บทว่า วุฏฺฐมฺหิ ความว่า เมื่อฝนตกใหม่ ๆ.
บทว่า จตุรงฺคุเล ติเณ ความว่า เมื่อฝนตกและหญ้างอกงาม ยาว
ประมาณ ๔ นิ้ว เช่นกับผ้ากัมพลมีสีแดงจัดในที่นั้น ๆ.
บทว่า สํปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน ความว่า หมู่ไม้คล้ายกับ
เมฆฝนบานสะพรั่งทีเดียว.
บทว่า นคนฺตเร ได้แก่ ในระหว่างภูเขา.
บทว่า วิฏปิสโม สยิสฺสํ ความว่า เป็นผู้เช่นกับต้นไม้ไม่มีอะไร
ปกคลุมนอนอยู่.
บทว่า ตํ เม มุทู เทหิติ ตูลสนฺนิภํ ความว่า เครื่องลาดหญ้า
นั้นอ่อนนุ่ม มีสัมผัสสบาย งดงามเหมือนปุยนุ่น จักเป็นที่นอนของเรา.
บทว่า ตถา ตุ กสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ความว่า บุรุษผู้เป็นใหญ่
บางคน ให้ทาสเป็นต้นผู้ทำตามคำของตน ให้เป็นไปในอำนาจฉันใด
ดูก่อนจิต แม้เราก็ฉันนั้น จักกระทำจิตนั้นให้เหมือนอย่างนั้น จะให้อยู่
ในอำนาจของเราเท่านั้น. อย่างไร ? คือสิ่งใดที่เราได้ แม้สิ่งนั้นจงควร
แก่เรา อธิบายว่า ในปัจจัย ๔ เราได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงสิ่งนั้นก็จงควร
คือจงสำเร็จแก่เรา. ด้วยคำนั้นท่านจึงแสดงว่า
สัตว์บางพวกในโลกนี้ ย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งจิต เพราะเหตุ
ให้เกิดตัณหา แต่เราเว้นการเกิดตัณหาให้ห่างไกล ทำจิตให้เหมือนทาส
ให้เป็นไปในอำนาจแห่งตน.
บทว่า น ตาหํ กสฺสามิ ยถา อตนฺทิโต พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ
ความว่า ดูก่อนจิต ความเกียจคร้านย่อมจับต้องจิตอีก เพราะเหตุเว้นการ
เกิดตัณหา ใคร ๆ แม้อื่นผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมทำจิตของตนให้ควรแก่การ