ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 407 (เล่ม 53)

บทว่า ตํ เม อิทํ ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ความว่า ความปริวิตก
ของเรานี้นั้น จักมีเมื่อไรหนอ, คือจักถึงที่สุดเมื่อไรหนอ ?
ก็บทว่า ตํ ในบทว่า ตํ นุ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ในที่นี้มีความ
สังเขปดังต่อไปนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราตัดเครื่องผูกคือคฤหัสถ์ เหมือนช้าง
ใหญ่ตัดเครื่องผูกเท้าช้าง ออกบวช พอกพูนกายวิเวก เป็นผู้โดดเดี่ยว
ไม่มีเพื่อนสอง ในซอกเขาทั้งหลาย ไม่อาลัยในอารมณ์ทั้งปวง พิจารณา
เห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงจักอยู่.
บทว่า ภินฺนปฏนฺธโร ความว่า เป็นผู้ทรงผ้าที่ถูกทำลาย, ท่าน
กล่าวไว้โดยลง น อาคม เพื่อสะดวกแก่คาถา. อธิบายว่า ทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้า
เป็นจีวรที่ตัดด้วยศาสตรา ทำลายสัมผัสและสีอันเลิศ.
บทว่า มุนิ ได้แก่ บรรพชิต.
บทว่า อมโม ความว่า ชื่อว่า ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตัว เพราะ
ไม่มีความยึดถือในตระกูลหรือคณะ ว่าเป็นของ ๆ ตัว. ชื่อว่าไม่มีความ
หวัง เพราะไม่มีความหวังในอารมณ์แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า หนฺตฺวา สุขี ปวนคโต วิหสฺสํ ความว่า เราจักตัดกิเลส
มีราคะเป็นต้นด้วยอริยมรรค อยู่เป็นสุข ด้วยสุขเกิดแต่มรรคและสุขอัน
เกิดแต่ผล ไปสู่ป่าใหญ่ จักอยู่เมื่อไรหนอ.
บทว่า วธโรคนีฬํ ความว่า เป็นรังแห่งมรณะ และเป็นรังแห่ง
โรค.
บทว่า กายํ อิมํ ได้แก่ ซึ่งกายกล่าวคือขันธ์ ๕ นี้. จริงอยู่ ขันธ์
ทั้ง ๕ ท่านเรียกว่า กาย ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย กายนี้แล

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 408 (เล่ม 53)

คือนามรูปในภายนอก สำหรับบุรุษบุคคลผู้ถูกอวิชชาครอบงำ ผู้ถูกตัณหา
ติดตาม.
บทว่า มจฺจุชรายุปทฺทุตํ ความว่า ถูกมรณะและชราบีบคั้น. อธิบาย
ว่า เราเมื่อพิจารณาเห็น ชื่อว่า เป็นผู้ปราศจากภัย เพราะละเหตุแห่งภัย
เสียได้ จักมีเมื่อไรหนอ.
บทว่า ภยชนนึ ความว่า เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งภัยใหญ่ ๒๕ ชื่อว่า
นำมาซึ่งทุกข์ เพราะนำมาซึ่งทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ที่เป็นไปทางกายและ
เป็นไปทางใจ.
บทว่า ตณฺหาลตํ พหุวิธานุวตฺตนึ ความว่า ตัณหาคือเครือเถา
อันชื่อว่า เป็นไปตามมากหลาย เพราะเป็นไปตาม คือแล่นไปตามอารมณ์
หรือภพเป็นอันมาก.
บทว่า ปญฺญามยํ มีวาจาประกอบความว่า จับพระขรรค์คือดาบ
อันสำเร็จด้วยมรรคปัญญาที่ลับดีแล้วด้วยหัตถ์ คือศรัทธาอันประคองไว้
ด้วยวิริยะ แล้วตัด ตรึกไปว่า เมื่อไรหนอเราพึงอยู่ เมื่อไรหนอความตรึก
นั้นจักสำเร็จ.
บทว่า อุคฺคเตชํ ความว่า มีเดชกล้า เพราะอาศัยอำนาจสมถะ
และวิปัสสนา.
บทว่า สตฺถํ อิสีนํ ความว่า เป็นศัสตราของพระพุทธเจ้า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกและฤาษีทั้งหลาย.
บทว่า มารํ สเสนํ สหสา ภญฺชิสฺสํ ความว่า เราจักหักมารมี
อภิสังขารมารเป็นต้น พร้อมด้วยเสนาคือกิเลส ชื่อสเสนะ โดยพลัน
คือโดยเร็วทีเดียว.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 409 (เล่ม 53)

บทว่า สีหาสเน ได้แก่ บนอาสนะอันมั่นคง อธิบายว่า บน
อปราชิตบัลลังก์.
บทว่า สพฺภิ สมาคเมสุ ทิฏฺโฐ ภเว มีวาจาประกอบความว่า
เราได้เห็นในการสมาคมด้วยคนดีทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ชื่อว่า
หนักในธรรม เพราะประกอบด้วยความเคารพในธรรม ชื่อว่า ผู้คงที่
เพราะถึงลักษณะแห่งผู้คงที่ ชื่อว่า ผู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะมีความ
เห็นไม่วิปริต ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อันชนะแล้ว เพราะมีอินทรีย์อันชนะบาป
ด้วยอริยมรรคนั่นแล, ว่าเมื่อไรหนอ เราจักมีความเพียร เพราะฉะนั้น
ความตรึกของเรานั้นจักสำเร็จเมื่อไร ? โดยนัยนี้ พึงทราบบทโยชนาใน
ที่ทั้งปวง เราจักพรรณนาเพียงอรรถเฉพาะบทเท่านั้น.
บทว่า ตนฺทิ แปลว่า ความเกียจคร้าน.
บทว่า ขุทา แปลว่า ความหิว.
บทว่า กีฏสิรีสปา ได้แก่ แมลงและสัตว์เลื้อยคลาน.
บทว่า น พาธยิสฺสนฺติ อธิบายว่า จักไม่เบียดเบียนเรา เพราะ
ห้ามสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสเสียได้ด้วยฌาน.
บทว่า คิริพฺพเช ได้แก่ ในซอกเขา.
บทว่า อตฺถตฺถิยํ ความว่า มีความต้องการด้วยประโยชน์ กล่าวคือ
ประโยชน์ตน.
บทว่า ยํ วิทิตํ มเหสินา ความว่า สัจจะ ๔ อันท่านผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วคือแทงตลอดแล้ว, เราผู้
มีจิตตั้งมั่นดีแล้วด้วยมรรคสมาธิ เป็นผู้มีสติด้วยสัมมาสติ มาถึง คือจักแทง

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 410 (เล่ม 53)

ตลอด ได้แก่ จักบรรลุสัจจะ ๔ เหล่านั้นที่เห็นได้แสนยาก ด้วยกุศลสมภาร
อันเราสั่งสมมาด้วยปัญญาในอริยมรรค.
บทว่า รูเป ได้แก่ ในรูปอันจะรู้ได้ด้วยจักษุ.
บทว่า อมิเต ความว่า ไม่รู้แล้วด้วยญาณ อธิบายว่า กำหนดไม่ได้
แล้ว คือกำหนดรู้ไม่ได้แล้ว.
บทว่า ผุสิเต แปลว่า พึงถูกต้อง. บทว่า ธมฺเม ได้แก่ ในธรรม
ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อมิเต ได้แก่ ในรูปหาประมาณมิได้ คือ
แตกต่างกันหลายประเภท ด้วยสามารถสีเขียวเป็นต้น, และสัททรูปเป็นต้น
อันแตกต่างกันหลายประเภท ด้วยอำนาจเสียงกลองเป็นต้น ด้วยอำนาจ
รสที่รากเป็นต้น ด้วยสามารถความเป็นของหยาบและอ่อนเป็นต้น และ
ด้วยอำนาจเป็นสุขและทุกข์เป็นต้น.
บทว่า อาทิตฺตโต เพราะเป็นธรรมชาติ อันไฟ ๑๑ กองติดทั่ว
แล้ว.
บทว่า สมเถหิ ยุตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยฌาน วิปัสสนา และ
มรรคสมาธิ.
บทว่า ปญฺญาย ทจฺฉํ ความว่า จักเห็นด้วยปัญญาในมรรค อัน
ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
บทว่า ทุพฺพจเนน วุตฺโต ได้แก่ สืบต่อด้วยคำที่กล่าวชั่ว.
บทว่า ตโต นิมิตฺตํ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งผรุสวาจา.
บทว่า วิมโน น เหสฺสํ ความว่า ไม่พึงเกิดโทมนัส.

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 411 (เล่ม 53)

บทว่า อโถ แก้เป็น อถ แปลว่า อนึ่ง.
บทว่า กฏฺเฐ ได้แก่ ในท่อนไม้. บทว่า ติเณ ได้แก่ กองหญ้า.
บทว่า อิเม ได้แก่ ขันธ์ ๕ อันนับเนื่องในสันตติของเราเหล่านี้.
บทว่า อมิเต จ ธมฺเม ได้แก่ ในรูปธรรม อันกำหนดนับไม่ได้
ด้วยอินทรีย์ขันธ์อื่น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นไปในภายในและ
เป็นไปในภายนอก ดังนี้.
บทว่า สมํ ตุเลยฺยํ ความว่า พิจารณาสิ่งทั้งปวงให้สม่ำเสมอทีเดียว
ด้วยสามารถอนิจจลักษณะเป็นต้น และด้วยสามารถอุปมาด้วยสิ่งอันหาสาระ
มิได้เป็นต้น.
บทว่า อิสิปฺปยาตมฺหิ ปเถ วชนฺตํ ความว่า ไปอยู่ คือดำเนินไป
อยู่ในทางสมถะและวิปัสสนา อันท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้น ทรงชำระแล้วโดยชอบแล้ว. ในสมัยฝนตก ท่านแสดง
ถึงความปริวิตกถึงภาวะที่ตนอยู่ในกลางแจ้ง ว่าเมื่อไรหนอฝนจักตกลงใน
ป่าทึบ ยังจีวรของตนให้เปียกด้วยน้ำ คือด้วยน้ำฝนตกใหม่.
บทว่า มยูรสฺส สิขณฺฑิโน วเน ทิชสฺส ได้แก่ ทิชชาติด้วย
อำนาจเกิด ๒ ครั้ง คือเกิดจากท้องมารดา ๑ เกิดจากฟองไข่ ๑ ก็เมื่อไร
เราจะได้ยินเสียงร้อง คือเสียงร้องของนกยูง โดยสมภพของนกยูง และ
โดยหางของนกยูงในป่า คือที่ซอกเขา แล้วกำหนดเวลาออกจากที่นอน
แล้ว บรรลุอมตะ คือบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า สญฺจินฺตเย ความว่า พึงกระทำไว้ในใจ คือพึงเห็นแจ้ง
ภพที่จะกล่าวอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 412 (เล่ม 53)

บทว่า คงฺคํ ยมุนํ สรสฺสตึ มีวาจาประกอบ ความว่า เมื่อไรหนอ
ความตรึกของเรานี้ พึงไหลไปยังแม่น้ำใหญ่เหล่านั้นไม่ติดขัด ด้วยฤทธิ์
อันสำเร็จด้วยภาวนา.
บทว่า ปาตาลขิตฺตํ พฬวามุขญฺจ ความว่า พอละ คือถึงที่สุดแห่ง
การตกไป ฉะนั้นจึงชื่อว่าบาดาล ซัดไปสู่บาดาลนั้นนั่นแหละ, คือดำรงอยู่
อย่างนั้นในเวลาตั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ชัดให้ไหลไปยังบาดาล
ที่เหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นที่อยู่ของนาคเป็นต้น หรือที่ตั้งอยู่แล้วโดยว่างเปล่า
นั่นเอง ชื่อว่าที่ฝั่งแผ่นดินในมหาสมุทรมีร้อยโยชน์เป็นต้นเป็นประเภท.
บทว่า พฬวามุขํ ได้แก่ ปากน้ำวนใหญ่ในมหาสมุทร จริงอยู่
ในเวลาประตูมหานรกเปิด ท่อไฟใหญ่พุ่งออกจากประตูมหานรกนั้น
เบื้องหน้าแต่นั้น ไหม้ส่วนภายใต้มหาสมุทรยาวและกว้างหลายร้อยโยชน์
เมื่อส่วนภายใต้มหาสมุทรถูกไฟไหม้ น้ำข้างบนก็วนเวียนโดยอาการเป็น
บ่อตกลงในภายใต้ด้วยเสียงดัง ในที่นั้นมีสมัญญาว่าปากน้ำใหญ่ ดังนั้น
แม้น้ำที่ไหลไปยังบาดาลและปากน้ำใหญ่ น่าหวาดเสียวน่าสะพึงกลัว เมื่อ
ไรหนอ จะพึงไหลตกไปด้วยกำลังฤทธิ์ไม่ติดขัด ดังนั้น ความตรึกของเรา
จักพึงมีเมื่อไรหนอ เราพึงยังฤทธิ์อันสำเร็จด้วยภาวนาให้บังเกิด จักค้น
พบรอยฤทธิ์อย่างนี้ได้เมื่อไรหนอ.
บทว่า นาโคว อสงฺคจารี ปหาลเย ความว่า ช้างตัวซับมันทำลาย
เสาอันมั่น กำจัดโซ่เหล็ก ทำลายเสาตะลุง เข้าไปสู่ป่า เป็นผู้ ๆ เดียว
ไม่มีเพื่อนสอง เที่ยวไปตามความชอบใจของตนฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อ
ไรหนอ จะละทิ้งนิมิตที่ได้ยินมาทุกอย่าง คือเว้นเสียโดยไม่มีส่วนเหลือ
ไม่เป็นไปในอำนาจแห่งกามฉันทะ ประกอบการขวนขวายในฌาน พึง

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 413 (เล่ม 53)

ทำลาย พึงตัด พึงละความพอใจในกามคุณ เพราะฉะนั้น ความตรึกของ
เรานั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
บทว่า อิณฏฺโฏว ทลิทฺทโก นิธึ อาราธยิตฺวา ความว่า คนจนบาง
คนเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพเป็นปกติ กู้หนี้ เมื่อไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ มีคดี
เพราะหนี้ คืออึดอัดใจเพราะหนี้ ถูกเจ้าทรัพย์บีบคั้น ครั้นยินดีคือ
ประสบชุมทรัพย์ และชำระหนี้แล้ว พึงเป็นอยู่ ยินดีโดยความสุขฉันใด
แม้เราก็ฉันนั้น เมื่อไรหนอ จะพึงละกามฉันทะอัน เป็นเสมือนกับผู้ไม่มี
หนี้ แล้วประสบความยินดีในพระศาสนาของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
คือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า อันเป็นเสมือนขุมทรัพย์อันเต็มไปด้วย
รัตนะ มีแก้วมณีและทองคำเป็นต้น เพราะเพียบพร้อมไปด้วยอริยทรัพย์
เพราะฉะนั้น ความตรึกของเรานั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
ครั้นแสดงความเป็นไปแห่งวิตกของตน อันเป็นแล้วด้วยอำนาจ
เนกขัมมวิตกในกาลก่อน แต่การบรรพชาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ครั้นบวช
แล้ว เมื่อจะแสดงอาการอันเป็นเหตุให้สอนตนแล้วจึงบรรลุ จึงได้กล่าว
คาถามีอาทิว่า พหูนิ วสฺสานิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ วสฺสานิ ตยามฺหิ ยาจิโต
อคารวาเสน อลํ นุ เต อิทํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราถูกท่าน
อ้อนวอนมาหลายปีแล้วมิใช่หรือว่า พอละ คือถึงที่สุดแล้วสำหรับท่าน ด้วย
การอยู่ในท่ามกลางเรือน ด้วยการตามผูกพันทุกข์ต่าง ๆ อยู่หลายปี.
บทว่า ตํ ทานิ มํ ปพฺพชิตํ สมานํ ความว่า ดูก่อนจิต ท่านไม่
ประกอบเรานั้น ผู้เป็นบรรพชิต ด้วยความอุตสาหะเช่นนั้น ด้วยเหตุ
อย่างหนึ่ง อธิบายว่า ทิ้งสมถะและวิปัสสนา ประกอบในความเกียจคร้าน
อันเลว.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 414 (เล่ม 53)

บทว่า นนุ อหํ จิตฺต ตยามฺหิ ยาจิโต อธิบายว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ
เราเป็นผู้อันท่านอ้อนวอน คือยังจะขอร้องมิใช่หรือ ? ถ้าท่านขอร้อง
เพราะเหตุไร ? ท่านจึงไม่ปฏิบัติให้สมควรแก่ความขอร้องนั้น.
ท่านแสดงถึงอาการขอร้อง โดยนัยมีอาทิว่า คิริพฺพเช ดังนี้,
อธิบายว่า วิหค มีขนปีกอันแพรวพราว คือมีขนหางและปีกอันวิจิตร
อธิบายว่า นกยูง.
บทว่า มหินฺทโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน ความว่า มีการแผดเสียงเป็น
ปกติด้วยดี ด้วยเหตุที่เสียงอันกึกก้องจากสายน้ำ.
ด้วยบทว่า เต ตํ รเมสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ท่านแสดงว่า เรา
ถูกท่านอ้อนวอนมิใช่หรือว่า นกยูงเหล่านั้น จักให้เรานั้นผู้ขวนขวายใน
ฌานในป่าเกิดความยินดี.
บทว่า กุลมฺหิ ความว่า ในการเวียนมาแห่งตระกูล.
บทว่า อิมมชฺฌุปาคโต ความว่า วันนี้ ท่านมาใกล้ที่ป่า หรือ
บรรพชานี้.
บทว่า อโถปิ ตฺวํ จิตฺต น มยฺห ตุสฺสสิ ความว่า ท่านจักไม่ยินดี
กะเราแม้ผู้ประพฤติตามตั้งอยู่เสียเลย.
บทว่า มเมว เอตํ น หิ ตฺวํ ปเรสํ อธิบายว่า ดูก่อนจิต เพราะ
ท่านพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเราเท่านั้นไม่ใช่ของคนเหล่าอื่น. แต่ใน
เวลาสงบท่านทำจิตนี้ให้เป็นเหมือนของคนเหล่าอื่น ด้วยการสงบภาวนา
เพื่อลบกิเลสมารทั้งหลาย เพราะกระทำอธิบายดังว่ามานี้ ท่านจะประโยชน์
อะไรด้วยกับการร้องไห้อยู่เล่า บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านประพฤติโดย
ประการอื่น.

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 415 (เล่ม 53)

บทว่า สพฺพํ อิทํ จลมิตํ เปกฺขมาโน อธิบายว่า เพราะเหตุที่
เมื่อเราตรวจดูด้วยปัญญาจักษุว่า จิตนี้ เป็นอื่นทั้งหมดมีสังขารเป็นไปใน
ภูมิ ๓ กวัดแกว่ง ไม่ตั้งมั่น อยากได้ แสวงหาการออกจากเรือน และ
จากกามทั้งหลาย คืออมตบท คือพระนิพพาน ฉะนั้น จึงไม่ไปตามจิต
กระทำการแสวงหาพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น.
มีวาจาประกอบความว่า จิตห้ามได้แสนยาก เพราะไม่ปราศจาก
ราคะ เป็นเช่นกับลิง ด้วยอำนาจการฝึก เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวแต่
คำที่ควรด้วยดี กล่าวคำเป็นแต่สุภาษิต เป็นนายสารถีฝึกนระ ผู้อันเขา
สักการะอย่างยิ่งใหญ่ สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า.
บทว่า อวิทฺทสุ ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา ความว่า อันธปุถุชน
เหล่านั้น ผูกติดอยู่ คือเนื่องเฉพาะในวัตถุกามและกิเลสกามอย่างใดอย่าง
หนึ่งแสวงหาภพใหม่ด้วยกามราคะนั้น ปรารถนาทุกข์โดยส่วนเดียวเท่านั้น
และเมื่อปรารถนา จึงถูกจิตนำไป คือถูกทอดทิ้งในนรก เพราะฉะนั้น
จึงเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต กระทำกรรมอันเป็นทางแห่งนรก เป็น
ผู้ทอดทิ้งจากหิตสุข คือถูกนำไปในนรกโดยจิตของตนนั้นเอง ไม่นำไป
โดยประการอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงความที่จิตเท่านั้นที่ควรข่ม.
เมื่อรู้เพื่อจะข่มจิตนั่นแลแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มยูรโกญฺจา-
ภิรุตมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยูรโกญฺจาภิรุตมฺหิ ความว่า อัน
นกยูงและนกกระไนร้อง.
บทว่า ทีปีหิ พยคฺเฆหิ ปุรกฺขโต วสํ ความว่า เป็นผู้แวดล้อม
คือห้อมล้อมด้วยสัตว์ดิรัจฉานเห็นปานนั้น เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยเมตตา-

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 416 (เล่ม 53)

กรรมฐานเป็นอารมณ์อยู่ในป่า ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวการเจริญความ
ว่างเปล่า.
บทว่า กาเย อเปกฺขํ ชห ความว่า จงละไม่อาลัยในกายโดย
ประการทั้งปวง, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น.
บทว่า มา วิราธย ความว่า อย่ายังขณะที่ ๙ อันได้แสนยากนี้ให้
ล้มเหลว.
บทว่า อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ความว่า ดูก่อนจิต
ท่านประกอบเราไว้ในสัมมาปฏิบัติก่อนแต่บวช ด้วยประการฉะนี้แล.
บทว่า ภาเวหิ ความว่า จงให้เกิดและให้เจริญ.
บทว่า ฌานิ ได้แก่ ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า อินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น.
บทว่า พลานิ ได้แก่ พละ ๕ เหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า โพชฺฌงฺคสมาธิภาวนา ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ และสมาธิ-
ภาวนา ๔.
บทว่า ติสฺโส จ วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสญาณ
เป็นต้น, ท่านตั้งอยู่ในพระพุทธศาสนา คือในโอวาทของพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า จงถูกต้อง คือจงบรรลุ.
บทว่า นิยฺยานิกํ ได้แก่ นำออกจากวัฏทุกข์.
บทว่า สพฺพทุกฺขกฺขโยคธํ ได้แก่ หยั่งลงในอมตะ คือมีพระ-
นิพพานเป็นที่พึ่ง ได้แก่ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า สพฺพกิเลสโสธนํ ความว่า ชำระมลทิน คือกิเลสไม่ให้มี
ส่วนเหลือ.

416