ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 257 (เล่ม 53)

ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือน
ต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่สุด
แล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภค-
สมบัติเป็นอันมาก แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต ข้าพระ-
องค์อยู่ในสำนักพราหมณ์ นามว่าสญชัย ซึ่งเป็นผู้
เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ
พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก
มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น ข้าพระองค์
ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี
มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาค แย้มบานดังดอกปทุม
ครั้นข้าพระองค์เห็นท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์
องอาจประเสริฐ มีความเพียร จึงเกิดความคิดว่า ท่าน
ผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส มี
รูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอัน
สูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้นเราพึงถามท่านผู้มี
ใจยินดีถึงประโยชน์อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจัก
ตอบ เราจักสอบถามท่านอีก ข้าพระองค์ได้ตามไป
ข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาส
อยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่าน
ซึ่งพักอยู่ในระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้
นิรทุกข์ มีความเพียร ท่านมีโคตรอย่างไร ท่านเป็น
ศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ครั่นคร้าม

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 258 (เล่ม 53)

ดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ
แล้วในโลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์ ท่านผู้มีความ
เพียรใหญ่ ผู้เกิดตาม มียศมาก ศาสนธรรมแห่งพระ-
พุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด
ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียด
ทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือตัณหา เป็นเครื่อง
บรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดน
เกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และ
ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติ
ตรัสอย่างนี้ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์
นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
เพราะได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟัง
คำของท่านมุนี ได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึงหยั่งลงสู่พระ-
สัทธรรมได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมี
สภาพอันเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้
เห็น ล่วงเลยไปแล้วหลายหมื่นไป ข้าพระองค์แสวงหา
ธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด ประโยชน์นั้นข้าพระองค์
บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์อันท่าน
พระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว แสวงหา
สหายอยู่ จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่
ไกลเทียว อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วย
อิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและตาอัน

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 259 (เล่ม 53)

ผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมต-
บทอันดับสนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามี
ความไม่หวั่นไหวอันได้ทำแล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบาย
อันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือพราหมณ์ เราได้
บรรลุอมตบทอันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศก
แล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เรามาไปสำนักพระ-
พุทธเจ้ากันเถิด สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว
รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามายังสำนักของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจักบวช
ในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์
ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่งปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำ
พระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงเที่ยว
ไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัศนะของท่าน ความดำริ
ของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตาม
ฤดูกาลส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้
ยินดีฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรส ผู้มียศใหญ่
ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์
แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย พระองค์แสวงหาดอกไม้
คือวิมุตติ เป็นที่พ้นภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี
ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือวิมุตติ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ
เว้นพระมหามุนีแล้ว ตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอด้วย

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 260 (เล่ม 53)

ปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์
และบริษัทของพระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษา
ดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกจิตอันสูงสุด ย่อม
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งฌาน ยินดี
ในฌาน เป็นนักปราชญ์มีจิตสงบ ตั้งมั่น เป็นมุนี ถึง
พร้อมด้วยความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนัก-
ปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้งลาภและความ
เสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่าน
เหล่านั้นถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวร
เศร้าหมอง ยินดียิ่งในวิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อม
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ
ตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวัง
ผลประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ทั้งท่านที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นสกทาคามี พระ-
อนาคามี และพระอรหันต์ปราศจากมลทิน ย่อมแวดล้อม
พระองค์อยู่เมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาด
ในสติปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงค์ภาวนา ทุกท่านย่อม
แวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาด
ในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบ
ในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่าน

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 261 (เล่ม 53)

เหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึง
ที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ข้าแต่
พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอ
ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง แวดล้อม
พระองค์อยู่ทุกเมื่อ พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวม
แล้ว มีตบะแวดล้อมแล้ว ไม่ครั้นคร้านดังราชสีห์
ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้ว
ย่อมงาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผลฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่น
กับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในศาสนาของ
พระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธุ แม่น้ำ
สรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา
แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา
สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ย่อมละชื่อเดิม ย่อม
ปรากฏเป็นสาครนั่นเองฉันใด วรรณะ ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น
บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งหมด
ปรากฏว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวง-
จันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ในอากาศ ย่อม
รุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมีฉันใด ข้าแต่-
พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวด-
ล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรืองก้าวล่วงเทวดา และมนุษย์ ตลอด
พุทธเขตทุกเมื่อ.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 262 (เล่ม 53)

คลื่นตั้งขึ้นในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้
คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อมเป็นระลอกเล็กน้อย.
เรี่ยรายหายไปฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์
ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของ
พระองค์ แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้ ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าชนเหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วย
ความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของพระองค์แล้ว
ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขม
และบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ)
อยู่ด้วยน้ำและเปือกตมฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น
เกิดแล้วในโลก ย่อมงอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ
เหมือนดอกโกมุทในเปือกตมฉะนั้น ดอกบัวหลวงเกิดใน
น้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกสรบริสุทธิ์
ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์
ก็ฉันนั้น เป็นมหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก
ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้
อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือนกัตติกมาส
ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบานฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บาน
แล้วด้วยวิมุตติของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลย
ศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิดในน้ำย่อมบานไม่พ้น

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 263 (เล่ม 53)

เดือนกัตติกมาสฉะนั้น เปรียบเหมือนพญาไม้รังดอกบาน
สะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้ว
ย่อมงามยิ่งฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น
บานแล้วด้วยพระพุทธญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว
ย่อมงามเหมือนพญาไม้รังฉะนั้น เปรียบเหมือนภูเขาหิน
หิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค
อสูร และเทวดาทั้งหลายฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า
พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นดังโอสถของมวลสัตว์ ข้าแต่
พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุเตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖
ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้ว
ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ
พระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำ
ที่อยู่แล้วเหลียวดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง
เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวงย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์
ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อฉันใด ข้าแต่
พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อม
หวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้ง
ฉันนั้น ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่
ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกาเหยี่ยวและเนื้อ วิ่ง
กระเจิงเพราะราชสีห์ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง ชน
ทั้งหลายเรียกว่าเป็นศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อม

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 264 (เล่ม 53)

แสดงธรรมอันสืบ ๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า
ส่วนพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้
สัจจะทั้งหลายและโพธิปักขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว
ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละและมิใช่พละ
ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือ
เหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล
มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน คิดต่าง ๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความ
สงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้เป็นมุนี ทรงทราบ
จิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้ปัญหา
ข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งปวงได้
แผ่นดินพึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย
มนุษย์ทั้งหมดนั้น ประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์
ผู้นายกของโลก หรือว่าเขาเหล่านั้นสรรเสริญอยู่ตลอดกัป
พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้สิ้นสุด
ประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้
ด้วยว่าพระมหาชินเจ้า อันใคร ๆ สรรเสริญแล้วด้วย
กำลังของตนเหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายสรรเสริญจน
ที่สุดกัป ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ ๆ.
ถ้าแหละว่าใคร ๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ผู้ศึกษาดี
แล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ ผู้นั้นก็พึงได้ความ
ลำบากเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 265 (เล่ม 53)

ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่ง
ปัญญาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยี
พวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้เป็นไป วันนี้
เป็นธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้
แสดงผลแก่ข้าพระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว
ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว มนุษย์คนใดหนึ่ง เทิน (ทูน)
ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบากด้วยภาระฉันใด
อันภาระเราต้องแบกอยู่ก็ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่
เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพ
ทั้งหลาย เหมือนถอนขุนเขาสิเนรุฉะนั้น. ก็ (บัดนี้ ) เรา
ปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้งหลายได้แล้ว กิจที่ควรทำ
ทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร เรา
ทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ศากยบุตร เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา
(ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาดดีในสมาธิ ถึงที่สุดแห่ง
ฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้ พระ-
มหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุบุพวิหารธรรม ตรัสคำ
สั่งสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุ
อันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบใน
สัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่าง

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ – หน้าที่ 266 (เล่ม 53)

ที่พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถ
แล้ว ไม่มีใครเสมอด้วยเรา เราเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ
ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์
ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพในอุดม
บุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้
จิตของเราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ
เรามีมานะและความเขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงู
ถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูกตัดเขาเสียแล้ว เข้า
ไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมีรูป
ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่ง
การชมเชยพระญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อโนมทัสสี เราย่อมยังธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ
นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความ
ปรารถนาลามก ผู้เกียจคร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะ
น้อย และผู้ไม่มีอาจาระอย่าได้สมาคมกับเราในที่ไหน ๆ
สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้งมั่น
อยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ
ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้นเราจึงขอกล่าว
กะท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มา
ประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมีความปรารถนา

266