ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 427 (เล่ม 53)

บทว่า วุฏฺฐมฺหิ ความว่า เมื่อฝนตกใหม่ ๆ.
บทว่า จตุรงฺคุเล ติเณ ความว่า เมื่อฝนตกและหญ้างอกงาม ยาว
ประมาณ ๔ นิ้ว เช่นกับผ้ากัมพลมีสีแดงจัดในที่นั้น ๆ.
บทว่า สํปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน ความว่า หมู่ไม้คล้ายกับ
เมฆฝนบานสะพรั่งทีเดียว.
บทว่า นคนฺตเร ได้แก่ ในระหว่างภูเขา.
บทว่า วิฏปิสโม สยิสฺสํ ความว่า เป็นผู้เช่นกับต้นไม้ไม่มีอะไร
ปกคลุมนอนอยู่.
บทว่า ตํ เม มุทู เทหิติ ตูลสนฺนิภํ ความว่า เครื่องลาดหญ้า
นั้นอ่อนนุ่ม มีสัมผัสสบาย งดงามเหมือนปุยนุ่น จักเป็นที่นอนของเรา.
บทว่า ตถา ตุ กสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ความว่า บุรุษผู้เป็นใหญ่
บางคน ให้ทาสเป็นต้นผู้ทำตามคำของตน ให้เป็นไปในอำนาจฉันใด
ดูก่อนจิต แม้เราก็ฉันนั้น จักกระทำจิตนั้นให้เหมือนอย่างนั้น จะให้อยู่
ในอำนาจของเราเท่านั้น. อย่างไร ? คือสิ่งใดที่เราได้ แม้สิ่งนั้นจงควร
แก่เรา อธิบายว่า ในปัจจัย ๔ เราได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงสิ่งนั้นก็จงควร
คือจงสำเร็จแก่เรา. ด้วยคำนั้นท่านจึงแสดงว่า
สัตว์บางพวกในโลกนี้ ย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งจิต เพราะเหตุ
ให้เกิดตัณหา แต่เราเว้นการเกิดตัณหาให้ห่างไกล ทำจิตให้เหมือนทาส
ให้เป็นไปในอำนาจแห่งตน.
บทว่า น ตาหํ กสฺสามิ ยถา อตนฺทิโต พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ
ความว่า ดูก่อนจิต ความเกียจคร้านย่อมจับต้องจิตอีก เพราะเหตุเว้นการ
เกิดตัณหา ใคร ๆ แม้อื่นผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมทำจิตของตนให้ควรแก่การ

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 428 (เล่ม 53)

งาน คือให้เหมาะแก่การงานด้วยภาวนา โดยการประกอบสัมมัปธาน
ฉันใด ดูก่อนจิต แม้เราก็ฉันนั้น กระทำจิตนั้นให้ควรแก่การงาน คือ
ให้เหมาะแก่การงาน ได้แก่ให้เป็นไปในอำนาจแห่งตน. เปรียบเหมือน
อะไร ? เหมือนบุคคลเลื่อนถุงใส่แนวฉะนั้น. ศัพท์ว่า น เป็นเพียงนิบาต.
ถุงใส่แมวที่บุคคลเลื่อนดีแล้ว ย่อมควรแก่การงาน คือแก่การงานและ
เป็นอันคุ้มครองได้โดยสะดวกฉันใด เราจักกระทำจิตให้เป็นฉันนั้น.
บทว่า วิริเยน ตํ มยฺห วสฺสานยิสฺสํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ
เราจักยังกำลังแห่งภาวนาให้เกิดด้วยความเพียรของตน แล้วจักนำเธอมาสู่
อำนาจของเราด้วยความเพียรนั้น.
บทว่า คชว มตฺตํ กุสลงฺกุสคฺคโห ความว่า เหมือนนายหัต-
ถาจารย์ผู้ฉลาดเฉียบแหลม นำช้างตัวซับมันมาสู่อำนาจของตน ด้วยกำลัง
แห่งการศึกษาของตน อธิบายว่าเหมือนกันนั่นเเหละ.
ศัพท์ว่า หิ ในบทว่า ตยา สุทนฺเตน อวฏฺฐิเตน หิ เป็นเพียง
นิบาต ความว่า ดูก่อนจิต ท่านผู้ฝึกด้วยดีด้วยสมถะและวิปัสสนาภาวนา
ชื่อว่าตั้งมั่นแล้ว เพราะดำเนินตามวิปัสสนาวิถี โดยชอบแท้เพราะเหตุ
นั้นแล.
บทว่า หเยน โยคฺคาจริโยว อุชฺชุนา ความว่า นายอัสสาจารย์
ผู้ประกอบด้วยวิชาฝึกม้าที่ให้ตรงไม่โกง เพราะตนฝึกดีแล้วสามารถเพื่อ
ดำเนินไปจากที่ไม่ปลอดภัยสู่ที่อันปลอดภัยฉันใด เราก็สามารถเพื่อดำเนิน
ไปสู่ที่ปลอดภัยฉันนั้น อธิบายว่า ชื่อว่าที่ปลอดภัย เพราะไม่มีกิเลสอัน
กระทำความไม่ปลอดภัย.
บทว่า จิตฺตานุรกฺขีหิ ความว่า เราอาจ คือสามารถเพื่อดำเนิน
ตาม คือเพื่อบรรลุอริยมรรค อันบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 429 (เล่ม 53)

เสพแล้วตลอดกาลทั้งสิ้น ด้วยศีลเป็นเครื่องตามรักษาจิตของตน.
บทว่า อารมฺมเณ ตํ พลสา นิพนฺธิสํ นาคํว ถมฺภมฺหิ ทฬฺหาย
รชฺชุยา ความว่า ดูก่อนจิต เราจะผูกจิตไว้ในอารมณ์กรรมฐาน
ด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างใหญ่ไว้ที่เสาตะลุง ด้วย
เชือกอันมั่นคงฉะนั้น.
บทว่า ตํ เม สุคุตฺตํ สติยา สุภาวิตํ ความว่า ดูก่อนจิต ท่าน
นั้นเป็นผู้อันสติของเราคุ้มครองดีแล้ว และอบรมดีแล้ว.
บทว่า อนิสฺสิตํ สพฺพภเวสุ เหหิสิ ความว่า ท่านจักเป็นผู้อัน
ความประพฤติที่นอนเนื่องในสันดานมีตัณหาเป็นต้น ในภพทั้งหมดมี
กามภพเป็นต้นไม่อาศัยแล้ว ด้วยกำลังอริยมรรคภาวนา.
บทว่า ปญฺญาย เฉตฺวา วิปถามุสารินํ ความว่า ท่านจงตัด
ทางดำเนินที่ผิด คือที่เกิดแห่งอายตนะ คือจงตัดทางเป็นที่ไหลออกแห่ง
กิเลส คือทางดิ้นรนแห่งกิเลส อันเป็นเหตุให้เดินทางผิดตามความเป็นจริง
แล้วทำการป้องกันด้วยอำนาจตัดกระแสตัณหา ด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา
อันเป็นที่เข้าไปอาศัยอินทรียสังวร.
บทว่า โยเคน นิคฺคยฺห ความว่า ข่มใจแล้วด้วยการทำลายด้วย
ความสามารถคือด้วยความเพียรกล่าวคือวิปัสสนาภาวนา. บทว่า ปเถ
นิเวสิยา ความว่า ส่งใจคือให้ตั้งอยู่ในวิปัสสนาวิถี อนึ่ง ในกาลใด
วิปัสสนาอันตนพยายามให้เกิดขึ้น ย่อมสืบต่อด้วยมรรค เมื่อนั้นท่านจัก
เห็นความเสื่อมและความเจริญ แห่งความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ โดยความ
ไม่หลงโดยประการทั้งปวง ด้วยการแสดงไขว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความ
เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา จักเป็น

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 430 (เล่ม 53)

ทายาทคือเป็นโอรสของผู้มีวาทะอันเลิศในโลกพร้อมด้วยเทวโลก คือพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า จตุพฺพิปลฺลาสวสํ อธิฏฺฐิตํ ความว่า ได้นำเราให้ตั้งมั่น
คือให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการนี้ คือในสิ่งที่ไม่
เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่มิ
ใช่ตนว่าเป็นตน ดังนี้.
บทว่า คามณฺฑลํว ปริเนสิ จิตตฺ มํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ
ท่านฉุดคร่าเราไปเหมือมเด็กชาวบ้าน คือฉุดคร่าให้หมุนไปจากที่โน้นและ
ที่นี้.
บทว่า นนุ สํโยชนพนฺธนจฺฉิทํ ความว่า ท่านคบหาพระมหา-
มุนี คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยกรุณา ผู้ตัดเครื่องผูก ๑๐
อย่าง กล่าวคือสังโยชน์แน่ ย่อมสรรเสริญพระศาสดาด้วยการประกอบ
ด้วยความสรรเสริญว่า ท่านเว้นผู้มีอานุภาพมากเห็นปานนี้ แต่แสวงหา
ท่านผู้มีตบะเห็นตามความชอบใจ.
บทว่า มิโค ยถา ความว่า เหมือนมฤคชาติพอใจมีอำนาจเอง
ย่อมยินดีด้วยความใคร่ ในที่ไม่อากูล อันวิจิตรตระการด้วยดี ด้วยต้นไม้
กอไม้และเถาวัลย์เป็นต้น.
บทว่า รมฺมํ คิรึ ปาวุสอพฺภมาลินึ ความว่า เราได้ภูเขาอันน่า
รื่นรมย์ใจ เพราะสงัดจากหมู่ชนและเป็นที่รื่นรมย์ใจ ชื่อว่ามีพวงมาลัยดุจ
กลุ่มเมฆ เพราะประกอบด้วยดอกไม้ทั้งบนบกและในน้ำ โคตรอบในฤดู
ฝนอย่างนี้ จักยินดีภูเขานั้น ดูก่อนจิต ท่านจักเสื่อมโดยส่วนเดียว
อธิบายว่า จักตั้งอยู่ด้วยความวอดวายในสงสาร.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 431 (เล่ม 53)

ด้วยบทว่า เย ตุยฺห ฉนฺเทน วเสน วตฺติโน ท่านกล่าวหมาย
เอาปุถุชนทั้งปวง โดยความเป็นผู้เสมอกับจิต.
คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนจิตผู้เจริญ นระและนารีทั้งหลาย
ตั้งอยู่ด้วยความพอใจ คือด้วยอำนาจความชอบใจของท่าน ย่อมเสวย
จักประสบความสุขอันอาศัยเรือนใด คนเหล่านั้น เป็นคนโง่ อันธพาล
เป็นไปในอำนาจแห่งมาร คือมีปกติเป็นไปในอำนาจแห่งกิเลสมารเป็นต้น
เพลิดเพลินในภพเพราะเพลิดเพลินในกามภพเท่านั้น สาวกของท่าน
กระทำตามคำพร่ำสอน ส่วนพวกเราเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราไม่เป็นไปในอำนาจของท่าน.
เมื่อก่อนพระเถระจำแนกโยนิโสมนสิการ อันเป็นไปด้วยอำนาจการ
ข่มจิตโดยประการต่าง ๆ แสดงธรรมด้วยอำนาจให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย
ผู้ตั้งอยู่ในที่ใกล้. ก็ในที่นี้คำใดที่ท่านไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถใน
ระหว่าง ๆ คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาตาลปุฏเถรคาถาที่ ๑
จบปรมัตถทีปนี
อรรถกถาเถรคาถา ปัญญาสนิบาต

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 432 (เล่ม 53)

เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต
๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระมหาโมคคัลลานเถระ
[๔๐๐] พระโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาเบื้องต้น
ความว่า
ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาต
เป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การ
แสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดีในภายใน พึงทำลายเสนา
แห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือการอยู่ในป่าเป็น
วัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหาร
ที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา ฟังกำจัด
เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชรทำลาย
เรือนไม้อ้อฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารในบาตร
อันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึงทำลาย
เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลายผู้ถือการ
อยู่โคนไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดี
เฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา พึงกำจัด
เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชรทำลาย
เรือนไม้อ้อฉะนั้น.
อีก ๔ คาถาต่อไป ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตไว้ ด้วย
อำนาจสอนหญิงแพศยาซึ่งมาเล้าโลมท่านว่า

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 433 (เล่ม 53)

เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครง
กระดูกอันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไป
ด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด ที่คนทั่ว ๆ
ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่นและเป็นของตน ในร่างกายของ
เธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้
เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออก
เนื่องนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง
เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีก
เลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกลฉะนั้น หากว่าคนพึงรู้จักสรีระ
ของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีกเธอไป
เสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถ
ในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกลฉะนั้น.
เมื่อหญิงแพศยาคนนั้นได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงตอบ
พระเถระเป็นคาถา ความว่า
ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรเป็น
จริงอย่างนั้น แต่คนบางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกายอันนี้
เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตมฉะนั้น.
พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อจะชี้แจงให้นางรู้ว่า การประพฤติตาม
ใจชอบเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่นำโทษมาให้โดยถ่ายเดียว จึงกล่าว
เป็นคาถา ๒ คาถา ความว่า
ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อม
อย่างอื่น การกระทำของผู้นั้นก็ลำบากเปล่า ๆ จิตของเรา

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 434 (เล่ม 53)

นี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน เพราะ-
ฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิตอันลามก
ของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟ
ย่อมถึงความพินาศฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก
๓๐๐ ท่อนยกขึ้นตั้งไว้ มีแผลทั่ว ๆ ไป อันบุญกรรม
กระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพากันดำริ
โดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด.
พระมหาโมคคัลลานะ ปรารภการนิพพานของพระสารีบุตรเถระเป็น
เหตุ จึงกล่าวคาถาขึ้น ๔ คาถา ความว่า
เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วย
อุฏฐานะเป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว
ก็เกิดเหตุน่าสะพึงกลัว ขนพองสยองเกล้า สังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น
สงบระงับเป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดย
ความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชนเหล่า
นั้นชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนู
ยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้มีความ
เพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความ
เป็นของแปรปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความเพียร
เหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือน
นายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 435 (เล่ม 53)

พระมหาโมคคัลลานะปรารภพระติสสเถระ จึงกล่าวเป็นคาถาหนึ่ง
คาถา ความว่า
ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกา-
มารมณ์เสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และ
เหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น ภิกษุ
มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคล
รีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับไฟ
ซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าซึ่งได้ทรงอบรมพระองค์มาแล้ว ผู้ทรงไว้ซึ่งพระ-
สรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำปราสาทของ
นางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหว ด้วยปลายนิ้วเท้า
บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน
อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วย
กำลังความเพียรอันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความ
เพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็นบุรุษผู้สูงสุด
ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกายอันมีในที่สุด
สายฟ้าทั้งหลาย ฟาดลงไปตามซ่องภูเขาเวภารบรรพต
และภูเขาบัณฑวบรรพต ส่วนอาตมาเป็นบุตรของพระ-
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้าไปสู่ช่องภูเขา
เจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ในธรรม
อันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ในเสนาสนะอันสงัด
เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 436 (เล่ม 53)

อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดากราบไหว้ ดูก่อน
พราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปะผู้สงบระงับ ผู้ยินดีแต่
ในธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็น
ทายาทแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่
มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ สิบวงศ์
ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วย
ไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง
เวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖
อันจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ไหว้พระกัสสปะนี้เพียง
ครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลาเช้าเข้าวิโมกข์ ๘ โดยอนุโลม
และปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้วเที่ยวไปบิณฑบาต
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้
ทำลายตนเสียเลย ท่านจงยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์
ผู้คงที่เถิด จงรีบประนมอัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่าน
อย่าแตกไปเสียเลย พระโปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม
เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว เดินไปสู่ทางผิดซึ่ง
เป็นทางคดไม่ควรเดิน พระโปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร
ติดอยู่ในลาภและสักการะดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึง
เป็นผู้ไม่มีแก่สาร อนึ่ง เชิญท่านมาดูท่านพระสารีบุตร
ผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณที่น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลส
ด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นในภายใน เป็นผู้ปราศ-
จากลูกศร สิ้นสังโยชน์บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้

436