ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 327 (เล่ม 53)

ให้สูญหายไป เหมือนน้ำมันเหลวของราชสีห์ ที่บุคคลใส่ไว้ในภาชนะ
ทองคำ ฉะนั้น. ต่อแต่นั้น ก็ชื่อว่า โกสารักขะ เพราะรักษาคลัง
พระธรรม ธรรมรัตนะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่, เพราะเป็นดวงตาของชาวโลก ด้วยการมองดูอย่างสม่ำเสมอ
ฉะนั้น จึงเป็นดวงตาที่ชาวโลกทั้งหมดควรบูชา คือควรนับถือ, ท่าน
กล่าวคำว่า พหุสฺสุโต ซ้ำอีก ก็ด้วยอำนาจคำลงท้าย เพื่อแสดงถึงความ
เป็นพหูสูตว่า ชนเป็นอันมากควรบูชา.
พระเถระครั้นได้กัลยาณมิตรเห็นปานนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า
ความไม่เสื่อมย่อมมีแก่บุคคลผู้ทำตามเท่านั้น, หามีแก่บุคคลผู้ไม่ทำตาม
ไม่ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ธมฺมาราโม ดังนี้เป็นต้น. อธิบายว่า ความ
ยินดีมีสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรม เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่อาศัยใน
ธรรมนั้น, ชื่อว่า ธัมมรตะ เพราะยินดี คือยินดียิ่งในธรรมนั้นนั่นเอง
ชื่อว่า ค้นคว้าธรรม คือคำนึงถึงธรรม ได้แก่ กระทำไว้ในใจด้วยการ
คิดถึงธรรมนั้นนั่นแหละบ่อย ๆ.
บทว่า อนุสฺสรํ ได้แก่ ระลึกถึงธรรมนั้นเท่านั้น.
บทว่า สทฺธมฺมา ความว่า ภิกษุเห็นปานนั้น ย่อมไม่เสื่อมจาก
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท และจากโลกุตรธรรม ๙ ประการ, ใน
กาลไหน ๆ ความเสื่อมจากธรรมนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น.
ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเมื่อจะให้ภิกษุผู้ชื่อว่ามีราคะยังไม่ไปปราศ
เกียจคร้าน มีความเพียรต่ำทราม มีความฉลาด ให้เกิดความสังเวชใน
ร่างกาย จึงกล่าวคาถาว่า กายมจฺเฉรครุโน ดังนี้เป็นต้น.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 328 (เล่ม 53)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายมจฺเฉรครุโน ความว่า เที่ยวไป
ไม่ยอมทำอะไรที่ควรทำทางกายแก่อาจารย์และอุปัชฌาย์ มัวแต่สำคัญกาย
ว่าเป็นของเรา มากไปด้วยความยึดมั่นในร่างกาย.
บทว่า หิยฺยมาเน ความว่า เมื่อร่างกายและชีวิตของตนเสื่อมไป
ทุก ๆ ขณะ.
บทว่า อนุฏฺฐเห ความว่า ไม่พึงทำความเพียรเป็นเหตุลุกขึ้น ด้วย
อำนาจการบำเพ็ญคุณมีศีลเป็นต้น.
บทว่า สรีรสุขคิทฺธสฺส ความว่า ถึงความติดคอยู่ (ในสรีระ) ด้วย
การทำสรีระของตนให้ถึงความสุขนั่นแล.
บทว่า กุโต สมณผาสุตา ความว่า ความอยู่สุขสบายด้วยความ
เป็นสมณะของบุคคลเห็นปานนั้น จักมีแต่ที่ไหน, คือความอยู่ผาสุกย่อม
ไม่มีแก่บุคคลนั้นเลย.
คาถาเริ่มต้นว่า น ปกฺขนฺติ ดังนี้ พระเถระทราบอย่างแจ่มชัดว่า
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรปรินิพพานแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปกฺขนฺติ ทิสา สพฺพา ความว่า
ทิศทั้งหมดมีทิศตะวันออกเป็นต้น ย่อมไม่ปรากฏ คือเป็นผู้หลงทิศ.
บทว่า ธมฺมา น ปฏิภนฺติ มํ ความว่า ธรรมที่ได้เล่าเรียนแล้ว
แม้จะช่ำของด้วยดีในครั้งก่อน. แต่ในบัดนี้ แม้จะนำมาเทียบเคียงโดย
เคารพ ก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า.
บทว่า คเต กลฺยาณมิตฺตมฺหิ ความว่า เมื่อท่านพระธรรมเสนาบดี
ผู้เป็นกัลยาณมิตรของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 329 (เล่ม 53)

บทว่า อนฺธการํว ขายติ ความว่า โลกนี้แม้ทั้งหมด ย่อมปรากฏ
เหมือนมืดมน.
บทว่า อพฺภตีตสหายสฺส ความว่า ผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว คือ
ปราศจากกัลยาณมิตร.
บทว่า อตีตคตสตฺถุโน ความว่า ท่านเป็นผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จล่วงลับไปแล้ว คือเป็นผู้มีพระศาสดาปรินิพพานไปแล้ว.
บทว่า ยถา กายคตา สติ อธิบายว่า ชื่อว่า มิตรอื่นที่จะนำ
ประโยชน์มาให้โดยส่วนเดียว แก่บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งเช่นนั้น ไม่มี เหมือน
กายคตาสติภาวนา มีแต่จะนำประโยชน์มาให้โดยส่วนเดียวแก่บุคคลผู้
บำเพ็ญนั้น, ภาวนาอย่างอื่นนำประโยชน์มาให้ ก็เฉพาะบุคคลที่มีที่พึ่ง
เท่านั้น.
บทว่า ปุราณา ได้แก่ มิตรเก่า ที่พระเถระกล่าวหมายเอากัลยาณมิตร
มีพระสารีบุตรเป็นต้น.
บทว่า นเวหิ ได้แก่ ด้วยมิตรใหม่.
บทว่า น สเมติ เม ความว่า จิตของเราย่อมไม่สมาคม คือจิต
ของเรามิได้เกิดความยินดีกับพวกมิตรใหม่เลย.
บทว่า สฺวชฺช เอโกว ฌายามิ ความว่า วันนี้ เรานั้นเว้นจาก
ท่านผู้แก่กว่าทั้งหลาย เป็นผู้เดียวเพ่งฌานอยู่ คือเป็นผู้ขวนขวายในฌานอยู่.
บทว่า วสฺสุเปโต ได้แก่ เหมือนนกที่เข้าอยู่ในรังในฤดูฝน, บาลี
ว่า วาสุเปโต ดังนี้บ้าง ความว่า เข้าไปอยู่.
คาถาว่า ทสฺสนาย อภิกกนฺเต ดังนี้ พระศาสดาได้ตรัสไว้. ความ

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 330 (เล่ม 53)

แห่งบาทคาถานั้นว่า:- อานนท์ เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมากที่พา
กันมาจากประเทศต่าง ๆ ไม่ให้เข้าเฝ้าเรา ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้าของเราเลย.
เพราะอะไร ? เพราะคนฟังธรรมเหล่านั้น (ต้องการ) จะเห็นเรา, ก็เฉพาะ
ในเวลาเฝ้านี้เท่านั้น.
พระเถระได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จงกล่าวคาถาอื่นอีกว่า ทสฺสนาย
อภิกฺกนฺเต ดังนี้เป็นต้น. ก็คาถาก่อนที่ท่านวางไว้ในที่นี้ ก็เพื่อความ
สัมพันธ์กันกับคาถานี้, ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงแสดงความสำเร็จ
ประโยชน์แห่งบทนั้นว่า ถ้าเราจักได้เพื่อให้ประชาชนที่พากันมาจาก
ประเทศอื่น ได้เข้าเฝ้าในทันทีไซร้.
คาถา ๔ คาถาเริ่มต้นว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ดังนี้ พระเถระกล่าว
เพื่อแสดงว่าตนเป็นอุปัฏฐากผู้เลิศ. จริงอยู่ เพราะการเริ่มบำเพ็ญกัมมัฏ-
ฐาน และเพราะการขวนขวายอุปัฏฐากพระศาสนา กามสัญญาเป็นต้น
แม้ที่ยังมิได้ตัดขาดด้วยมรรค มิได้เกิดขึ้นแก่พระเถระเลย, และกายกรรม
วจีกรรม และมโนกรรม ก็ได้มีเมตตาเป็นหัวหน้า คล้อยไปตามเมตตา
ในพระศาสดาตลอดกาล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ แปลว่า ตลอด
๒๕ ปี.
บทว่า เสขภูตสฺส เม สโต ความว่า เมื่อเรายังดำรงอยู่ในเสขภูมิ
คือในโสดาปัตติผลอยู่.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 331 (เล่ม 53)

บทว่า กามสญฺญา ความว่า สัญญาที่ประกอบด้วยกาม ไม่ได้เกิด
ขึ้นแล้ว, ก็ในคำนี้ พระเถระแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัยตน ด้วย
คำที่มุ่งถึงการไม่เกิดขึ้นแห่งกามสัญญาเป็นต้น, และแสดงถึงความบริสุทธิ์
แห่งประโยค ด้วยคำเป็นต้นว่า เมตฺเตน กายกมฺเมน ดังนี้. พึงทราบ
เนื้อความในข้อนั้น ดังต่อไปนี้ :- เมตตากายกรรม พึงทราบด้วยการ
ทำเครื่องใช้ในพระคันธกุฎีเป็นต้น และด้วยการทำวัตรและปฏิวัตร ถวาย
แด่พระศาสดา, เมตตาวจีกรรม พึงทราบด้วยกิจมีการบอกเวลาแสดง
ธรรมเป็นต้น, เมตตามโนกรรม พึงทราบด้วยการใส่ใจ น้อมนำมุ่งถึง
ประโยชน์เกื้อกูลเฉพาะพระศาสดาในที่ลับ. คำว่า ญาณํ เม อุทปชฺชถ นี้
พระเถระกล่าวถึงการบรรลุเสขภูมิของตน.
คาถาว่า อหํ สกรณีโยมฺหิ นี้ เป็นคาถาที่เมื่อพระศาสดาใกล้จะ
ปรินิพพาน พระอานนท์เข้าไปยังปะรำ เหนี่ยวคันทวยแล้วกล่าวมุ่งจะ
ครอบงำความเศร้าโศก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกรณีโยมฺหิ ความว่า เราเป็นผู้มีกิจ
มีการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น ที่จะต้องทำ.
บทว่า อปฺปตฺตมานโส แปลว่า ยังไม่บรรลุพระอรหัต.
บทว่า สตฺถุ จ ปรินิพ์พานํ ได้แก่ พระศาสดาของเราได้เสด็จ
ปรินิพพานไปเสียแล้ว.
บทว่า โย อมฺหํ อนุกมฺปโก ได้แก่ พระศาสดาพระองค์ใด เป็น
ผู้ทรงอนุเคราะห์เรา.
คาถาว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ดังนี้ เป็นคาถาที่พระเถระเห็นแผ่นดิน

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 332 (เล่ม 53)

ไหว และความแผ่ไปแห่งเสียงกลองสวรรค์ เป็นต้น แล้วกล่าวไว้ด้วย
เกิดความสังเวช.
คาถา ๓ คาถา มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต ดังนี้ พระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลายพากันสรรเสริญพระเถระ ตั้งไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คติมนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วย
ญาณคติไม่มีใครเสมอ.
บทว่า สติมนฺโต ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยสติและเนปักกปัญญา
เป็นอย่างยิ่ง.
บทว่า ธิติมนฺโต ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยปัญญาสัมปทา มีความ
สามารถกำหนดพยัญชนะและอรรถะโดยเฉพาะ. จริงอยู่ พระเถระรูปนี้
กำหนดจำไว้บทเดียวเท่านั้น ก็ย่อมกำหนดถือเอา โดยทำนองที่พระศาสดา
ตรัสแล้วได้ตั้ง ๖๐,๐๐๐ บท, และบทที่ได้กำหนดแล้ว ย่อมไม่สูญหาย
ตลอดกาลนาน เหมือนน้ำมันเหลวราชสีห์ที่บุคคลใส่ไว้ในภาชนะทองคำ
ฉะนั้น, เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา อันมีสติเป็นเบื้องหน้า ซึ่ง
สามารถกำหนดพยัญชนะไม่ให้วิปริต และด้วยสติอันมีปัญญาเป็นเบื้องหน้า
ซึ่งสามารถกำหนดอรรถะ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของ
เรา ฝ่ายพหูสูต ดังนี้เป็นต้น. และเหมือนอย่างที่พระธรรมเสนาบดี
กล่าวไว้ว่า ท่านพระอานนท์ เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า รตนากโร ได้แก่ เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนะ คือพระ-
สัทธรรม.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 333 (เล่ม 53)

คาถาว่า ปริจิณฺโณ นี้ พระเถระกล่าวในเวลาใกล้ปรินิพพาน,
คาถานั้น มีเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาอานันทเถรคาถาที่ ๓
จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา
ติงสนิบาต

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 334 (เล่ม 53)

เถรคาถา จัตตาลีสนิบาต
๑. มหากัสสปเถรคาถา
ว่าด้วยสถานที่และข้อปฏิบัติที่ดีงาม
[๓๙๘] ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะ
เป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่านได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์
ชนต่าง ๆ เป็นความลำบากดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ
นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็น
เหตุทำใจให้ฟุ้งซ่านได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
ตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มัก
ติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้
นักปราชญ์ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูล
ทั้งหลายว่าเป็นเปือกตม และเป็นลูกศรที่ละเอียดถอน
ได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง.
เราลงจากเสนาสนะแล้ว ก็เข้ารูปบิณฑบาตยัง
นคร เราได้เข้าไปหาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหาร
ด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อนนั้นได้น้อมเข้ามาซึ่งคำ
ข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลงนิ้วมือของเขาก็
ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือนฉันข้าว
นั้นอยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้มี
ความเกลียดชังเลย ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้งสี่ คือ
อาหารบิณฑบาตที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ ๑ บังสุกุลจีวร ๑

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 335 (เล่ม 53)

เสนาสนะคือโคนไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ ภิกษุ
นั้นแล สามารถจะอยู่ในจาตุรทิศได้ ในเวลาแก่ภิกษุ
บางพวกเมื่อขึ้นเขาย่อมลำบาก แต่พระมหากัสสปะผู้เป็น
ทายาทของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ แม้ใน
เวลาแก่เป็นผู้แข็งแรงด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ย่อมขึ้นไปได้
ตามสบาย พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ละความกลัว
ภัยได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌาน
อยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน เมื่อสัตว์ทั้งหลาย
ถูกไฟไหม้อยู่ เป็นผู้ดับไฟได้แล้ว กลับจากบิณฑบาต
แล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้
หมดอุปาทาน ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กลับจาก
บิณฑบาตแล้ว ขั้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ ภูมิภาคอันประกอบ
ด้วยระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้อง
ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อม
ทำให้เรายินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม มีธารน้ำ
เย็นใสสะอาด ดารดาษไปด้วยหญ้ามีสีเหมือนแมลง-
ค่อมทอง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอันสูงตระหง่าน
แทบจดเมฆเขียวชอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้อง
ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ย่อมยังเราให้ยินดี
ภูเขาที่ฝนตกรดแล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของ
เหล่าฤาษี เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 336 (เล่ม 53)

สถานที่เหล่านั้น เหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่งฌาน
มีใจเด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์
รักษาตนดีแล้ว ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเรา
ผู้ปรารถนาความผาสุก มีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเรา
ผู้ปรารถนาประกอบความเพียร มีใจแน่วแน่ ศึกษาอยู่
ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบนท้องฟ้า
เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขา
อันไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย ดารดาษ
ด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่มีน้ำใส
สะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบ เกลื่อนกล่นด้วยค่างและ
มฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเราให้รื่นรมย์
เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ ย่อมไม่มี
ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่พึงทำ
การงานให้มากนัก พึงเว้นคนผู้มิใช่กัลยาณมิตรเสีย ไม่
ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมจะ
ต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์
อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนัก
พึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุขวนขวายใน
การงานมาก ก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก ผู้มีร่างกาย
ลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความสงบใจ ภิกษุไม่รู้สึกตน
ด้วยเหตุสักว่าการท่องบ่นพระพุทธวจนะ ย่อมเที่ยวชูคอ

336