ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 367 (เล่ม 53)

บิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะ
ผู้หมดอุปาทาน ทำกิจแล้วไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาต
แล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ ภูมิภาคอันประกอบด้วย
ระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้องด้วย
เสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำให้
เรายินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม มีธารน้ำเย็นใส
สะอาด ดารดาษไปด้วยหญ้ามีสีเหมือนแมลงค่อมทอง
ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอันสูงตระหง่านแทบจดเมฆ
เขียวชอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้องด้วยเสียง
ช้างร้อง น่ารื่นรมย์นัก ย่อมยังเราให้ยิน ภูเขาที่ฝน
ตกรดแล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของเหล่าฤาษี
เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ สถานที่
เหล่านั้นเหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่งฌาน มีใจ
เด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์ รักษา
ตนดีแล้ว ผู้เห็นภัยในภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเรา
ผู้ปรารถนาความผาสุก มีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเรา
ผู้ปรารถนาประกอบความเพียร มีใจแน่วแน่ ศึกษาอยู่
ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบนท้องฟ้า
เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์
ภูเขาอันไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย
ดารดาษด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่
มีน้ำใสสะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบ เกลื่อนกล่นด้วย

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 368 (เล่ม 53)

ค่างและมฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเรา
ให้รื่นรมย์ เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ
ย่อมไม่มีความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่
ควรทำงานให้มากนัก พึงเว้นคนผู้ไม่ใช่กัลยาณมิตร
เสีย ไม่ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ปฏิบัติเช่นนั้น
ย่อมจะต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้ง
ประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงาน
ให้มากนัก พึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุ
ขวนขวายในการงานมาก ก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก
ผู้มีร่างกายลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความสงบใจ
ภิกษุไม่รู้สิกตนด้วยเหตุสักว่า การท่องบ่นพุทธจวนะ
ย่อมท่องเที่ยวชูคอสำคัญตนว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น ผู้ใดไม่
ประเสริฐเป็นพาล แต่สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขา
เสมอเขา นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญผู้นั้น
ซึ่งเป็นผู้มีใจกระด้างเลย ผู้ใดไม่หวั่นไหวเพราะมานะ
๓ อย่าง คือ ว่าเราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑
เลวกว่าเขา ๑ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น
แหละว่า เป็นผู้มีปัญญามีวาจาจริง ตั้งมั่นดีแล้วในศีล
ทั้งหลาย และว่าประกอบด้วยความสงบใจ ภิกษุใดไม่มี
ความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ภิกษุนั้น
ย่อมห่างเหินจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 369 (เล่ม 53)

ภิกษุเหล่าใดเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้ชอบทุกเมื่อ มี
พรหมจรรย์อันงอกงาม ภิกษุเหล่านั้นมีภพใหม่สิ้นแล้ว
ภิกษุผู้ยังมีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล
ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนกับวานร
คลุมด้วยหนังราชสีห์ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่กลับกลอก มีปัญญาเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์
ย่อมงดงามเพราะผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำฉะนั้น
เทพเจ้าผู้มีฤทธิ์มีเกียรติยศเป็นอันมากประมาณหมื่นและ
พรหมทั้งปวง ได้พากันมายืนประนมอัญชลี นอบ-
น้อมท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้มี
ฌานใหญ่ มีใจตั้งมั่น เปล่งวาจาว่า ข้าแต่ท่านบุรุษ
อาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดม-
บุรุษ ขอนอบน้อมแด่ท่าน ท่านย่อมเข่าฌานอยู่
เพราะอาศัยอารมณ์ใด ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมรู้ไม่ถึง
อารมณ์เหล่านั้นของท่าน น่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยของ
ท่านผู้รู้ทั้งหลายลึกซึ้งยิ่งนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มา
ประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ นับว่าเป็นผู้เฉียบแหลมดังนาย
ขมังธนูก็ยังรู้ไม่ถึง ความยิ้มแย้มได้ปรากฏมีแก่ท่าน
พระกัปปินเถระ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรผู้ควรแก่
สักการบูชา อันหมู่ทวยเทพบูชาอยู่เช่นนั้นในเวลานั้น
ตลอดทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นแต่สมเด็จพระมหามุนี

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 370 (เล่ม 53)

องค์เดียวเท่านั้น เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในทางธุดงคคุณ
ไม่มีใครเทียมเท่าเลย เราเป็นผู้คุ้นเคยกับพระบรม-
ศาสดา เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลง
ภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้
แล้ว พระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ มี
พระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ ทรงสละภพทั้ง ๓ ออก
ได้แล้ว ย่อมไม่ทรงติดอยู่ด้วยจีวร บิณฑบาต และ
เสนาสนะ เปรียบเหมือนบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระ-
องค์ทรงเป็นจอมนักปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ
มีศรัทธาเป็นพระหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงพระ-
ปรีชามาก ทรงดับเสียแล้วซึ่งกิเลสและกองทุกข์ตลอด
กาลทุกเมื่อ.
ในคาถาเหล่านั้น ๓ คาถาข้างต้น ท่านเห็นภิกษุทั้งหลายผู้คลุกคลี
ในคณะและตระกูล แล้วกล่าวด้วยการให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น คเณน ปุรกฺขโต จเร ความว่า
เป็นผู้ได้รับการยกย่อง คือห้อมล้อมด้วยคณะของภิกษุ ไม่พึงประพฤติ
คือไม่พึงอยู่. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นผู้ทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดย
ยาก เหตุผู้บริหารคณะมีใจขวนขวายในการให้เกิดทุกข์ เมื่อกระทำการ
อนุเคราะห์ด้วยอุทเทส โอวาท และอนุสาสนี ย่อมเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
คือมีจิตวิการเพราะไม่ปฏิบัติตามความพร่ำสอน จากนั้นเมื่อไม่ได้อารมณ์
เป็นหนึ่งเพราะการคลุกคลี สมาธิก็ได้โดยยาก, แม้เพียงอุปจารสมาธิ

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 371 (เล่ม 53)

ก็ไม่สำเร็จแก่ภิกษุผู้เช่นนั้น จะป่วยการไปไยถึงภิกษุนอกนี้เล่า.
บทว่า นานาชนสงฺคโม ได้แก่ การสงเคราะห์ชนผู้มีอัธยาศัย
ต่างกัน คือผู้มีความชอบใจต่างกัน ด้วยคำพูดที่น่ารักเป็นต้น.
บทว่า ทุโข แปลว่า ยาก คือลำบาก.
บทว่า อิติ ทิสฺวาน ความว่า เห็นโทษมากมายในการสงเคราะห์
หมู่คณะด้วยอาการอย่างนี้ แล้วแลดูด้วยญาณจักษุ, ไม่พึงใจคือไม่พึง
ชอบใจหมู่คณะ คือการอยู่ด้วยหมู่คณะ.
บทว่า น กุลานิ อุปพฺพเช มุนิ ความว่า บรรพชิตในศาสนา
นี้ ไม่พึงเป็นผู้เข้าถึงตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะ
เป็นผู้มีใจฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก. เขาเป็นผู้ขวนขวาย คือถึงความ
ขวนขวายในการเข้าไปหาตระกูล เป็นผู้ติด คือถึงความติดข้องในรส
อร่อยเป็นต้น ที่จะพึงได้ในตระกูล ได้แก่ถึงความพยายามด้วยตนเองใน
กิจน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น.
บทว่า อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาวโห ความว่า สภาวะใดนำสุข
อันเกิดแต่มรรคผลและนิพพานแก่ตน ย่อมล้างคือละ อธิบายว่า ย่อม
ไม่ตามประกอบประโยชน์ กล่าวคือ ศีลวิสุทธิ เป็นต้นนั้น.
คาถาที่ ๓ ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
๔ คาถาว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถ
ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ธรรมดาว่า ภิกษุพึงปฏิบัติอย่างนี้ โดย
ยกการแสดงความที่ตนสันโดษในปัจจัยเป็นนิทัศน์. บรรดาบทเหล่านั้น
ด้วยบทว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห ท่านกล่าวหมายถึงเสนาสนะบน
ภูเขา.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 372 (เล่ม 53)

บทว่า สกฺกจฺจํ ตํ อุปฏฺฐหึ ความว่า เป็นผู้ต้องการด้วยภิกษา
เพราะเป็นผู้ประสงค์จะให้บุรุษโรคเรื้อนนั้น ได้รับสมบัติอันโอฬาร จึง
เข้าไปยืนอยู่โดยความเอื้อเฟื้อ เหมือนบุคคลผู้ปรารถนามากซึ่งตระกูล
ผู้ให้ภิกษาอันประณีตฉะนั้น.
บทว่า ปกฺเกน ความว่า อันคอดกิ่วจวนหลุดแล้ว เพราะ
โรคเรื้อนที่กินถึงกระดูก.
บทว่า องฺคุลิ เจตฺถ ฉิชฺชถ ความว่า นิ้วมือของเขานั้นขาด
ลงในบาตรของเรานั้น ตกไปพร้อมกับอาหาร.
บทว่า กุฏฺฏมูลํ นิสฺสาย ความว่า เราจักนั่งในที่ใกล้ฝาเรือน
เช่นนั้น แล้วฉันคือบริโภคคำข้าวนั้น เพื่อให้บุรุษนั้นเกิดความเลื่อมใส.
ก็การปฏิบัติของพระเถระนี้ พึงเห็นว่า เกิดขึ้นในเมื่อยังไม่บัญญัติ
สิกขาบท. เมื่อพระเถระฉันอาหารนั้น ความหิวไม่เกิดขึ้น เพราะ
ความสำเร็จอันเป็นข้าศึก อันรู้กันว่าเป็นของไม่ปฏิกูล เหมือนในของ
ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูล. แต่เมื่อปุถุชนบริโภคอาหารเช่นนั้น ลำไส้
ใหญ่พึงขย้อนออกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อกำลังกิน
ก็ดี กินแล้วก็ดี ความรังเกียจของเราย่อมไม่มี.
บทว่า อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ ความว่า พึงลุกขึ้นยืนที่ประตูเรือนของ
คนเหล่าอื่นแล้วพึงรับบิณฑบาต. อธิบายว่า อาศัยกำลังแข้งแล้วไปตาม
ลำดับเรือน พึงได้ภิกษาที่ระคนกัน.
บทว่า ปูติมุตฺตํ ได้แก่ ชิ้นสมอที่ดองด้วยน้ำมูตรโคเป็นต้น.
บทว่า ยสฺเสเต อภิสมฺภุตฺวา ความว่า ภิกษุใดไม่ดูหมิ่น ยินดี
ยิ่งบริโภคปัจจัย ๔ มีบิณฑะอันบุคคลพึงลุกขึ้นยืนรับเป็นต้นเหล่านั้น.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 373 (เล่ม 53)

บทว่า ส เว จาตุทฺทิโส นโร ความว่า บุคคลนั้น เป็นผู้เที่ยวไป
ในทิศโดยส่วนเดียว คือประกอบในทิศทั้ง ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น,
อธิบายว่า ไม่กระทบกระทั่งในที่ใดที่หนึ่ง สามารถเพื่อจะอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง.
ลำดับนั้น พระเถระในเวลาที่ตนเป็นคนแก่ เมื่อพวกมนุษย์
กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อชราเห็นปานนี้เป็นไปอยู่ อย่างไรท่าน
จึงขึ้นภูเขาทุกวันๆ จึงได้กล่าว ๔ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า ยตฺถ เอเก
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในปัจฉิมวัยใด.
บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก. บทว่า วิหญฺญนฺติ ความว่า มีจิต
ลำบากเพราะสรีระถึงความคับแค้น.
บทว่า สิลุจฺจยํ ได้แก่ ซึ่งภูเขา. บทว่า ตตฺถ ความว่า แม้
ในเวลาแก่คร่ำคร่านั้น. ด้วยบทว่า สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต นี้ ท่านแสดง
ความไม่มีความลำบากใจ.
ด้วยบทว่า อิทฺธิพเลนุปตฺถทฺโธ นี้ ท่านแสดงถึงความไม่มีความ
ลำบากแห่งสรีระ.
ชื่อว่า ละภัยและความขลาดกลัวเสียได้ เพราะตัดกิเลสอันเป็นเหตุ
แห่งความกลัวเสียได้.
บทว่า ฑยฺหมาเนสุ ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กอง
มีไฟคือราคะเป็นต้นแผดเผา. ชื่อว่าดับสนิทคือเป็นผู้เย็น เพราะไม่มี
ความเร่าร้อนด้วยสังกิเลส. เมื่อพวกมนุษย์กล่าวอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
แม้ในเวลาแก่ท่านอยู่เฉพาะบนภูเขาในป่าเท่านั้นหรือ ? วิหารทั้งหลาย
มีเวฬุวันเป็นต้นเหล่านี้ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจมิใช่หรือ ? เมื่อจะแสดง

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 374 (เล่ม 53)

ว่า ภูเขาที่อยู่ในป่านั้นแลเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ จึงได้กล่าว ๑๒ คาถา
มีอาทิว่า กเรริมาลาวิตตา ดังนี้. พระคาถาเหล่านั้น บทว่า กเรริมาลา-
วิตตา ความว่า ประกอบด้วยแนวแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย. อาจารย์บางพวก-
กล่าวว่า อันดอกไม้มีสีตามฤดูกาลปกคลุมแล้ว. บทว่า กุญฺชราภิรุทา
ความว่า ถูกช้างผู้เที่ยวหากินตัวซับมัน อันเป็นคุณแห่งความสะท้อนเสียง
เป็นต้นย่ำยี.
บทว่า อภิวุฏฺฐา ความว่า อันมหาเมฆยังฝนให้ตกแล้ว. บทว่า
รมฺมตลา ความว่า ชื่อว่า มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ เพราะปราศจากความ
สกปรกดุจเปือกตม และสิ่งอันเกื้อกูลแก่ใบไม้เป็นต้นนั้นนั่นเอง. บทว่า
นคา ความว่า ภูเขา อันได้นามว่า นคะ เพราะไม่ไปสู่ถิ่นอื่น และ
ชื่อว่า เสละ เพราะล้วนแต่หิน. บทว่า อพฺภุนฺนทิตา สิขีหิ ความว่า
กึกก้องไปด้วยเสียงร้องไพเราะ.
บทว่า อลํ แปลว่า ควรแล้ว หรือสามารถ. แม้ในบทว่า
ฌายิตุกามสฺส อตฺถกามสฺส ดังนี้เป็นต้น ก็พึงประกอบโดยนัยนี้.
บทว่า ภิกฺขุโน เชื่อมความว่า ได้แก่ ภิกษุผู้ทำลายกิเลสแล้วนั่นแล.
บทว่า อุมาปุปฺเผน สมานา ความว่า เสมือนกับดอกผักตบ
เพราะสีเหมือนกับสีเขียวคราม.
บทว่า คคนาวพฺภฉาทิตา ความว่า ดารดาษไปด้วยเมฆดำ
เหมือนเมฆหมอกในอากาศ แห่งฤดูใบไม้ร่วงนั้นนั่นเอง อธิบายว่า
มีสีดำ.
บทว่า อนากิณฺณา ความว่า ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่คับแคบ.
บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ความว่า เมื่อแวดล้อมไปด้วยดุริยางค์อัน
ประกอบด้วยองค์ ๕ มีกลองขึงหน้าเดียวเป็นต้น ความยินดีแม้เช่นนั้น

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 375 (เล่ม 53)

ก็ไม่มี อย่างความยินดีของบุคคลผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือผู้มีจิตตั้งมั่น
พิจารณารูปธรรมและนามธรรมโดยชอบแท้ ด้วยอำนาจอนิจจลักษณะ
เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
ในกาลใด ๆ บุคคลพิจารณาเห็นการเกิดขึ้นและการ
ดับไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ เขาย่อมได้ปีติ
และปราโมช ปีติและปราโมชนั้น เป็นอมตะของผู้รู้แจ้ง.
ท่านกล่าว ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า กมฺมํ พหุกํ ดังนี้ ด้วย
อำนาจให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีการงานที่มายินดี ผู้อยากได้ปัจจัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ พหุกํ น การเย ความว่า เป็นผู้มี
กรรมเป็นที่มายินดี ไม่พึงให้ทำการงาน คือไม่พึงอธิษฐานซึ่งการงานชื่อ
เป็นอันมาก แต่การซ่อมแซมสิ่งที่หักพังทำลาย พระศาสดาทรงอนุญาต
แล้วนั้นแล. บทว่า ปริวชฺเชยฺย ชนํ ความว่า พึงเว้นคนผู้ไม่เป็น
กัลยาณมิตร. บทว่า น อุยฺยเม ความว่า ไม่พึงทำความพยายามด้วย
อำนาจ เพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้นและเพื่อคุมคณะ.
บทว่า อนตฺตเนยฺยเมตํ ความว่า การอธิษฐานนวกรรมเป็นต้น
นี้ ไม่เป็นเหตุนำมาซึ่งประโยชน์แก่ตน. ในข้อนั้นท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า
กายย่อมลำบาก ย่อมฝืดเคือง ก็เมื่อขวนขวายนวกรรมเป็นต้น เที่ยว
ไปในที่นั้น ๆ เขาย่อมประสบยาก คือย่อมลำบาก ย่อมถึงความลำบาก
เพราะไม่ได้สุขทางกายเป็นต้น และชื่อว่า ได้รับทุกข์เพราะการลำบาก
กายนั้น. อธิบายว่า บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ความสงบ คือไม่ได้ความ
ยึดมั่นทางจิต เพราะไม่มีการกระทำวัตถุให้สลสลวยแก่การแนะนำตน.
ท่านกล่าว ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า โอฏฺฐปฺปหตมตฺเตน เป็นต้น

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 376 (เล่ม 53)

ท่านกล่าวด้วยสามารถการติเตียนบุคคลผู้มีมานะว่าตัวเป็นบัณฑิต ผู้มีสุตะ
เป็นอย่างยิ่ง กล่าว ๒ คาถาถัดจากนั้น ด้วยอำนาจการสรรเสริญบัณฑิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอฏฺฐปฺหตมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุ
เพียงการขยับปาก โดยยกการท่องบ่นเป็นประธาน อธิบายว่า ด้วยเหตุ
เพียงการทำการท่องบ่นพระพุทธพจน์.
บทว่า อตฺตานมฺปิ น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่รู้อรรถ แม้
อันเป็นข้าศึกแก่ตน เพราะรู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อธิบายว่า ย่อมไม่
กำหนดประมาณของตนตามความเป็นจริง.
บทว่า ปตฺถทฺธคีโว จรติ ความวา เป็นผู้กระด้างเพราะมานะว่า
เราเป็นพหูสูต มีสติ มีปัญญา ไม่มีตนอื่นเสมือนเรา ไม่เห็นการนอบ-
น้อมแม้ต่อบุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู เป็นผู้มีคอยาว ประพฤติเหมือน
กลืนกินซี่เหล็กตั้งอยู่.
บทว่า อหํ เสยฺโยติ มญฺญติ ความว่า ย่อมสำคัญว่า เรา
เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐคือสูงสุด.
บทว่า อเสยฺโย เสยฺยสมานํ, พาโล มญฺญติ อตฺตานํ
ความว่า ผู้นี้เป็นผู้ไม่ประเสริฐ เป็นคนเลว เป็นคนพาล มีความรู้น้อย
ย่อมสำคัญตน กระทำให้เสมอ คือให้เหมือนกันกับผู้อื่น ผู้ประเสริฐคือ
สูงสุด โดยความที่เป็นคนพาลนั้นเอง.
บทว่า น ตํ วิญฺญู ปสํสนฺติ ความว่า ผู้รู้คือบัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไม่สรรเสริญคนพาลนั้นคือผู้เช่นนั้น ผู้มีใจกระด้าง คือผู้มีตน
กระด้าง เพราะมีจิตประคองไว้ โดยที่แท้ย่อมติเตียนเท่านั้น.
บทว่า เสยฺโยหมสฺมิ ความว่า ก็บุคคลใดเป็นบัณฑิต ไม่

376