรรเทาถีนมิทธะ
ฟังธาตุกรรมฐานที่พระศาสดาตรัสนั่นแล เจริญวิปัสสนา เข้าถึงมรรค
เบื้องบน ๓ ตามลำดับ บรรลุสาวกบารมีญาณในขณะพระอรหัตผล. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้
ประเสริฐสุดในโลก เป็นนระผู้องอาจ อันเทวดาและ
ภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับอยู่ ณ ประเทศหิมวันต์ เวลานั้น
เราเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ แปลงรูปอันน่าใคร่ได้
ต่าง ๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่ เราละหมู่นาคซึ่งเป็น
บริวารทั้งสิ้น มาตั้งวงดนตรีในกาลนั้น หมู่นาคแวดล้อม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประโคมอยู่ เมื่อดนตรีของมนุษย์
และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดาก็ประโคม พระ-
พุทธเจ้าทรงสดับเสียง ๒ ฝ่ายแล้ว ทรงตื่นบรรทม เรา
นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของ
เรา เราปูลาดอาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยา-
หาร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก อันพระขีณาสพ
พันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว
เสด็จมายังภพของเราเวลานั้น เรายังพระมหาวีรเจ้า
ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ซึ่งเสด็จเข้า
มา (พร้อม) กับภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 443 (เล่ม 53)

พระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้ว
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้บูชาสงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของ
โลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้นจักไปสู่เทวโลก จัก
เสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๓๓ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติแผ่นดิน
ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ถ้วนจักบังเกิดแก่ผู้นั้นขณะนั้น.
ในกัปนับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่า โค-
ตมะ โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช
จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึง
ความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์มีนามชื่อว่า โกลิตะ
ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวช จักได้
เป็นพระสาวกองค์ที่สอง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า โคดม จักปรารภความเพียรมอบกายถวายชีวิต ถึง
ที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะจักปรินิพพาน.
เพราะอาศัยมิตรผู้ลามก ตกอยู่ในอำนาจกามราคะ
มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ฆ่ามารดาและแม้บิดาได้
เราได้เข้าถึงภูมิใด ๆ จะเป็นนิรยภูมิ หรือมนุสสภูมิ
ก็ตาม อันพรั่งพร้อมด้วยกรรมอันลามก เราก็ต้องศีรษะ
แตกตายในภูมินั้น ๆ นี้เป็นกรรมครั้งสุดท้ายของเรา
ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้กรรมเช่นนี้จักมีแก่เรา
ในเวลาใกล้จะตาย

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 444 (เล่ม 53)

เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนด
รู้อาสวะทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ แม้แผ่นดินอันลึกซึ้ง
หนาอันอะไรขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์พึงให้ไหว
ได้ด้วยนิ้วแม่มือซ้าย เราไม่เห็นอัสมิมานะ มานะของเรา
ไม่มี (เราไม่มีมานะ) เรากระทำความยำเกรงอย่างหนัก
แม้ที่สุดในสามเณร ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรา
สั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้
บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่แห่งพระ-
อริยะ ในเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงตั้งสาวกทั้งหลายของพระองค์ใน
เอคทัคคะด้วยคุณนั้น ๆ จึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะด้วยความเป็นผู้มี
ฤทธิ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ โมคคัลลานะ
เป็นเลิศ เพราะเหตุนั้น พระมหาเถระผู้ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ ที่
พระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะอย่างนี้ อาศัยนิมิตนั้น ๆ จึงได้กล่าว
คาถาในที่นั้น ๆ ซึ่งพระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ได้ยกขึ้นสู่สังคายนา
รวมกันในสังคีติกาล โดยลำดับนี้ว่า
ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาต
เป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่
การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดีในภายใน พึงทำลาย
เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือการอยู่ในป่า

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 445 (เล่ม 53)

เป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะ
อาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา พึง
กำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนกุญชรทำ
ลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น. ภิกษุผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็น
วัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารใน
บาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึง
ทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย
ผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์
ยินดีเฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา พึง
กำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชร
ทำลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น.
เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครง
กระดูกอันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไป
ด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด ที่คนทั่ว ๆ ไป
เข้าใจว่า เป็นของผู้อื่นและเป็นของตนในร่างกายของ
เธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังห่อหุ้มปกปิดไว้
เหมือนนางปิศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออก
เนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง
เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีก
เลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกลฉะนั้น, หากว่า คนพึงรู้จัก
สรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีก
เธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาดเห็นหลุม

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 446 (เล่ม 53)

คูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกลฉะนั้น.
ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรก็
เป็นจริงอย่างนั้น แต่คนบางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกาย
อันนี้เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตมฉะนั้น.
ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อม
อย่างอื่น การกระทำของผู้นั้นก็ลำบากเปล่า ๆ จิตของเรา
นี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน เพราะ-
ฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิต อันลามก
ของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟย่อม
ถึงความพินาศฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อน
ยกขั้นตั้งไว้ มีแผลทั่ว ๆ ไป อันบุญกรรมกระทำให้วิจิตร
กระสับกระส่าย พวกคนพาลพากันดำริโดยมาก ไม่มี
ความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด.
เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วยอุฏ-
ฐานะเป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว ก็
เกิดเหตุน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้า สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น
สงบระงับเป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์
โดยความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชน
เหล่านั้นชื่อว่า แทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนาย

446