ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 387 (เล่ม 53)

เจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา
จงบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนา.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงเจริญ
อัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออก
จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้าง
กิเลสทั้งปวง.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา
เห็นเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละ
เหตุอันก่อให้เถิดทุกข์ จงทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพ
นี้เถิด.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา
เบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า หาตัวตนมิได้ เป็นของวิบัติ
และว่าเป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารเสียโดยแยบคายเถิด.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผม
และหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะ มีรูปลักษณะอันแปลก
ต้องถูกเขาสาปแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษาตามตระกูล
จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้แสวง
หาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม
ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตความระหว่างตรอก อย่ามี

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 388 (เล่ม 53)

ใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือน
พระจันทร์ในวันเพ็ญ เว้นจากโทษฉะนั้น.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน
ธุดงคคุณทั้ง ๕ คือถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาต
เป็นวัตร ล้ออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
ถือการไม่นอนเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด.
บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม่ไว้แล้ว เก็บผล
ไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสียฉันใด. ดูก่อนจิต
ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจง
ทำเราผู้นี้ให้เหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉันนั้นเถิด.
ดูก่อนจิต ผู้หารูปมิได้ ไปได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่
ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่า
กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่
หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวช
เพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่ง
จิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมือง หรือ
เพราะเหตุแห่งอาชีพ.
ดูก่อนจิต ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจ
ของเรามิใช่หรือ.
ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความ

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 389 (เล่ม 53)

เป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความ
สงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ท่าน
กลับเป็นผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา
ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา
และเบญจกามคุณ อันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้ว
อีก.
ดูก่อนจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่านในภพ
ทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติ
มาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมี
อัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกอง
ทุกข์มาช้านานแล้ว.
ดูก่อนจิต ท่านทำเราให้เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระ-
ราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราว
เราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจ
แห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เรา
เป็นอสูร บางคราวเป็นสัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์
ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษร้ายเรามา
บ่อย ๆ มิใช่หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาล
ก่อนอีกละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือน
กับคนบ้า ได้ทำความผิดให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ.
จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตาม

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 390 (เล่ม 53)

ความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้
เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบ ดังนายหัตถาจารย์
ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยขอฉะนั้น.
พระศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูก่อนจิต ท่าน
จงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จงพาเรา
ข้ามจากห้วงน้ำใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก.
ดูก่อนจิต เรือนคืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือน
กาลก่อนเสียแล้ว เพราะจักไม่เป็นไปตามอำนาจของท่าน
อีกต่อไป เราได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้แสวง
หาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรงความ
พินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคา
เป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน
ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่
ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ.
ดูก่อนจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่า จึงจะมีความสุข
รื่นรมย์.
ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ท่านจัก
ทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว.
บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ ช่องเป็นที่ไหลออก

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 391 (เล่ม 53)

น่าติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมภูเขาอันสวยงาม
ตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือหมูและ
กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ ๆ จักได้ความรื่นรมณ์ใจ
ณ ที่นั้นฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม
ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่งสำเนียงก้องกังวาลไพเราะ
จับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้ เมื่อ
ฝนตกแล้วหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างาม
แจ่มใสไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้
แล้ว นอนอยู่บนหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่ม
ดังสำลี เราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัย
ตามมีตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิตของ
ตนให้ควรแก่การงานฉันใด เราจักกระทำจิตฉันนั้น
เหมือนบุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ฉะนั้น เราจักทำให้เหมือน
ผู้ใหญ่ จักยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่
อำนาจของเราด้วยความเพียร เหมือนนายหัตถาจารย์ผู้
ฉลาด นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอฉะนั้น
เราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่ง
เป็นทางอันบุคคลผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย
ด้วยหทัยอันเที่ยงตรง ที่ท่านฝึกฝนไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว
เปรียบเหมือนนายอัสสาจารย์ สามารถจะดำเนินไปตาม
ภูมิสถานที่ปลอดภัย ด้วยน้ำที่ฝึกดีแล้วฉะนั้น.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 392 (เล่ม 53)

เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือกรรมฐานด้วยกำลัง
ภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างไว้ที่เสาตะลุงด้วย
เชือกอันมั่นคงฉะนั้น จิตนี่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว
ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นต้น ไม่อาศัยในภพ
ทั้งปวง ท่านจงตัดหางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจ
ให้ดำเนินไปในทางที่ลูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้ง
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาท
ของพระพุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ.
ดูก่อนจิต ท่านได้นำเราให้เป็นไปตามอำนาจของ
ความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้าน
วิ่งวนไปฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้
ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย
พระมหากรุณาเป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้าไป
ยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยว
ไปในป่าอันงดงามตามลำพังใจฉันใด ดูก่อนจิต ท่านก็
จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่น ด้วยผู้คนตามลำพัง
ใจฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขา ท่านก็จักต้อง
เสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย.
ดูก่อนจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ
ตามอำนาจของท่าน แล้วเสวยความสุขใดอันอาศัยเบญจ-
กามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู่โง่เขลา ตกอยู่ใน

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 393 (เล่ม 53)

อำนาจของมาร เป็นผู้เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่
และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน.
จบตาลปุฏเถรคาถา
พระตาลปุฏเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้
ในปัญญาสนิบาตนี้ รวมเป็นคาถา ๕๕ คาถา ฉะนี้แล.
ปัญญาสนิบาตจบบริบูรณ์
อรรถกถาตาลปุฏเถราคาถาที่ ๑
อรรถกถาตาลปุฏเถรคาถาที่ ๑
ในปัญญาสนิบาต คาถาของท่านพระตาลปุฏเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
กทา นุหํ ปพฺพตกนฺทราสุ ดังนี้ เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาล
นี้บังเกิดในตระกูลแห่งนักฟ้อนแห่งหนึ่งในกรุงราชคฤห์ ถึงความเป็นผู้รู้
เดียงสา ถึงความสำเร็จในฐานะเป็นนักฟ้อนอันสมควรแก่ตระกูล ได้
ปรากฏเป็นนักฟ้อนชื่อว่า นฏคามณิ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
เขามีมาตุคาม ๕๐๐ เป็นบริวาร แสดงมหรสพในบ้าน นิคมและ
ราชธานี ด้วยสมบัติแห่งการฟ้อนเป็นอันมาก ได้การบูชาและสักการะเป็น
อันมากเที่ยวไป มายังกรุงราชคฤห์แสดงแก่ชาวพระนคร ได้ความนับถือ

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 394 (เล่ม 53)

และสักการะ เพราะความที่ตนถึงความแก่กล้าแห่งญาณ จึงไปเฝ้าพระ-
ศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้กะพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับฟังคำของ
พวกนักฟ้อนผู้เป็นอาจารย์ และอาจารย์ผู้เป็นประธานผู้เป็นหัวหน้ากล่าว
อยู่ว่า นักฟ้อนนั้นใด ทำให้ชนร่าเริงยินดี ด้วยการกล่าวคำจริงและ
เหลาะแหละในท่ามกลางมหรสพ ในท่ามกลางเวทีโรงละคร นักฟ้อนนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพ
ทั้งหลายผู้ร่าเริง ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร ?
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสห้ามเขาถึง ๓ ครั้งว่า อย่า
ถามข้อนั้นกะเราเลย ถูกเขาถามครั้งที่ ๔ พระองค์ถึงตรัสว่า คามณิ
สัตว์เหล่านี้ แม้ตามปกติก็ถูกเครื่องผูกคือราคะผูกพันแล้ว ถูกเครื่องผูก
คือโทสะ และโมหะผูกพันแล้ว, ท่านนำเข้าไปเปรียบเทียบให้เกิดความ
เลื่อมใส ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ความขัดเคือง และอัน
เป็นที่ตั้งแห่งความหลง แม้โดยยิ่งแห่งสัตว์เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก ย่อมเกิดในนรก. แต่ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักฟ้อน
นั้นใดย่อมยังชนให้ร่าเริงให้ยินดี ด้วยคำจริงและด้วยคำเหลาะแหละ ใน
ท่ามกลางมหรสพในท่ามกลางเวทีโรงละคร เขาเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพทั้งหลายผู้ร่าเริง เพราะเหตุนั้น
เขาจึงมีความเห็นผิดเช่นนั้น, ก็ผู้มีความเห็นผิดพึงปรารถนาคติอย่างใด
อย่างหนึ่ง บรรดาคติทั้งสอง คือนรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. นายตาล-
ปุฏคามณิได้ฟังดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ จะป่วยกล่าวไปไยที่เราจะห้ามนาย
คามณิมิใช่หรือว่า อย่าได้ถามข้อนั้นกะเราเลย. นายคามณิกราบทูลว่า

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 395 (เล่ม 53)

ข้าแต่พระผู้องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสอภิสัมปรายภพของนักฟ้อนทั้งหลาย กะข้าพระองค์อย่างนี้ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ถูกนักฟ้อนทั้งหลายผู้เป็น
อาจารย์และอาจารย์ผู้เป็นประธานในก่อนหลอกลวงว่า นักฟ้อนแสดง
มหรสพของนักฟ้อนแก่มหาชนแล้วเข้าถึงสุคติ. เขาฟังธรรมในสำนัก
พระศาสดา ได้ศรัทธาได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว กระทำกรรมด้วย
วิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ก็ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ก่อน
แต่บรรลุพระอรหัต โดยอาการอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำไว้ในใจโดย
อุบายอันแยบคาย ด้วยสามารถการข่มจิตของตน เพื่อจะแสดงจำแนก
อาการนั้น โดยอาการเป็นอันมาก จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหา
เป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึง
จักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้า-
กาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความ
หวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะ ได้แล้ว เที่ยว
ไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก
สำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจะเห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อันเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตาย

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 396 (เล่ม 53)

และความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย
อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก
สำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจักได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คือ
อริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ
คือตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด
วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเรา
จักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาสตราอันสำเร็จ
ด้วยปัญญา มีเดชานุภาพมากของฤาษี คือพระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้วหักรานเสีย
ซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์
มีลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร
หนอ.
เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มี
ความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็น
จริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวระหาย ลม
แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลายจึงจักไม่
เบียดเบียนเรา คามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์

396