ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 287 (เล่ม 53)

บทว่า อนายาโส ความว่า ไม่มีความดิ้นรน คือปราศจากทุกข์
คือกิเลส.
บทว่า วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ความว่า มีความผ่องใส คือมีจิต
ผ่องใสด้วยดี เพราะไม่มีความไม่เชื่อเป็นต้น ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะมี
ความดำริไม่ขุ่นมัว.
คาถาว่า น วิสฺสเส ท่านกล่าวปรารภพวกพระวัชชีบุตร ผู้เชื่อ
พระเทวทัต ชอบใจทิฏฐิของพระเทวทัตนั้นแล้ว ดำรงอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วิสฺสเส ความว่า ไม่พึงคุ้นเคย คือ
ไม่พึงเชื่อ.
บทว่า เอกติเยสุ ความว่า ในปุถุชนผู้มีสภาวะไม่มั่นคงบางพวก.
บทว่า เอวํ ความว่า เหมือนท่านทั้งหลายถึงความคุ้นเคยว่า พระ-
เทวทัตเป็นผู้ปฏิบัติชอบ.
บทว่า อคาริสุ แปลว่า ในหมู่คฤหัสถ์.
บทว่า สาธูปิ หุตฺวาน ความว่า เพราะขึ้นชื่อว่า ความเป็นปุถุชน
ย่อมเป็นผู้มีความไม่มั่นคง เหมือนหม้อน้ำที่ตั้งอยู่บนหลังม้า และเหมือน
ตอไม้ที่ฝั่งลงในกองแกลบฉะนั้น คนบางพวกตอนต้นเป็นคนดี อยู่
ต่อมาตอนปลายเป็นคนไม่ดี.
อธิบายว่า เหมือนพระเทวทัต ในตอนต้นสมบูรณ์ด้วยศีล เป็น
ผู้ได้อภิญญาสมาบัติ แต่ถูกลาภและสักการะเข้าครอบงำ บัดนี้ จึงเสื่อมจาก
คุณวิเศษเหมือนกาปีกหัก เป็นผู้ไปเกิดในอบาย เพราะฉะนั้น คนเช่นนั้น
ไม่ควรคุ้นเคยว่า เป็นคนดี เพราะเพียงแต่ได้เห็นกันเท่านั้น. ส่วนคน
บางพวกถึงตอนต้นจะเป็นคนไม่ดี เพราะไม่คบหากัลยาณมิตร แต่ตอน

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 288 (เล่ม 53)

ปลายกลับตนเป็นคนดีได้ เพราะคบหากัลยาณมิตร เพราะฉะนั้น จึงไม่
ควรคุ้นเคยกับคนดีเทียม ๆ เยี่ยงพระเทวทัตว่าเป็นคนดีเลย.
คนซึ่งมีอุปกิเลสภายในใจ มีกามฉันทะเป็นต้น ยังไม่ไปปราศ
ชื่อว่าคนไม่ดี. เมื่อจะแสดงถึงคนที่มีอุปกิเลสไปปราศแล้วว่า เป็นคนดี
ท่านจึงกล่าวคาถาว่า กามจฺฉนฺโท ดังนี้เป็นต้น และเพื่อจะแสดงถึง
ลักษณะของคนดีชั้นสูงสุดโดยไม่ทั่วไป ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดย
เริ่มต้นว่า ยสฺส สกฺกริยมานสฺส ดังนี้.
ก็เพื่อจะแสดงถึงคนดีชั้นสูงสุด โดยไม่ทั่วไป จึงยกพระศาสดาและ
ตนขึ้นเป็นอุทาหรณ์ กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺโท ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสมุทฺโท ความว่า มหาสมุทร
มหาปฐพี หิน คือภูเขาและลม โดยประเภทที่พัดมาจากทิศตะวันออก
เป็นต้น ย่อมทนได้ต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเป็นสภาวะไม่มี
เจตนา มิใช่อดทนได้ เพราะกำลังคือความพิจารณาใคร่ครวญ, ส่วน
พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในความเป็นผู้คงที่ ชั้นยอดเยี่ยม ด้วยอำนาจ
บรรลุถึงพระอรหัต จึงมีความเสมอ ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ทั้งปวง
มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น, มหาสมุทรเป็นต้นเหล่านั้น จึงไม่ควรเปรียบเทียบ
กับความหลุดพ้นอย่างประเสริฐ คือหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอรหัตผลของ
พระศาสดาได้เลย คือย่อมไม่ถึงแม้ทั้งเสี้ยวและทั้งส่วน.
บทว่า จกฺกานุวตฺตโก ได้แก่ ผู้ยังพระธรรมจักรอันพระศาสดาให้
เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม.
บทว่า เถโร ได้แก่ เป็นพระเถระ เพราะเป็นพระอเสขะ คือ
ประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 289 (เล่ม 53)

บทว่า มหาญาณี แปลว่า มีปัญญามาก.
บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีความตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปปนา-
สมาธิ และอนุตรสมาธิ.
บทว่า ปฐวาปคฺคิสมาโน ความว่า เป็นผู้ประพฤติเช่นกับแผ่นดิน
น้ำ และไฟ เพราะตนเป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ในเมื่อประจวบกับ
อารมณ์มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมไม่ยินดี
ย่อมไม่ยินร้าย ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ปญฺญาปารมิตํ ปตฺโต โดยความว่า ถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ คือถึง
ที่สุดแห่งฝั่งแล้ว.
บทว่า มหาพุทฺธิ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยปัญญา ที่ชื่อว่า
พุทธิ เพราะกว้างขวาง เหตุบรรลุถึงความเป็นผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง
ร่าเริง เร็วไว แหลมคม และเป็นเครื่องชำแรกกิเลส.
บทว่า มหามติ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยความรู้จักคาดหมาย
นัยอันสำคัญยิ่ง คือรู้อนุโลมตามธรรมแล้ว. จริงอยู่ พระมหาเถระนี้
ประกอบด้วยคุณวิเศษเช่นมีปัญญามากเป็นต้น เพราะท่านบรรลุถึงคุณ
ทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ ยิ่งกว่าท่านผู้มีประเภทแห่งปัญญา เป็น ๔ ส่วน
๑๖ ส่วน ๔๔ ส่วน และ ๗๓ ส่วน จึงสมควรที่จะเรียกว่า มหาพุทธิ
ผู้มีปัญญามากยิ่งนัก, เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง
๑. ม. อุ. ๑๔/ข้อ ๑๕๔.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 290 (เล่ม 53)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาว่องไว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาเครื่อง
ชำแรกกิเลส ดังนี้เป็นต้น.
บัณฑิตพึงทราบความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ในส่วนแห่งความเป็นบัณฑิต
เป็นต้น ในข้อนั้นดังต่อไปนี้ :- บุคคลจะเป็นบัณฑิตก็ด้วยเหตุ ๔ ประการ
เหล่านี้ คือความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ความ
เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดังนี้.
ในการแสดงวิภาคแห่งความเป็นผู้มีปัญญามากเป็นต้น มีพระบาลี
ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ปัญญาใหญ่เป็นไฉน๑ ? ชื่อว่า ปัญญาใหญ่
เพราะอรรถว่า กำหนดอรรถใหญ่, กำหนดธรรมใหญ่.
กำหนดนิรุตติใหญ่, กำหนดปฏิภาณใหญ่, กำหนดศีลขันธ์
ใหญ่, กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่, กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่,
กำหนดวิมุตติขันธ์ใหญ่, กำหนดวิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ใหญ่, กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่, กำหนดวิหารสมา-
บัติใหญ่, กำหนดอริยสัจใหญ่, กำหนดสติปัฏฐานใหญ่,
กำหนดสัมมัปปธานใหญ่, กำหนดอิทธิบาทใหญ่, กำหนด
อินทรีย์ใหญ่, กำหนดพละใหญ่, กำหนดโพชฌงค์ใหญ่,
กำหนดอริยมรรคใหญ่, กำหนดสามัญญผลใหญ่ , กำหนด
๑. ขุ. ป. ๓๑/ ข้อ ๖๖๕.

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 291 (เล่ม 53)

อภิญญาใหญ่ กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ใหญ่ นี้เป็นปัญญาใหญ่.
ปุถุปัญญา๑เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถ
ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่าง ๆ มา ในธาตุต่าง ๆ มาก
ในอายตนะต่าง ๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ มาก
ในความได้เนื่อง ๆ ซึ่งความสูญต่าง ๆ มาก ในอรรถ
ต่าง ๆ มาก ในธรรมต่าง ๆ มาก ในนิรุตติต่าง ๆ มา
ในปฏิภาณต่าง ๆ มาก ในศีลขันธ์ต่าง ๆ มาก ในสมาธิ-
ขันธ์ต่าง ๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติ-
ขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่าง ๆ มาก
ในฐานะและอฐานะต่าง ๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่าง ๆ
มาก ในอริยสัจต่าง ๆ มาก ในสติปัฏฐานต่าง ๆ มาก
ในสัมมัปปธานต่าง ๆ มาก ในอิทธิบาทต่าง ๆ มาก ใน
อินทรีย์ต่าง ๆ มาก ในพละต่าง ๆ มาก ในโพชฌงค์
ต่าง ๆ มาก ในอริยมรรคต่าง ๆ มาก ในสามัญญผล
ต่าง ๆ มาก ในอภิญญาต่าง ๆ มาก ในนิพพานอันเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็น
ปุถุปัญญา.
หาสปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าหาสปัญญา๒ เพราะ
อรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความ
พอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก
บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า
๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๖๖. ๒. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๔.

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 292 (เล่ม 53)

มีความร่าเริงมาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญ
อินทรียสังวรให้บริบูรณ์ เพราะอรรถว่า มีความร่าเริง
มาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญตนรู้จัก
ประมาณในโภชนะ เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก ฯลฯ
มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญชาคริยานุโยค เพราะ
อรรถว่า มีความร่าเริงมาก ฯ ล ฯ มีความปราโมทย์มาก
บำเพ็ญศีลขันธ์ ฯ ล ฯ สมาธิขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติ-
ญาณทัสสนขันธ์ ฯ ล ฯ ย่อมตรัสรู้ตลอด. บำเพ็ญวิหาร-
สมาบัติทั้งหลายได้ ย่อมตรัสรู้ตลอดอริยสัจ ๔ ย่อม
เจริญสติปัฏฐาน ๔ ย่อมเจริญสัมมัปปธาน ๔ ย่อม
เจริญอิทธิบาท ๔ ย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมเจริญพละ
๕ ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมเจริญอริยมรรค ฯ ล ฯ
ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมทำให้แจ้งได้ซึ่ง
สามัญญผล. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า มีความ
ร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความ
ปราโมทย์มาก ย่อมตรัสรู้แจ้งซึ่งอภิญญา, ชื่อว่าหาส-
ปัญญา เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก มีความพอใจ
มาก มีความยินดีมา มีความปราโมทย์มาก ย่อมทำให้
แจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง.
ชวนปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าชวนปัญญา๑ เพราะอรรถว่า
ปัญญาแล่นไปสู่รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคต
และปัจจุบัน ฯ ล ฯ มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดย
๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๕.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 293 (เล่ม 53)

ความเป็นของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์
ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว แล่นไปสู่
เวทนา ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน ฯ ล ฯ แล่นไปสู่วิญญาณทั้งหมด
โดยความไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ได้ไว
แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว. แล่นไปสู่จักษุ ฯ ล ฯ
ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
โดยความเป็นของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็น
ทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว.
ชื่อว่าขวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง
พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป
เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา
เพราะอรรถว่า ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพาน
เป็นที่ดับรูปได้ไว ฯ ล ฯ เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ
สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณ. ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถ
ว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า
จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ
ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์
เพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะ
อรรถว่า ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพานเป็น
ที่ดับชรามรณะได้ไว.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 294 (เล่ม 53)

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง
พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป
ดับไปเป็นธรรมดาแล้ว แล่นไปในพระนิพพานเป็นที่ดับ
รูปได้ไว. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ
วิญญาณ. ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญา
เทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า จักษุ ฯลฯ
ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มี
ความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา
แล้วแล่นไปในพระนิพพาน อันเป็นที่ดับชราและมรณะ
ได้ไว.
ติกขปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าติกขปัญญา๑ เพราะ
อรรถว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ
บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไปซึ่งกามวิตก
ที่เกิดขึ้นแล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ไม่รับ
รองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี
ต่อไป ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯ ล ฯ
ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะ
อรรถว่า ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด
ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น
๑. ขุ. ป. ๓๑/ ข้อ ๖๗๑.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 295 (เล่ม 53)

แล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ไม่รับรองไว้
ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป
ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ซึ่งโทสะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ
ซึ่งโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว
ฯ ล ฯ ซึ่งอุปนาหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ซึ่งมักขะ ปลาสะ
อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ
อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
อภิสังขารทั้งปวง ฯ ล ฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง
ที่เกิดขึ้นแล้ว. ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญา
เป็นเหตุให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔
สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว.
นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา๑
เพราะอรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วย
ความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความ
ระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขาร
ทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเบื่อ
หน่าย ที่ไม่เคยทำลายในสังขารทั้งปวง, ชื่อว่านิพเพธิก-
ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโทสะ
ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย ชื่อว่านิพเพธิก-
ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโมหะ
ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย, ชื่อว่านิพเพธิก-
ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯ ล ฯ
๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๗.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 296 (เล่ม 53)

อุปนาหะ ฯ ล ฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่
เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย.
ท่านกล่าวคำว่า มหาพุทฺธิ มีปัญญามาก ไว้ เพราะพระเถระ
ประกอบพร้อมด้วยปัญญาอย่างมากมาย มีวิภาคตามที่กล่าวไว้แล้ว ด้วย
ประการฉะนี้.
อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความที่พระเถระนี้มีปัญญามาก แม้ด้วยอำนาจ
ธรรมตามลำดับบท และวิปัสสนา. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑: -
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับ
บทได้เพียงกึ่งเดือน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในการเห็น
แจ้งธรรมตามลำดับบทของพระสารีบุตรนั้น มีดังต่อ-
ไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้พระสารีบุตร สงัด
จากกามทั้งหลาย ฯ ล ฯ เข้าปฐมฌานอยู่. ธรรมใน
ปฐมฌานคือวิตก ฯ ล ฯ จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา
สัญญา เจตนา จิต ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ
อุเปกขา มนสิการ. เป็นอันสารีบุตรกำหนดธรรมได้ตาม
ลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้ง
อยู่ และถึงความดับ. เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้
เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อม
เสื่อมไป เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่
พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้น ๆ มี
๑. ม. อุ ๑๔/ข้อ ๑๕๙-๑๖๕. อนุปทสูตร.

296