ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 417 (เล่ม 53)

บทว่า ขนฺเธ ได้แก่ อุปาทานขันธ์.
บทว่า ปฏิปสฺส โยนิโส ความว่า จงเห็นด้วยอุบายโดยชอบด้วย
วิปัสสนาญาณ โดยประการต่าง ๆ มีอาทิอย่างนี้ว่า โดยเป็นโรค โดย
เป็นดุจฝี โดยเป็นดุจลูกศร โดยเป็นความคับแค้น โดยเป็นอาพาธ.
บทว่า ตํ ชห ความว่า จงละ คือจงถอนตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นั้น.
บทว่า อิเธว ได้แก่ ในอัตภาพนี้เท่านั้น.
บทว่า อนิจฺจํ เป็นต้น ความว่า ท่านจงเห็นว่าไม่เที่ยง เพราะมี
ที่สุด เพราะไม่ล่วงความเป็นของไม่เที่ยงไปได้ เพราะเป็นไปชั่วกาล
เท่านั้น และปฏิเสธต่อความเที่ยง. บทว่า ทุกฺขํ ความว่า จงเห็นว่าเป็น
ทุกข์ เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้น เพราะมีภัยเกิดขึ้นเฉพาะ
หน้า เพราะทนได้ยาก เพราะปฏิเสธความสุข.
บทว่า สุญฺญํ ความว่า ชื่อว่า ว่างเปล่า เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ
เพราะไม่มีเจ้าของ เพราะไม่มีสาระ และเพราะปฏิเสธอัตตา เพราะเหตุ
นั้นนั่นแล จึงชื่อว่าเป็นอนัตตา. มีวาจาประกอบความว่า จงพิจารณา
เห็นโดยแยบคายว่า เป็นทุกข์และเป็นผู้ฆ่า เพราะเป็นอันจะพึงถูกติเตียน
แลเป็นความเจ็บป่วยหาความเจริญมิได้.
บทว่า มโนวิจาเร อุปรุนฺธ เจตโส ความว่า จงปิดกั้น คือจง
ห้าม ได้แก่ จงดับความสำคัญทางมโนวิจารทางใจ ๑๘ อย่าง มีการ
พิจารณาถึงโสมนัสเป็นต้นอันอาศัยเรือน.
บทว่า มุณฺโฑ ความว่า เข้าถึงซึ่งความเป็นคนโล้น คือเป็นผู้
ปลงผมและหนวด.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 418 (เล่ม 53)

บทว่า วิรูโป ความว่า เป็นผู้ผิดรูป คือเข้าถึงความเป็นผู้มีรูปต่าง
กัน เพราะเป็นคนโล้นนั้น เพราะมีขนรกรุงรัง เพราะมีผ้ากาสายะถูก
ทำลาย.
บทว่า อภิสาปมาคโต ความว่า เข้าถึงการถูกสาปแช่งอย่างยิ่ง อัน
พระอริยเจ้าทั้งหลายควรกระทำว่า ผู้มีก้อนข้าวมีบาตรอยู่ในมือเที่ยวไป.
สมจริงดังคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านเป็นผู้มีก้อนข้าว
มีบาตรในมือเที่ยวไปในโลก นี้เป็นผู้ถูกสาปแช่ง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ท่านเป็นเหมือนมีกระเบื้องในมือ เที่ยวขอในตระกูล.
บทว่า ยุญฺชสฺสุ สตฺถุวจเน ความว่า จงการทำการประกอบ คือ
จงประกอบเนือง ๆ ในโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า สุสํวุตตฺโต ความว่า ผู้สำรวมโดยชอบแล้ว ด้วยกาย วาจา
และจิตด้วยดี.
บทว่า วิสุขนฺตเร จรํ ความว่า เที่ยวไปอยู่ในตรอกพิเศษเพื่อ
ภิกขาจาร.
บทว่า จนฺโท ยถา โทสินปุณฺณมาสิยา มีวาจาประกอบความว่า
จงเที่ยวไปเหมือนพระจันทร์เพ็ญปราศจากโทษ ใหม่อยู่เป็นนิจในตระกูล
น่าเลื่อมใส.
บทว่า สทา ธุเต รโต ความว่า ยินดียิ่งในธุดงคคุณตลอดกาล
ทั้งสิ้น.
บทว่า ตถูปมํ จิตฺตมิทํ กโรสิ ความว่า บุรุษบางคนปรารถนา
ผลไม้ ปลูกต้นไม้มีผล พอได้ผลจากต้นไม้นั้น ก็ปรารถนาจะตัดต้นไม้

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 419 (เล่ม 53)

นั้นแต่รากฉันใด ดูก่อนจิต ท่านจงกระทำข้อนี้ให้เหมือนกับบุรุษนั้น
คือให้มีส่วนเปรียบกับต้นไม้นั้นฉันนั้น.
บทว่า ยํ มํ อนิจฺจมฺหิ จเล นิยุญฺชสิ ความว่า ท่านประกอบ
เราใดไว้ในบรรพชา แล้วประกอบผลแห่งการบรรพชา ที่เป็นไปตลอด
กาลนาน ในความไม่เที่ยงในความหวั่นไหว ในปากทางแห่งสงสาร
คือให้เป็นไปด้วยอำนาจการประกอบไว้.
ชื่อว่า อรูป เพราะไม่มีรูป. จริงอยู่ สัณฐานเช่นนั้น หรือประเภท
แห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่จิต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าไม่มีรูป.
ชื่อว่า ทูรงฺคม เที่ยวไปในที่ไกลเพราะเป็นไปในที่ไกล. แม้ถ้าว่า
ชื่อว่าการไปของจิต โดยส่วนแห่งทิศมีทิศตะวันออกเป็นต้น แม้เพียงใย
แมลงมุม ย่อมไม่มีแก่จิตนั้น แต่ย่อมรับอารมณ์ที่มีอยู่ในที่ไกล เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูรงฺคม เที่ยวไปในที่ไกล.
ท่านเป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้น ชื่อว่า เอกจารี ผู้ ๆ เดียวเที่ยวไป
เพราะเป็นไปด้วยอำนาจเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป. โดยที่สุดจิตทั้ง ๒-๓
ดวง ชื่อว่าสามารถเพื่อจะเกิดขึ้นพร้อมกันย่อมไม่มี แต่จิตดวงเดียวเท่านั้น
ย่อมเกิดขึ้นในสันดานเดียวกัน เมื่อจิตนั้นดับแล้วย่อมเกิดขึ้นดวงเดียว
เท่านั้นแม้อีก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าดวงเดียวเที่ยวไป.
บทว่า น เต กริสฺสํ วจนํ อิทานิหํ ความว่า แม้ถ้าเป็นไป
ในอำนาจของท่านในกาลก่อนไซร้ ก็บัดนี้ เราจักไม่เป็นไปในอำนาจ
แห่งจิต จำเดิมแต่กาลที่เราได้โอวาทของพระศาสดาแล้ว. หากมีคำถาม
สอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร ? เฉลยว่า เพราะกามทั้งหลายเป็นทุกข์ มี
ภัยมาก ชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นทุกข์ทั้งในอดีต มีผลดุจหนามแม้ในอนาคต

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 420 (เล่ม 53)

ชื่อว่ามีภัยใหญ่หลวง. เพราะติดตามด้วยภัยใหญ่ ต่างด้วยมีการติเตียนตน
เป็นต้น เราจักมีใจมุ่งสู่พระนิพพานเท่านั้นเที่ยวไป เพราะฉะนั้น เราจึง
มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพานเท่านั้นอยู่.
เมื่อจะแสดงความที่เรามีใจมุ่งสู่พระนิพพานนั้นเท่านั้น จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ อลกฺขยา มีวาจาประกอบความว่า
เราไม่ได้ออกจากเรือนเพราะหมดบุญ คือเพราะหมดสิริ.
บทว่า อหิริกฺกตาย ความว่า เพราะไม่มีความละอาย เหมือน
กระทำการเยาะเย้ยตามที่มีโทษ.
บทว่า จิตฺตเหตุ ความว่า บางคราวเป็นนิครนถ์ บางคราวเป็น
ปริพาชกเป็นต้น เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต เหมือนบุรุษมีจิต
ไม่ตั้งมั่นฉะนั้น.
บทว่า ทูรกนฺตนา ความว่า เพราะได้รับเมตตาจากพระราชาเป็น
ต้นแล้ว มีจิตคิดประทุษร้ายในพระราชาเป็นต้นนั้น.
บทว่า อาชีวเหตุ ความว่า เพราะเหตุแห่งอาชีพ เราเป็นผู้มี
อาชีวะเป็นปกติ ไม่ได้ออกบวชเพราะภัยจากอาชีวะ.
ด้วยบทว่า กโต จ เต จิตฺต ปฏิสฺสโว มยา นี้ ท่านแสดงว่า
ดูก่อนจิต ท่านได้กระทำการรับรองไว้กับเราแล้วมิใช่หรือว่า เราจะอยู่
ในอำนาจของท่านจำเดิมแต่กาลบวชแล้ว.
บทว่า อปฺปิจฺฉตา สปฺปุริเสหิ วณฺณิตา ความว่า ชื่อว่า ความ
เป็นผู้มักน้อยในปัจจัยทั้งหลายโดยประการทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญว่า เป็นความดี อนึ่งการละความลบหลู่

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 421 (เล่ม 53)

คือการละความลบหลู่คุณของตนเหล่าอื่น การเข้าไปสงบคือการเข้าไปสงบ
ทุกข์ทั้งปวง ได้แก่การให้บรรลุพระนิพพานอันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ
แล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นดังกล่าวมา
แล้วคือ ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า สหาย ท่านพึง
ปฏิบัติในคุณเหล่านั้น บัดนี้ท่านจะเดินตามข้อที่เคยประพฤติมา คือบัดนี้
ท่านจะละเราปฏิบัติความมักมากเป็นต้น ที่ตนเคยประพฤติมา, นี้อย่างไร
กัน ?
ท่านหมายเอาเรื่องใดจึงกล่าวว่า ท่านจะดำเนินตามข้อที่เคย
ประพฤติมา. เพื่อแสดงเรื่องนั้นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตณฺหา อวิชฺชา จ
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในปัจจัยทั้งหลาย.
บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชา มีการปกปิดโทษเป็นต้นในเรื่องนั้นนั่นแล.
บทว่า ปิยาปิยํ ความว่า ความที่สัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก
กล่าวคือความรักในบุตรและภรรยาเป็นต้น และความที่สัตว์และสังขาร
อันไม่เป็นที่รัก กล่าวคือความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัด คือในกุศล-
ธรรมอันยิ่ง มีความยินดีและยินร้ายในสองอย่างนั้น.
บทว่า สุภานิ รูปานิ ได้แก่ รูปงามทั้งภายในและภายนอก.
บทว่า สุขา เวทนา ได้แก่ สุขเวทนาอาศัยอิฏฐารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า มนาปิยา กามคุณา ได้แก่ ส่วนแห่งกามคุณอันน่า
รื่นรมย์ใจ ที่เหลือดังกล่าวแล้ว.
บทว่า วนฺตา ความว่า ชื่อว่า อันเราคายแล้ว เพราะละด้วยการ
ข่มไว้ ทิ้ง และสละฉันทราคะ อันอาศัยอารมณ์จากที่ไม่มีรูป.

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 422 (เล่ม 53)

ด้วยบทว่า วนฺเต อหํ อาวมิตุํ น อุสฺสเห ท่านกล่าวว่า เราไม่
สามารถจะจับต้องกามคุณเหล่านั้นที่เราละเสียแล้วอีกด้วยอาการอย่างนี้ คือ
เป็นธรรมชาติอันสละเสียแล้วนั่นแล.
บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในภพทั้งปวง ในกำเนิดทั้งปวง ในคติ
ทั้งปวง และในวิญญาณฐิติทั้งปวง.
บทว่า วโจ กตํ มยา ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราได้ทำตาม
คำของท่านแล้ว.
เมื่อจะทำอธิบาย บทว่า พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต ความว่า
ก็เมื่อเราไม่ได้โกรธเคืองท่านในชาติเป็นอันมาก. เราเองมิได้ดูหมิ่นท่าน.
อนึ่ง ความเกิดในภายในแม้เกิดในตน เมื่อท่านกระทำเราให้
ท่องเที่ยวไปในทุกข์สิ้นกาลนาน เพราะท่านเป็นผู้ไม่กตัญญู เพราะฉะนั้น
เราจึงเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารทุกข์ตลอดกาลนาน อันหาเบื้องต้นและที่สุด
รู้ไม่ได้ที่ตนบังเกิด.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่กล่าวแล้วโดยสังเขปว่า ท่านกระทำให้เรา
ท่องเที่ยวไปในทุกข์ ตลอดกาลนาน และโดยพิสดารด้วยประเภทแห่งการ
อุบัติ และโดยประเภทแห่งคติ จึงกล่าวว่า ตวญฺเญว ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชทสิ ตัดเป็น ราชา อสิ ท อักษร
ทำการเชื่อมบท. มีวาจาประกอบความว่า เราเป็นแพศย์และศูทรนั้นก็
เนื่องในกาลบางคราว. เพราะเหตุแห่งท่านนั่นเอง.
บทว่า เทวตฺตนํ วาปิ มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อนจิต
ท่านเท่านั้นทำให้เราเป็นเทวดา.
บทว่า วาหสา แปลว่า เพราะความเป็นเหตุ.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 423 (เล่ม 53)

บทว่า ตเวว เหตุ ความว่า เพราะเหตุแห่งท่านนั้นเอง.
บทว่า ตฺวํมูลกํ แปลว่า มีท่านเป็นนิมิต.
บทว่า นนุ ทุพฺภิสฺสสิ มํ ปุนปฺปุนํ ความว่า ท่านประทุษร้าย
บ่อย ๆ มิใช่หรือ ? ดูก่อนจิต เมื่อก่อนคือในอนันตชาติ ท่านเป็น
มิตรเทียม คือเป็นข้าศึก ประทุษร้ายเราบ่อย ๆ ฉันใด บัดนี้ เห็นจัก
ประทุษร้ายฉันนั้น อธิบายว่า เราจักไม่ให้ท่านเที่ยวไปเหมือนในกาลก่อน.
บทว่า มุหุํ มุหุํ จารณิกํ ทสฺสยํ ความว่า ใจดังจะให้เรา
เที่ยวไปเนือง ๆ ลวงบุรุษให้เที่ยวไป ให้ภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เหมือน
ควบคุมการเที่ยวไปให้สำเร็จ.
บทว่า อุมฺมตฺตเกเนว มยา ปโลภสิ ความว่า ท่านเล่นกับเรา
เหมือนกับคนบ้า แสดงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความประเล้าประโลมนั้น
แล้วจึงประเล้าประโลม.
บทว่า กิญฺจาปิ เต จิตฺต วิราธิตํ มยา อธิบายว่า ดูก่อนจิต
ผู้เจริญ อะไรที่เราทำความผิดพลาดให้แก่ท่าน ท่านจงบอกเรื่องนั้น.
บทว่า อิทํ ปุเร จิตฺตํ ความว่า ธรรมดาว่าจิตนี้ เมื่อก่อนแต่นี้
ย่อมปรารถนาด้วยอาการอย่างใด มีความยินดีเป็นต้นในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น และความใคร่ของจิตนั้น ย่อมเกิดในอารมณ์ใด และความใคร่
เมื่อเที่ยวไปโดยประการที่ความสุขย่อมมีแก่จิตผู้เที่ยวไปตามอำนาจตามความ
ปรารถนา ก็เที่ยวจาริกไปตามความสุขตลอดกาลนาน วันนี้เราจักข่มจิต
นั้น ด้วยโยนิโสมนสิการ เหมือนควาญช้างผู้ฉลาด กล่าวคือนาย
หัตถาจารย์ใช้ขอข่มช้างตัวซับมันผู้แตกปลอกฉะนั้น คือเราจะไม่ให้มัน
ก้าวไปได้.

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 424 (เล่ม 53)

บทว่า สตฺถา จ เม โลกมิมํ อธิฏฺฐหิ ความว่า พระศาสดา
สัมพุทธเจ้าของเรา ทรงอธิษฐานด้วยพระญาณถึงขันธโลกโดยไม่มีส่วน
เหลือฉะนี้, อธิษฐานกระไร ? อธิษฐานโดยความไม่เที่ยง เพราะอรรถ
ว่ามีแล้วกลับไม่มี โดยความไม่ยั่งยืน เพราะไม่มีความยั่งยืน คือถาวรแม้
อย่างใด โดยความไม่มีสาระ เพราะไม่มีสุขเป็นสาระเป็นต้น.
บทว่า ปกฺขนฺท มํ จิตฺต ชินสฺส สาสเน ความว่า ดูก่อนจิต
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยังเราให้แล่นไป คือให้เข้าไปในศาสนาของ
พระชินะผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อปฏิบัติตามความเป็นจริง. บาลีว่า ปกฺขนฺทิมํ
ดังนี้ก็มี ท่านจงแล่นไปสู่โลกในศาสนาของพระชินะเจ้าด้วยญาณ จงให้
ข้ามตามความเป็นจริงและแม้แล่นไป คือเมื่อให้แล่นไปให้เป็นไปด้วย
มรรคอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ จงให้เราข้ามจากโอฆะใหญ่คือสงสาร
ที่ข้ามได้แสนยาก.
บทว่า น เต อิทํ จิตฺต ยถา ปุราณกํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ
เรือนคืออัตภาพนี้ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เหมือนมีในกาลก่อน เพราะเหตุไร ?
เพราะเราจักไม่เป็นไปในอำนาจของท่านต่อไป อธิบายว่า บัดนี้เราไม่ควร
เพื่อจะเป็นไปในอำนาจของท่าน เพราะเหตุที่เราออกบวชในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ และจำเดิมแต่กาลที่เราบวช
แล้ว ชื่อว่า สมณะทั้งหลายผู้เช่นกับเราย่อมไม่มี เป็นผู้ทรงไว้ซึ่ง
ความพินาศ เป็นสมณะโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
บทว่า นคา ได้แก่ ภูเขาทั้งปวง มีภูเขาสิเนรุและภูเขาหิมวันต์
เป็นต้น.
บทว่า สมุทฺทา ได้แก่ สมุทรทั้งปวง มีสมุทรที่ตั้งในทิศตะวันออก
เป็นต้น และสมุทรเย็นเป็นต้น.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 425 (เล่ม 53)

บทว่า สริตา ได้แก่ แม่น้ำทั้งปวงมีแม่น้ำคงคาเป็นต้น.
บทว่า วสุนฺธรา แปลว่า แผ่นดิน.
บทว่า ทิสา จตสฺโส ได้แก่ ทิศทั้ง ๔ อันต่างด้วยทิศตะวันออก
เป็นต้น.
บทว่า วิทิสา ได้แก่ ทิศน้อยทั้ง ๔ มีทิศที่อยู่ระหว่างทิศตะวันออก
และทิศทักษิณเป็นต้น
บทว่า อโธ ความว่า ภายใต้จนถึงกองลมที่รองรับน้ำ.
บทว่า ทิวา ได้แก่ เทวโลก. ก็ด้วย ทิวา ศัพท์ ในบทว่า ทิวา
นี้ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์และสังขารที่อยู่ในที่นั้น.
บทว่า สพฺเพ อนิจฺจา ติภวา อุปทฺทุตา อธิบายว่า ภพทั้ง ๓
มีกามภพเป็นต้นทั้งหมดเป็นของไม่เที่ยง ถูกทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น และ
กิเลสมีราคะเป็นต้น ทำให้วุ่นวายและเบียดเบียน, ชื่อว่า สถานที่อัน
ปลอดภัยอะไร ๆ ในที่นี้ย่อมไม่มี ดูก่อนจิต เพราะไม่มีความปลอดภัยนั้น
ท่านไปในที่ไหนจักรื่นรมย์เป็นสุข เพราะฉะนั้น ท่านจงแสวงหาที่สลัด
ออกจากชาติทุกข์เป็นต้นนั้นในที่นี้.
บทว่า ธิติปฺปรํ ความว่า ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่น
แล้ว ท่านจักทำอะไรแก่เราผู้ตั้งอยู่ในความมั่นคง ท่านไม่สามารถจักทำ
ให้เราหวั่นไหวแม้น้อยหนึ่ง จากอารมณ์อันเป็นทุกข์นั้นได้.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนจิต เราไม่ควรเพื่อจะเป็นไปใน
อำนาจของท่าน. บัดนี้เมื่อจะแสดงความนั้นให้ปรากฏชัด ท่านจึงกล่าวว่า
บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด
มีช่อง ๙ แห่งเป็นที่ไหลออก น่าติเตียน.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 426 (เล่ม 53)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภสฺตํ ได้แก่ ถุงหนัง. บทว่า อุภโตมุขํ
ได้แก่ ปากสองข้างแห่งไถ้.
บทว่า น ชาตุ ฉุเป ความว่า บุคคลไม่พึงถูกต้องแม้ด้วยเท้า
โดยส่วนเดียว. อนึ่ง บทว่า ธิรตฺถุ ปุรํ นวโสตสนฺทนึ ความว่า ซึ่งร่าง
กายอันเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ เป็นที่ไหลออกแห่งของอัน
ไม่สะอาด จากช่องคือจากปากแผลทั้ง ๙ น่าติเตียนเวจกุฏินั้น คือน่า
ครหาเวจกุฏินั้น.
ครั้นโอวาทจิตด้วยอำนาจข่มด้วยคาถา ๒๘ คาถาอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะให้ร่าเริง ด้วยการบอกสถานที่อันวิเวกเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
วราหเอเณยฺยวิหาฬฺหเสวิเต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วราหเอเณยฺยวิคาฬฺหเสวิเต อันหมู่
และเนื้อทรายหยั่งลงเสพแล้ว.
บทว่า ปพฺภารกุฏฺเฏ ได้แก่ ที่เงื้อมเขาและบนยอดเขา.
บทว่า ปกเตว สุนฺทเร ความว่า อันสวยงามตามธรรมชาติ พึง
ได้รื่นรมย์ใจไม่อิ่ม, อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปกติ วสุนฺธเร ในแผ่นดิน
ตามธรรมชาติ, อธิบายว่า ในภูมิประเทศตามปกติ.
บทว่า นวมฺพุนา ปาวุสสิตฺตกานเน ความว่า ในป่าที่ฝนตก
ใหม่ ๆ.
บทว่า ตหึ คุหาเคหคโต รมิสฺสสิ ความว่า ท่านเข้าไปสู่เรือน
คือถ้ำ ณ เชิงบรรพตนั้น จักรื่นรมย์ใจอย่างยิ่งด้วยความยินดีในภาวนา.
บทว่า เต ตํ รเมสฺสนฺติ ความว่า สัตว์เหล่านั้นมีนกยูงเป็นต้น
ให้เกิดความสำคัญในป่า จักรื่นรมย์ป่านั้น.

426