ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 377 (เล่ม 53)

สาธยายถึงมานะแม้บางอย่างว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือว่าเราเป็น
ผู้ไม่ประเสริฐ ด้วยอำนาจมีมานะเสมือนกับคนเลว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วย
อำนาจมานะบางอย่าง ในบรรดาส่วนแห่งมานะ ๙ อย่าง.
บทว่า ปญฺญวนฺตํ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญา ด้วยอำนาจ
ปัญญาอันเกิดแต่อรหัตผล. ชื่อว่า ผู้คงที่ เพราะถึงความเป็นผู้คงที่
ในอารมณ์ทั้งหลาย มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในศีล
เพราะตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอเสขผลศีลทั้งหลาย. ชื่อว่า ผู้มีจิตประกอบเนือง ๆ
ซึ่งเจโตสมถะ เพราะเข้าอรหัตผลสมาบัติ.
บทว่า เจโตสมถมนุยุตฺตํ ความว่า ผู้รู้คือบัณฑิตทั้งหลาย มี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ คือย่อมชมเชยบุคคลเช่นนั้นผู้ละ
มานะได้แล้ว คือผู้สิ้นอาสวะแล้วโดยประการทั้งปวง.
ท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ว่ายากอีก ชื่อว่าผู้มีโทษ เมื่อจะประกาศ
โทษแห่งความเป็นผู้ว่ายาก และอานิสงส์แห่งความเป็นผู้ว่าง่าย จึงกล่าว
๒ คาถา มีอาทิว่า ยสฺส สพฺรหฺมจารีสุ ดังนี้. คาถานั้นมีอรรถดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
ครั้นท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้มีมานะดังไม้อ้ออันยกขึ้นแล้วอีก
เมื่อจะประกาศโทษในความเป็นผู้มีจิตอัมมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น และ
คุณในความเป็นผู้ไม่มีจิตอันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น จึงได้กล่าว ๒ คาถา
มีอาทิว่า อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปีว
สีหจมฺเมน ความว่า ภิกษุนั้นคือผู้ประกอบด้วยโทษมีความเป็นผู้มีจิต
อันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น เหมือนลิงห่มหนังราชสีห์ย่อมไม่งดงาม ด้วย
ธงแห่งพระอริยะอันเปื้อนด้วยฝุ่นนั้น เพราะไม่มีคุณแห่งอริย.
ก็เพื่อจะแสดงผู้งดงามนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธโต ดังนี้.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 378 (เล่ม 53)

๕ คาถาว่า เอเต สมฺพหุลา ดังนี้เป็นต้น ท่านเห็นเทพทั้งหลาย
ผู้นับเนื่องในพรหม ผู้นมัสการท่านพระสารีบุตร แล้วกล่าวนิมิตคือการทำ
การแย้มให้ปรากฏแก่ท่านพระกัปปินะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเต
ท่านกล่าวโดยความที่ท่านเหล่านั้นปรากฏแล้ว. บทว่า สมฺพหุลา แปลว่า
เพราะมีมาก. แต่ท่านกำหนดภาวะที่มีมากนั้น จึงกล่าวว่า ทสเทวสหสฺ-
สานิ มีเทพ ๑๐,๐๐๐ ดังนี้. เมื่อจะแสดงความที่ท่านเหล่านั้นเป็นเทพ
นั้น ให้เเปลกออกไปว่า อญฺเญ เหล่าอื่น จึงกล่าวว่า สพฺเพ เต
พฺรหฺมกายิกา ดังนี้. เพราะเหตุที่ท่านเหล่านั้น ประกอบด้วยอุปบัติฤทธิ์
เทวฤทธิ์ใหญ่ของตน และเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบริวาร ฉะนั้นท่านจึง
กล่าวว่า อิทฺธิมนฺโต ยสฺสสิโน ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสว่า สารีบุตร อนุวัตรตามธรรมจักร
อันเราประกาศแล้วได้ยอดเยี่ยมดังนี้ ด้วยอำนาจการถามว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ พระสารีบุตรเป็นเสนาบดีอะไรหนอ จึงทรงอนุญาตที่ท่านพระ-
สารีบุตรเถระเป็นพระธรรมเสนาบดี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สารี-
บุตร พระธรรมเสนาบดีผู้มีความเพียร เพ่งฌานใหญ่ ผู้มีจิตตั้งมั่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีรํ ความว่า ผู้มีความเพียร ผู้มีความกล้าหาญ
มาก เพราะย่ำยีกิเลสมารเป็นต้นเสียได้. บทว่า มหาฌายึ ชื่อว่า ผู้เพ่งฌาน
ใหญ่ เพราะเข้าถึงธรรมอันสูงสุดแห่งทิพวิหารธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า ผู้มีจิต
ตั้งมั่น ด้วยอำนาจกำจัดความฟุ้งซ่านโดยประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้น
นั่นแล. บทว่า นมสฺสนฺตา ความว่า ยืนประคองอัญชลีนมัสการเหนือ
เศียรเกล้า.
บทว่า ยมฺปิ นิสฺสาย ความว่า พรหมทั้งหลายปรารภ คือ

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 379 (เล่ม 53)

อาศัยเพ่งอารมณ์อย่างใดหนอ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ โดย
ความเป็นปุถุชนว่า เราไม่รู้.
บทว่า อจฺฉริยํ วต แปลว่า น่าอัศจรรย์หนอ.
บทว่า พุทฺธานํ ได้แก่ ผู้รู้สัจจะ ๔.
บทว่า คมฺภีโร โคจโร สโก ความว่า ลึกอย่างยิ่ง คือเห็น
ได้ยากยิ่ง หยั่งรู้ได้ยาก ไม่ทั่วไปคือไม่ใช่วิสัยปุถุชน. บัดนี้ เพื่อจะ
แสดงเหตุในภาวะที่ธรรมลึกซึ้ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย มยํ ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาลเวธิสมาคตา ความว่า พวกเราใดเป็น
เสมือนนายขมังธนูผู้ยิงขนทราย สามารถแทงตลอดวิสัยแม้อันละเอียดได้
มาแวดล้อมยังไม่รู้. วิสัยของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งหนอ.
บทว่า ตํ ตถา เทวกาเยหิ ความว่า ความยิ้มแย้มได้ปรากฏ
แก่ท่านพระมหากัปปยนะ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรเห็นปานนั้น ผู้ควร
แก่การบูชาของชาวโลกพร้อมด้วยเทวโลก ผู้อันหมู่พรหมเหล่านั้นบูชา
แล้ว โดยประการนั้น ๆ อธิบายว่า เป็นวิสัยของพระสาวกทั้งหลายใน
ที่ไม่เป็นวิสัยแม้ของพวกพรหม ซึ่งโลกสมมติกันแล้วนี้.
คาถาว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ พระเถระปรารภตนแล้วกล่าว
ด้วยการบันลือสีหนาทให้มีขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า พุทฺธเขตฺตมฺหิ ท่านกล่าวหมาย
เอาอาณาเขต (เขตอำนาจ).
บทว่า ฐปยิตฺวา มหามุนึ ได้แก่ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงความเป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง
กว่าสรรพสัตว์ แม้โดยคุณคือธุดงคคุณนั่นแล. แต่พระองค์มีพระทัยอัน

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 380 (เล่ม 53)

พระมหากรุณากระตุ้นเตือนอย่างเดียว จึงทรงพิจารณาดูอุปการะใหญ่
เช่นนั้นของสัตว์ทั้งหลาย ทรงอนุวัตรตามการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านเป็น
ต้น จึงเป็นข้าศึกต่อธุตธรรมนั้น ๆ
บทว่า ธุตคุเณ ความว่า ซึ่งคุณอันไม่เพ่งพินิจโดยภาวะแห่งผู้
อยู่ป่าเป็นต้น ด้วยคุณอันกำจัดกิเลสทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ธุตคุเณ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ. คุณเช่นนั้นของ
เราไม่มี. อธิบายว่า ก็คุณอันยิ่งจักมีแต่ที่ไหน. จริงอย่างนั้น พระเถระ
นี้ อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศนั้น.
ท่านการทำความที่กล่าวแล้วว่า ฐปยิตฺวา มหามุนึ นั่นแล ให้
ปรากฏชัดด้วยคาถาว่า น จีวเร ดังนี้. การไม่เข้าไปฉาบทาด้วยตัณหา
ในจีวรเป็นต้น เป็นผลแห่งธุดงค์, ในข้อนั้นมีวาจาประกอบความว่า
ไม่ติดด้วยอำนาจตัณหาในเมื่อจีวรพร้อมมูล.
บทว่า สยเน ได้แก่ เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่ง.
ท่านระบุพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระโคตรว่า โคตมโคตร.
บทว่า อนปฺปเมยฺโย ความว่า ไม่พึงประมาณได้ เพราะไม่มี
กิเลสเครื่องกระทำประมาณ และเพราะมีคุณประมาณไม่ได้.
บทว่า มุฬาลปุปฺผํ วิมลํว อมฺพุนา ความว่า ดอกอุบลเขียว
ปราศจากมลทิน ปราศจากธุลี ไม่คิดด้วยน้ำ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้โคตมะก็ฉันนั้น ย่อมไม่ติดด้วยการติดด้วยอำนาจตัณหาเป็นต้น, ท่าน
เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ คือโน้มไปในอภิเนษกรมณ์ เพราะเหตุนั้น
นั่นแล ท่านจึงสลัดออกจากภพทั้ง ๓ คือปราศจากไป ไม่ประกอบ
ด้วยภพ ๓.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 381 (เล่ม 53)

ท่านไม่ติดอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะบริบูรณ์ด้วยภาวนาธรรม
อันมีสติปัฏฐานเป็นพระศอเป็นต้น ได้เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะเท่านั้น
โดยแท้ เมื่อจะแสดงสติปัฏฐานเป็นต้นอันเป็นองค์เหล่านั้น ท่านจึง
กล่าวคาถาสุดท้ายว่า สติปฏฺฐานคีโว ดังนี้เป็นต้น.
สติปัฏฐานเป็นพระศอของพระองค์เพราะเป็นที่ตั้งแห่งปัญญา อัน
เป็นองค์สูงสุดกว่ากองแห่งคุณ ในคาถานั้น เพราะเหตุนั้น พระองค์
ชื่อว่า มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ ศรัทธาในการยึดถือธรรมอันหาโทษ
มิได้เป็นพระหัตถ์ของพระองค์ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่า มีศรัทธาเป็น
พระหัตถ์. มีปัญญาเป็นพระเศียร เพราะเป็นอวัยวะสูงสุดแห่งสรีระคือ
คุณ เป็นพระเศียรของพระองค์ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่ามีพระปัญญา
เป็นพระเศียร, ญาณกล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณอันใหญ่ เพราะเป็น
ที่มาของมหาสมุทร เพราะมีอารมณ์มาก เพราะมีอานุภาพมาก และ
เพราะมีกำลังมาก ของพระองค์มีอยู่ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่า ผู้มีพระญาณ
มาก. พระองค์ดับสนิท คือเย็นสนิท เที่ยวไปในกาลทุกเมื่อ คือตลอด
กาลทั้งปวง. ก็ควรแสดงไขสุตตบทในคำนี้ว่า สุสมาหิโต . . . ฯ ล ฯ . . .
นาโค. ก็ในข้อนั้นคำที่ยังไม่ได้จำแนกโดยอรรถ คำนั้นมีนัยดังกล่าวใน
หนหลังนั้นแล.
จบอรรถกถามหากัสสปเถรคาถาที่ ๑
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
จัตตาลีสนิบาต

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 382 (เล่ม 53)

เถรคาถา ปัญญาสนิบาติ
๑. ตาลปุฏเถรคาถา
ว่าด้วยจิตใต้สำนึก
[๓๙๙] เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหา
เป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา. เมื่อไรหนอ เราจึง
จักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้า
กาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความ
หวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะได้ แล้วเที่ยวไป
ตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อัน
เป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความ
ตายและความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย
อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก
สำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คือ
อริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ
คือตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 383 (เล่ม 53)

วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเรา
จักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาสตราอันสำเร็จ
ด้วยปัญญา มีเดชานุภาพมากของฤาษี คือพระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้วหักรานเสีย
ซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์
มีลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มี
ความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็น
จริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวระหาย ลม
แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลายจึงจักไม่
เบียดเบียนเรา ตามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์
ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มีจิตมั่นคง มีสติ ได้บรรลุ
อริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วยความสงบระงับ
จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 384 (เล่ม 53)

ฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็น
ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เมื่อเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่ว
หยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำชั่วหยาบนั้น
อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จักไม่ยินดีเพราะถ้อยคำเช่นนั้น
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน
กล่าวคือเบญจขันธ์ และรูปธรรมเหล่าอื่นที่ยังไม่รู้ทั่วถึง
และสภาพภายนอก คือต้นไม้ หญ้า และลดาชาติ ว่า
เป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรดเรา
ผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทาที่
นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว ด้วยน้ำ
ใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร
หนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง
และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอนแล้ว
พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยง เพื่อบรรลุอมตธรรม
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา
สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปากน้ำใหญ่

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 385 (เล่ม 53)

น่ากลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเชนนี้
ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักเว้นความเห็นว่านิมิตงามทั้งปวง
เสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำลาย
ความพอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลาย
เสาตะลุงและโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงครามฉะนั้น
ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ.
เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกามคุณ ได้
บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
แล้วเกิดความยินดีเปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูก
เจ้าหนี้บีบคั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้
เสร็จแล้ว พึงดีใจฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ
เมื่อไรหนอ.
ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เราก็ได้บวชสม
ประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถวิปัสสนา มัว
แต่เกียจคร้านอยู่เล่า.
ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเรานาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูง
นกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธาร
น้ำตกตามซอกเขา จักยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้
เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกูล

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 386 (เล่ม 53)

สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกได้หมดแล้ว
ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว.
ดูก่อนจิต ส่วนท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสีย
เลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของ
ผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลา
ทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ
หวั่นไหว ดังนี้จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้
เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัส
ภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก
เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่รู้
เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลาย อันล้วนแต่เป็นของ
งดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวง
หาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์
ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจง
เป็นผู้แวดล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนก-
กระเรียนอีกทั้งเสือเหลืองและเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่านจง
สละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความอาลัยเลย.
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์

386