ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 397 (เล่ม 53)

ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มีจิตมั่นคง มีสติ ได้
บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วยความสงบระงับ
จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ และธรรมารมณ์ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็น
ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เมื่อเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่ว
หยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำชั่วหยาบนั้น
อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จะไม่ยินดีเพราะถ้อยคำเช่นนั้น
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน
กล่าวคือเบญจขันธ์ และรูปธรรมเหล่าอื่นที่ไม่รู้ทั่วถึง และ
สภาพภายนอก คือต้นไม้ หญ้า และลดาชาติ ว่าเป็น
สภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร
หนอ.
เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรดเรา
ผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทา ที่
นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว ด้วยน้ำ

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 398 (เล่ม 53)

ใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร
หนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง
และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอนแล้ว
พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยง เพื่อบรรลุอมตธรรม
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา
สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปากน้ำใหญ่น่า
กลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้
ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักเว้นความเห็นว่านิมิตงามทั้งปวง
เสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำลายความ
พอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลายเสา
ตะลุงและโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงครามฉะนั้น ความ
ตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกามคุณ ได้
บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
แล้วเกิดความยินดี เปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูก
เจ้าหนี้บีบคั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้เสร็จ
แล้วพึงดีใจฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร
หนอ.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 399 (เล่ม 53)

ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เราได้บวชสม
ประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถวิปัสสนา มัว
แต่เกียจคร้านอยู่เล่า.
ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูง
นกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธาร
น้ำตกตามซอกเขา จะยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้
เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกูล
สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกได้หมดแล้ว
ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว.
ดูก่อนจิต ส่วนท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสีย
เลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของ
ผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลา
ทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ
หวั่นไหว ดังนี้จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้
เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัส
สุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก
เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่
รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลาย อันล้วนแต่เป็นของ
งดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวง

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 400 (เล่ม 53)

หาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ อย่าประสงค์
ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจง
เป็นผู้แวดล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนก-
กระเรียน อีกทั้งเสือเหลืองและเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่าน
จงสละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความอาลัยเลย.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์
เจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา
จงบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนา.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงเจริญ
อัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นหางนำสัตว์ออก
จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้าง
กิเลสทั้งปวง.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา
เห็นเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละ
เหตุอันก่อให้เกิดทุกข์ จงทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้
เถิด.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา
เบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นของว่างเปล่าหาตัวตนมิได้ เป็นวิบัติ และว่า
เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารเสียโดยแยบคายเถิด.

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 401 (เล่ม 53)

ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผม
และหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะ มีรูปลักษณะอันแปลก
ต้องถูกเขาสาปแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษาตามตระกูล
จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้แสวง
หาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม
ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก อย่ามี
ใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือน
พระจันทร์ในวันเพ็ญ เว้นจากโทษฉะนั้น.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน
ธุดงคคุณทั้ง ๕ คือถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาต
เป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
ถือการไม่นอนเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด.
บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ไว้แล้ว เก็บผล
ไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสียฉันใด. ดูก่อนจิต
ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจง
ทำเราผู้นี้ให้เหมือนบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉันนั้นเถิด.
ดูก่อนจิต ผู้หารูปมิได้ ไปได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่
ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่า
กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 402 (เล่ม 53)

หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวช
เพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่ง
จิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมือง หรือ
เพราะเหตุแห่งอาชีพ.
ดูก่อนจิต ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจ
ของเรามิใช่หรือ.
ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความ
เป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความ
สงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ท่าน
กลับเป็นผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา
ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และ
เบญจกามคุณอันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้วอีก.
ดูก่อนจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่านในภพ
ทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติ
มาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมี
อัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกอง
ทุกข์มาช้านานแล้ว.
ดูก่อนจิต ท่านทำให้เราเป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระ-
ราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราว
เราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจ
แห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เราเป็น

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 403 (เล่ม 53)

อสูร บางคราวเป็นสัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษร้ายเรามาบ่อย ๆ มิใช่
หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาลก่อนอีกละ
แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือนกับคนบ้า ได้
ทำความผิดให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ.
จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตาม
ความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้
เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบ ดังนายหัตถาจารย์
ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยของฉะนั้น.
พระศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูก่อนจิต
ท่านจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จง
พาเราข้ามจากห้วงน้ำใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก.
ดูก่อนจิต เรือนคืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือน
กาลก่อนเสียแล้ว เพราะจักไม่เป็นไปตามอำนาจของท่าน
อีกต่อไป เราได้ออกบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้
แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรง
ความพินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำ
คงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน
ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่
ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ.

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 404 (เล่ม 53)

ดูก่อนจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่า จึงจะมีความสุข
รื่นรมย์.
ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ท่านจัก
ทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว.
บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ ช่องเป็นที่ไหลออก น่า
ติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำ ที่เงื้อมภูเขาอันสวยงาม
ตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือหมูและ
กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ
ณ ที่นั้นฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำ-
แพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่งสำเนียงก้องกังวานไพเราะ
จับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้ เมื่อ
ฝนตกแล้วหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใส
ไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้ แล้ว
นอนอยู่บนหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี
เราจักกระทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัยตามมี
ตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิตของตนให้
สมควรแก่การงานฉันใด เราจักกระทำจิตฉันนั้น เหมือน
บุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ฉะนั้น เราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่
จักยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่อำนาจ
ของเราด้วยความเพียร เหมือนนายหัตถาจารย์ผู้ฉลาด

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 405 (เล่ม 53)

นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอฉะนั้น เราย่อม
สามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นทาง
อันบุคคลผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วย
หทัยอันเที่ยงตรง ที่ท่านฝึกฝนไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบ
เหมือนนายอัสสาจารย์ สามารถจะดำเนินไปตามภูมิสถาน
ที่ปลอดภัย ด้วยม้าที่ฝึกดีแล้วฉะนั้น.
เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือกรรมฐานด้วยกำลัง
ภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างไว้ที่เสาตะลุงด้วย
เชือกอันมั่นคงฉะนั้น จิตที่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว
ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นเต้นไม่อาศัยในภพทั้งปวง
ท่านจงตัดทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจให้ดำเนิน
ไปในทางที่ถูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิด
ขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาทของพระ-
พุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ.
ดูก่อนจิต ท่านได้นำเราให้เป็นไปตามอำนาจของ
ความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้าน
วิ่งวนไปฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตัด
เครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย
พระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้า
ไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้
เที่ยวไปในป่าอันงดงามตามลำพังใจฉันใด ดูก่อนจิต

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 406 (เล่ม 53)

ท่านก็จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขา ที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน
ตามลำพังใจฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่าน
ก็จักต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย.
ดูก่อนจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ
ตามอำนาจของท่าน แล้วเสวยความสุขใดอันอาศัย
เบญจกามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลา ตก
อยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้เพลิดเพลิน อยู่ในภพน้อย
ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา นุหํ ตัดเป็น กทา นุ อหํ เมื่อไร
หนอไร.
บทว่า ปพฺพตกนฺทราสุ ความว่า ณ ที่ภูเขาและซอกเขา หรือที่
ซอกแห่งภูเขา.
บทว่า เอกากิโย แปลว่า ผู้ ๆ เดียว. บทว่า อทฺทุติโย แปลว่า
ไม่มีตัณหา. ก็ตัณหา ชื่อเป็นที่ ๒ ของบุรุษ. บทว่า วิหสฺสํ แปลว่า
จักอยู่.
บทว่า อนิจฺจโต สพฺพภวํ วิปสฺสํ มีวาจาประกอบความว่า เรา
เมื่อพิจารณาเห็นภพแม้ทั้งหมด ต่างด้วยกามภพเป็นต้นว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้ จักอยู่เมื่อไรหนอ. ก็คำนั้นมีอันแสดงเป็น
นิทัศน์ พึงทราบว่า ท่านกล่าวลักษณะทั้งสองแม้นอกนี้ไว้แล้วแล. เพราะ
พระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น
อนัตตา.

406