ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 267 (เล่ม 53)

น้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลี
ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระ-
สาวกนามว่าพระอัสสชินั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็น
นักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่านวันนี้ เราเป็นธรรม-
เสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเราย่อมอยู่
ในทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอน
หันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดมศากยบุตรพุทธเจ้า
ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้ว ประทับนั่งใน (ท่ามกลาง)
ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ เราเผากิเลส
ทั้งหลายได้แล้ว . . .ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
เสร็จแล้วแล.
ก็ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า
ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงตั้งเอตทัคคะด้วยคุณวิเศษนั้น ๆ แก่
พระสาวกของพระองค์ จึงทรงตั้งเอคทัคคะให้พระเถระ โดยความมี
ปัญญามากว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวก
ทั้งหลายผู้มีปัญญามากของเรา.
พระสารีบุตรนั้น บรรลุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณอย่างนั้นแล้ว
ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี บำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงสัตว์
วันหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์ความเป็นพระอรหัต โดยมุ่งจะแสดงความประ-
พฤติของตน แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 268 (เล่ม 53)

ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริ
ชอบ ไม่ประมาท ยินดีแต่เฉพาะกัมมัฏฐานภาวนาอัน
เป็นธรรมภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว ยินดี
ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า
ภิกษุ.
ภิกษุเมื่อบริโภคอาหาร จะเป็นของสดหรือของแห้ง
ก็ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มี
อาหารพอประมาณ มีสติอยู่ การบริโภคอาหารยังอีก
๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำ เป็นการสมควร
เพื่ออยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.
อนึ่ง การนุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ นับว่าเป็น
ประโยชน์ จัดว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจ
เด็ดเดี่ยว การนั่งขัดสมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่สบาย
ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.
ภิกษุรูปใดพิจารณาเห็นความสุข โดยความเป็นทุกข์
พิจารณาเห็นความทุกข์ โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง
ความถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนในอทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้
มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นจะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด ด้วย
กิเลสอะไร ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มี
ความเพียรเลวทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้
มาในสำนักของเรา แม้ในกาลไหน ๆ เลย จะมีประโยชน์

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 269 (เล่ม 53)

อะไรด้วยการให้โอวาทบุคคลเช่นนั้น ในหมู่สัตว์โลกนี้.
อนึ่ง ขอให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่น
อยู่ในศีล ประกอบใจให้สงบระงับเป็นเนืองนิตย์ จงมา
ประดิษฐานอยู่บนศีรษะของเราเถิด.
ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีใน
ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพาน อันเป็น
ธรรมเกษมอากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใดละ
ธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ยินดีในอริยมรรค อันเป็น
ทางไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมบรรลุนิพพาน
อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม.
พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือ
ป่าก็ตาม ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม สถานที่นั้นเป็นภูมิ-
สถานที่น่ารื่นรมย์ คนผู้แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในป่า
อันน่ารื่นรมย์เช่นใด ท่านผู้ปราศจากความกำหนัด จัก
ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่านเหล่านั้นไม่
เป็นผู้แสวงหากาม.
บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญา ชี้โทษมีปกติกล่าวข่มขี่
เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะ
ว่าเมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความ
ชั่วเลย นักปราชญ์ก็ควรโอวาทสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่น
จากธรรมที่มิใช่ของสัตบุรุษ แต่บุคคลเห็นปานนั้น ย่อม

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 270 (เล่ม 53)

เป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของ
อสัตบุรุษ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว มีพระจักษุ ทรง
แสดงธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อพระองค์กำลังทรงแสดงธรรม
อยู่ เราผู้มุ่งประโยชน์ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่
ไร้ประโยชน์ เราเป็นผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ
เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพย-
จักษุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพ-
โสตญาณ อันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่
คุณธรรมของสาวกทั้งหมด ได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการ
บรรลุมรรคผล เหมือนคุณธรรม คือพระสัพพัญญุตญาณ
ได้มีแก่พระพุทธเจ้าฉะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มี
ภิกษุหัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติสสะ เป็นพระเถระผู้อุดมด้วย
ปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ สาวก
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก
ในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือความ
นิ่งอย่างประเสริฐ ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหวฉันใด
ภิกษุย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขา เพราะสิ้นโมหะก็ฉัน-
นั้น ความชั่วช้าเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏ
เหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แก่ภิกษุผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เรา

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 271 (เล่ม 53)

ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ
จักละทิ้งร่างกายนี้ไป ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต รอ
คอยเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงาน
ฉะนั้น.
ความตายนี้มีแน่นอนใน ๒ คราว คือในเวลาแก่
หรือในเวลาหนุ่ม ที่จะไม่ตายเลยย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น
ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้
ปฏิบัติผิด อย่าพินาศเสียเลย ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่าน
ทั้งหลายไปเสียเลย เมืองที่ตั้งอยู่ชายแดน เขาคุ้มครอง
ป้องกันดีทั้งภายนอกและภายในฉันใด ท่านทั้งหลายก็จง
คุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลาย
ไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสียแล้ว ต้องพากัน
ไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้น
โทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วย
ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ เหมือนลม
พัดใบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น.
ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากโทษเครื่องเศร้าหมองใจ
ได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ได้
ลอยบาปธรรมเสียได้ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงหล่นไป
ฉะนั้น ภิกษุผู้สงบระงับ ละเว้นกองกิเลสและกองทุกข์
ที่เป็นเหตุทำให้เกิดความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว
มีศีลงาม เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 272 (เล่ม 53)

บุคคลไม่ควรคุ้นเคยในบุคคลบางพวก จะเป็นคฤหัสถ์
หรือบรรพชิตก็ตาม หรือเบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ตอน
ปลายเป็นคนไม่ดีก็ตาม.
นิวรณ์ ๕ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑
อุทธัจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองจิต
สมาธิจิตของภิกษุผู้มีปกติ ชอบอยู่ด้วยความไม่ประมาท
ไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยมีสักการะ ๑
ด้วยไม่มีสักการะ ๑ นักปราชญ์เรียกบุคคลผู้เพ่งธรรม
อยู่เป็นปกติ พากเพียรเป็นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นด้วย
ปัญญาสุขุม สิ้นความยึดถือและความยินดีว่าเป็นสัตบุรุษ.
มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ และแม้ลม ๑
ไม่ควรเปรียบเทียบความหลุดพ้นกิเลสอย่างประเสริฐของ
พระศาสดาเลย พระเถระผู้ยังพระธรรมจักรอันพระ-
ศาสดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม ผู้มีปัญญามาก
มีจิตมั่นคง เป็นผู้เสมอด้วยเผ่นดินและไฟ ย่อมไม่ยินดี
ยินร้าย.
ภิกษุผู้บรรลุปัญญาบารมีธรรมแล้ว มีปัญญาเครื่อง
ตรัสรู้มาก เป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นคนเขลา
ทั้งไม่เหมือนคนเขลา เป็นผู้ดับความทุกข์ร้อนได้ทุกเมื่อ
ท่องเที่ยวไปอยู่ เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดามาก
เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนัก

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 273 (เล่ม 53)

ลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว ท่าน
ทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็น
อนุสาสนีของเรา เราพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว จักปริ-
นิพพาน ดังนี้.
จริงอยู่ คาถาบางคาถาเหล่านี้ พระเถระได้กล่าวไว้แล้ว, บางคาถา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภพระเถระแล้วตรัสภาษิตไว้ คาถาหลังสุด
ได้เป็นคาถาของพระเถระเท่านั้น เพราะพระเถระได้กล่าวไว้ ด้วยมุ่งจะ
ประกาศความประพฤติของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาจารี ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้ว
ด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น ประพฤติเป็นปกติอยู่, หรือชื่อว่า ยถาจาร
เพราะประพฤติปฏิบัติตามศีล คือสมบูรณ์ด้วยศีล.
บทว่า ยถาสโต ได้แก่ เป็นผู้สงบระงับ, อธิบายว่า จริงอยู่ ท่าน
แสดงไว้ เพราะลบเสียงที่เกิดทางจมูกเสีย เพื่อสะดวกแก่รูปคาถา ได้แก่
เป็นราวกะผู้สงบระงับ คือไม่มีความพิเศษไปจากพระอริยเจ้าทั้งหลายเลย.
บทว่า สตีมา ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยสติอย่างยิ่ง.
บทว่า ยตสงฺกปฺปชฺฌายี ได้แก่ เป็นผู้ละมิจฉาสังกัปปะได้โดย
ประการทั้งปวงแล้ว เป็นผู้มีความดำริอันสำรวมระวังแล้ว ด้วยอำนาจ
แห่งเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น คือเป็นผู้มีปกติเพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌาน
และลักขณูปนิชฌาน.
บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีความดำริอันบังคับให้เป็นไปใน
ความพระพฤติตามปกตินั้นนั่นแล และเป็นผู้เว้นขาดจากความประมาท
ด้วยการเพ่ง คือมีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นด้วยดีในที่ทั้งปวง.

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 274 (เล่ม 53)

บทว่า อชฺฌตฺตรโต ได้แก่ ยินดีเฉพาะแต่กัมมัฏฐานภาวนา อัน
เป็นธรรมภายใน.
บทว่า สมาหิตตฺโต ได้แก่ ด้วยภาวนานั้นนั่นแหละ จึงมีจิตเป็น
หนึ่ง.
บทว่า เอโก ได้แก่ ไม่มีสหาย ละการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และ
ละการคลุกคลีด้วยกิเลสแล้ว เพิ่มพูนกายวิเวกและจิตตวิเวก.
บทว่า สนฺตุสิโต ได้แก่ เป็นผู้สันโดษยินดีโดยชอบทีเดียว ด้วย
ความสันโดษด้วยปัจจัย และด้วยสันโดษยินดีในภาวนา. จริงอยู่ ปีติ-
ปราโมทย์อันโอฬาร ย่อมเกิดขึ้นเพราะการนำมาซึ่งคุณวิเศษชั้นสูง ๆ ขึ้น
ไปได้ด้วยภาวนา, แต่เพราะบรรลุถึงที่สุด จึงไม่มีคำที่จะต้องกล่าวถึง
เลย.
บทว่า ตมาหุ ภิกฺขุ ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น
คือผู้เห็นปานนั้นว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เห็นภัย และเป็นผู้กำจัดกิเลสได้
เด็ดขาด เหตุเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยไตรสิกขา.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความสันโดษด้วยปัจจัย ในความสันโดษ ๒
ประการ ตามที่กล่าวไว้แล้วก่อน จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อลฺลํ สุกฺขํ วา
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลํ ได้แก่ เปียก คือละเอียด ด้วย
การบริโภคเนยใสเป็นต้น.
บทว่า สุกฺขํ ได้แก่ หยาบเพราะไม่มีสิ่งของอันละเอียด. วา ศัพท์
มีอรรถอันไม่แน่นอน คืออาหารจะเป็นของสด หรือของแห้งก็ตาม.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 275 (เล่ม 53)

บทว่า พาฬฺหํ ได้แก่ จนเกินไป. บทว่า สุหิโต ความว่า ไม่
ควรให้เขาเลี้ยงดู. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า จะพึงเป็นอยู่อย่างไร ท่าน
จึงกล่าวว่า ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ ดังนี้เป็นต้น
ความว่า ภิกษุบริโภคโภชนะอันประณีต หรือเศร้าหมองก็ตาม ไม่ได้
บริโภคตามต้องการแล้ว จะเป็นผู้มีท้องพร่อง มีท้องเบา, ต่อแต่นั้น
นั่นแหละ พึงเป็นผู้มีอาหารพอประมาณ คือรู้จักประมาณในโภชนะ นำ
เอาอาหารอันประกอบด้วยองค์ ๘ มา เป็นผู้มีสติ ด้วยการรู้จักประมาณ
ในโภชนะนั้น และด้วยมีสติเป็นเครื่องพิจารณาในโภชนะนั้นอยู่.
ก็เพื่อจะแสดงอาการที่ชื่อว่าเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ
ว่าเป็นอย่างไร ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตฺตาโร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุตฺวา ความว่า พึงเว้นโอกาสแห่ง
อาหารที่จะอิ่ม ไม่บริโภคเหลือไว้อีก ๔- ๕ คำ แล้วดื่มน้ำเสีย. ก็ภิกษุนี้
ชื่อว่า เป็นผู้มีความประพฤติเบาใจในอาหาร. อธิบายว่า เป็นการสมควร
คือความต้องการเพื่ออยู่สำราญของภิกษุ ผู้มีจิตอันส่งมุ่งตรงพระนิพพาน
คือเพื่อความอยู่สุขสบาย เพราะประกอบด้วยการบรรลุฌานเป็นต้น. ด้วย
บทนี้ ท่านเมื่อจะกล่าวถึงบิณฑบาต ว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง จึงแสดง
ถึงความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ในบิณฑบาตไว้. อีกอย่างหนึ่ง
ปาฐะว่า ภุตฺวาน ก็มี, ปาฐะนั้น พึงเป็นปาฐะที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วย
อำนาจแห่งบุคคลที่มีความสามารถ คือมีปกติมั่นคงอย่างยิ่ง เพื่อจะยัง
สรีระให้เป็นไปด้วยอาหารแม้เพียง ๔-๕ คำก็ได้. ปาฐะนั้น ย่อมเทียบ
เคียงกันได้กับคาถาที่เหนือขึ้นไปนั่นแล เพราะเรื่องจีวรและเสนาสนะ
ส่วนที่เล็กน้อย ท่านจักกล่าวต่อไป.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 276 (เล่ม 53)

บทว่า กปฺปิยํ ความว่า ซึ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้น อัน
อนุโลมกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ตญฺเจ ฉาเทติ ความว่า นุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ คือที่ที่
จะพึงนุ่งห่มให้เสมอ. อนึ่ง คือที่ที่มีอยู่ ในชาติที่พระศาสดาทรงอนุญาต
ไว้ คืออันประกอบด้วยประมาณ อันพระศาสดาทรงอนุญาตไว้ โดย
กำหนดเบื้องต่ำ.
บทว่า อิทมตฺถิกํ ได้แก่ เพื่อประโยชน์นี้ คือเพื่อประโยชน์ตามที่
พระศาสดาตรัสไว้แล้ว, อธิบายว่า เพียงเพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้น
และเพื่อปกปิดอวัยวะอันเป็นเหตุยังความละอายให้กำเริบ. ด้วยคำนั้น
ท่านกล่าวถึงจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย และความสันโดษด้วยปัจจัยตามมี
ตามได้ ในจีวรนั้น.
บทว่า ปลฺลงฺเกน นิสินฺนสฺส ความว่า นั่งด้วยการนั่งวงขาโดยรอบ
ท่านเรียกว่า คู้บัลลังก์ คือนั่งคู้บัลลังก์สามแห่ง.
บทว่า ชณฺณุเก นาภิวสฺสติ ความว่า เมื่อภิกษุนั่งที่กุฏิอย่างนั้น
พอฝนตก น้ำฝนไม่เปียกเข่าทั้งสองข้าง, เสนาสนะแม้มีประมาณเท่านี้
จัดเป็นเสนาสนะท้ายสุด, จริงอยู่ กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ นั่งใน
เสนาสนะนั้นแล้ว ก็สามารถจะทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จได้. ด้วยเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวว่า นับว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุ ผู้มีใจเด็ด
เดี่ยว ดังนี้เป็นต้น.
พระเถระ ครั้นประกาศถึงโอวาทเครื่องขัดเขลาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งนัก
แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีความมักมาก ไม่สันโดษ ด้วยคาถาทั้ง ๔ คาถาเหล่านี้

276